ในตอนนั้น คำพูดของคานทำให้อนาเธอร์ครุ่นคิด เขาเข้าใจดีว่าการให้โอกาสนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แม้ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความขัดแย้ง แต่การเรียนรู้ที่จะให้อภัยและเปิดโอกาสให้คนที่พยายามแก้ไขตัวเอง มันก็ถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน
“ผมเข้าใจแล้ว สเน็คอาจจะไม่ใช่คนเลว แต่เขายังต้องเรียนรู้อีกมาก!”
อนาเธอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบลง ซึ่งมันก็ทำให้คานต้องพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ เมื่อเห็นว่าลูกชายคนนี้เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อ
หลังจากนั้น คานและอนาเธอร์ก็เริ่มสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของตระกูล และแผนการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อนาเธอร์ยังคงมีเป้าหมายใหญ่ที่ต้องทำให้สำเร็จ และการเรียนรู้จากพ่อของเขาก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ตนเติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน
“จริงสิ.. ข้าและแม่ของเจ้าคิดเรื่องนี้กันมาสักพักแล้วละ”
ในขณะที่การสนทนาระหว่างคานและอนาเธอร์ดำเนินไปอย่างลื่นไหล คานก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของเขาเปล่งประกายขณะที่เขามองไปยังลูกชายของตน ความคิดที่ค้างคาในใจมานานเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง
คานจิบชาที่เหลืออยู่ในถ้วยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะวางลง แล้วเอ่ยคำถามที่ทำให้บรรยากาศในห้องโถงรับแขกต้องเปลี่ยนไป
“อนาเธอร์... เจ้าคิดจะไปเรียนที่สถาบันการต่อสู้หรือเปล่า?”
คานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“ให้ไปเรียน?.. ไม่ใช่ว่าท่านแม่จ้างอาจารย์พิเศษมาสอนให้ผมอยู่ตลอดเหรอ?”
“ตั้งแต่ยังเด็ก ผมก็ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆแล้ว แม้แต่ศิลปะการต่อสู้จากยุคก่อนที่เกมส์อาณาจักรเทพได้มาหลอมรวมกัน”
คำถามดังกล่าว ได้ทำให้อนาเธอร์ต้องหันมองไปยังบิดาของตนด้วยความประหลาดใจ
ชายหนุ่มไม่เคยคิดเลยว่าท่านพ่อจะถามอะไรในตอนนี้ หลังจากที่ผ่านมามีเรื่องราวและปัญหาต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต
ทั้งเรื่องที่เขาเป็นได้เพียงคนธรรมดา ไม่อาจเป็นผู้เล่นได้ เพราะสถาบันส่วนใหญ่ต้องมีพื้นฐานเป็นระบบเลเวล แต่เขาดันไม่มีมันนี่สื
หลังจากนั้น อนาเธอร์เองก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องการเข้าสถาบันการสอนหรือการศึกษาเพิ่มเติมในยุคสมัยนี้เลยแม้แต่น้อย
คานสังเกตเห็นความประหลาดใจในสายตาของลูกชาย เขาถอนหายใจเล็กน้อยและเริ่มอธิบายเหตุผลที่ทำไมต้องพูดเช่นนี้
“เจ้ารู้ไหม... เจ้าใช้ชีวิตในคฤหาสน์และอยู่ในอาณาเขตของตระกูลซิกฟรีดนี้มาโดยตลอด และมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองต้องการ อยากได้อะไรก็ได้ทั้งหมด ทั้งยังร่ำเรียนหาความรู้และฝึกฝนเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้อยู่มากมาย”
“พ่อมั่นใจในความสามารถของลูกเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน พ่อก็รู้ว่าเจ้ายังไม่เคยเข้าสังคมหรือมีเพื่อนจริงๆเลยซักคน”
คำพูดนั้นทำให้อนาเธอร์เงียบไป เขารู้สึกถึงความจริงในคำพูดของบิดา
ตั้งแต่เขาจำความได้ ชีวิตของเขาถูกล้อมรอบด้วยการฝึกฝนและการเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อสู้และการพัฒนาตนเอง ไม่เคยมีช่วงเวลาที่ได้สัมผัสกับชีวิตของวัยรุ่นทั่วไป
ความรับผิดชอบที่อยู่บนบ่าของเขาในฐานะทายาทของตระกูลซิกฟริด ทำให้ชายหนุ่มไม่มีเวลาและโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์กับใครเป็นพิเศษ และไม่เคยมีเพื่อนใกล้ชิดที่ตนเองสามารถพึ่งพาได้อย่างแท้จริง
คานมองใบหน้าของอนาเธอร์ด้วยสายตาที่อ่อนโยน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง แต่ในฐานะพ่อ เขาย่อมมีความห่วงใยต่อลูกชายคนนี้ของเขาอย่างลึกซึ้ง
“เจ้าอายุ 17 ปีแล้วอนาเธอร์ เจ้าไม่เคยได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆหรือได้รู้จักคนรุ่นเดียวกัน หรือคนที่เจ้าไว้ใจและพึ่งพาได้ในชีวิต”
“ข้ากับแม่ของเจ้า—อนาเธอเลีย เราได้คุยกันหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดว่าเจ้าน่าจะถึงเวลาที่ต้องไปเรียนรู้และเข้าสังคมบ้างแล้ว!”
อนาเธอร์ได้ยินแบบนั้นก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก
เขานึกถึงใบหน้าของแม่ ผู้ซึ่งแม้จะรักและห่วงใยเขาเสมอ แต่ก็ไม่ได้มีเวลามากนักในการคอยอยู่ใกล้ชิดกับเขาในแต่ละวัน ความรักของแม่เป็นสิ่งที่ชายหนุ่มรู้สึกได้ แต่ก็มาพร้อมกับความรู้สึกที่คอยกระตุ้นให้เขาเติบโตและเข้มแข็งอยู่เสมอ
“สถาบันการสอนการต่อสู้มีหลายแห่งที่เหมาะสมสำหรับเจ้า มันไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาเจ้าทางด้านการต่อสู้ แต่ยังเปิดโอกาสให้เจ้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคม”
“เจ้าอาจได้พบเพื่อนใหม่ หรือบางที... อาจมีคนที่เจ้าจะสนิทสนมในอนาคต พ่อเองก็ไม่ได้ห้ามบังคับคู่ครองสมรสของเจ้า.. อยากจะมีเมียกี่คนหรือคนเดียวก็ตามสบายเลย”
คำพูดนั้นทำให้อนาเธอร์ถึงกับต้องอึ้่ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำอยู่นิดๆเมื่อนึกถึงเรื่องภายในห้องอาบน้ำ หลังจากที่เขาได้สานสัมพันธ์สุดร้อนแรงกับพี่สาวไอรินที่เป็นหัวหน้าแม่บ้าน หลังจากนั้นเขาก็แทบจะไม่กล้าสู้หน้าว่าที่ภรรยาคนนี้เลยซักนิด
ในตอนนั้นคานก็สังเกตเห็น เขามองลูกชายด้วยความสงสัยและคาดหวังเล็กน้อย
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ อนาเธอร์?”
ชายหนุ่มถูกถามก็สะดุ้งและได้สติกลับมา ถึงการเข้าสถาบันการต่อสู้จะเป็นสิ่งที่เคยได้ยิน แต่การเปิดใจเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆที่มีอายุไล่เลี่ยกัน มันกลับเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเลยซักนิด ไม่รู้มันยังไง หรือว่าตนไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้กันแน่
“ยังไงก็ได้ท่านพ่อ.. ไปเล่นซักหน่อยละกัน ได้ยินว่าทางสถาบันการต่อสู้เหล่านี้มีการแข่งขันมากมาย และเต็มไปด้วยผู้เล่นอัจฉริยะที่มีอาชีพพิเศษนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ.. ผมก็อยากจะเห็นผู้เล่นอายุไล่เลี่ยกันที่ครอบครองอวาตาร์แห่งเทพเจ้าตนอื่นๆด้วย”
อนาเธอร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเล็กน้อย ราวกับว่าเขาเพิ่งตัดสินใจในสิ่งที่ใหญ่หลวงสำหรับชีวิตของเขา
“ฮ่าฮ่าฮ่า พ่อจะจัดเรื่องการเข้าเรียนของลูกให้ ส่วนลูกรักเองก็เตรียมตัวให้พร้อมละกัน”
“มันจะเป็นประสบการณ์ที่ใหม่สำหรับลูก แต่พ่อเชื่อว่าลูกจะต้องทำได้ดีอย่างแน่นอน”
เสียงหัวเราะของคานเต็มไปด้วยความสุขเล็กๆ พร้อมกับพยักหน้ารับอย่างพอใจ ขณะที่ใบหน้าก็ดูเบิกบานเป็นอย่างมาก
“เข้าใจแล้วครับท่านพ่อ”
อนาเธอร์กล่าวตอบอย่างจริงจัง
เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตหลังจากนี้ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นอะไรที่ใหม่และไม่คุ้นเคย แต่เขาก็พร้อมที่จะเปิดใจและรับมือกับสิ่งใหม่ๆที่จะเข้ามา
ในวันต่อมา อนาเธอร์ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการต่อสู้มากมาย มันเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงและเต็มไปด้วยผู้เล่นที่มีฝีมือหลากหลาย
อนาเธอร์รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อคิดถึงประสบการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าจะได้พบเจอกับอะไรบ้าง แต่สิ่งที่เขารู้อย่างแน่ชัดเลยก็คือ มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้พบกับชีวิตใหม่ที่ตนเองก็ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน