ตลาดในเมืองหลวงวันนี้คึกคักยิ่งนัก เพราะไม่ว่าคุณหนูคุณชายตระกูลไหนต่างก็กำลังเลือกเสื้อผ้า เครื่องประดับที่จะใช้ในวันชมบุปผากันทั้งสิ้น
“คุณหนู ไม่สิ ท่านผู้วิเศษ ท่านไม่ออกไปเลือกเครื่องประดับชุดใหม่หรือเ้าคะ”
“จือฮวาหากเ้ายังเรียกข้าว่าท่านผู้วิเศษ ข้าคงงดไม่ช่วยให้เ้าเพิ่มขั้นพลังอีก”
“หากคุณหนู้าแบบนั้น ข้าเรียกปกติก็ได้เ้าค่ะ ทั้งที่ข้าอยากเรียกคุณหนูแบบนั้นจริง ๆ”
“เื่นั้นช่างเถอะ เื่ชุดและเครื่องประดับของข้า พวกเ้าไม่ต้องห่วง”
“แต่…” จือฮวากำลังจะพูดว่าชุดที่คุณหนูมีล้วนงดงาม แต่เผื่อคุณหนูอยากจะได้ชุดใหม่
“พวกเ้าลืมหรือไม่ ว่าพลังของข้าต้องมีมิติติดตัว พวกเ้าจึงไม่ต้องห่วงเื่การแต่งตัวของข้า”
“…” จือฮวาและเจียอี ลืมเื่นี้ได้อย่างไร คุณหนูของพวกนางวิเศษขนาดนี้ จะไม่มีมิติได้อย่างไรกัน
“คุณหนูวันที่ท่านเข้าวัง วันนั้นท่านนัดคนงานทั้งหมดไว้” เจียอีเอ่ยกับจินเยว่
“ข้าจำได้ วันนั้นเ้าก็เตือนข้าอีกครั้งด้วย เผื่อข้าจะลืม”
แล้วก็ถึงวันงานชมบุปผา ถนนหน้าวังหลวงเกิดการติดขัดของรถม้า ที่ตอนนี้อออยู่ด้านหน้าแน่นขนัด
จนทหารต้องเข้ามาดูแลให้เป็ระเบียบ โดยให้จอดชิดด้านหนึ่งของถนน
ส่วนคุณหนูคุณชายของแต่ละจวน ไม่ว่าจะแต่งชุดมางดงามแค่ไหน ก็ต้องลงจากรถม้าและเดินเข้าวังหลวงด้วยตนเอง
ทุกคนที่จะเข้าประตูวังต้องมีเทียบเชิญแสดงตัว จึงจะสามารถเข้าไปด้านในได้ แสดงว่าทุกคนต้องไม่มีผู้ติดตาม
เป็ครั้งแรกที่คุณหนูคุณชายได้ร่วมงานอย่างอิสระ ไม่มีคนดูแลหรือควบคุม ต่างก็รู้สึกพอใจ
ตอนนี้อยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีสาวใช้หรือคนติดตามคอยจ้องมอง
คุณหนูทั้งสามที่มาจากจวนตระกูลหวัง คนที่มีความสุขที่สุดต้องเป็หวังอันที่ตอนนี้นางยิ้มกริ่ม
เดินเข้าไปทักทายคุณหนูกลุ่มน้อยใหญ่ เพราะนางรู้จักคุณหนูเกือบทุกจวน
ผิดกับหวังผิงตอนนี้นางขยับเข้ามาอยู่ใกล้จินเยว่ เหมือนจินเยว่จะสามารถเป็ที่พึ่งพิงให้นางได้
“ขอต้อนรับทุกท่านที่ได้รับเทียบเชิญมาในงานชมบุปผาในครั้งนี้ ก่อนจะเข้าสู่พิธีการ ขอให้คุณหนูคุณชายทั้งหลายได้เข้าไปนั่งยังสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนที่ฮ่องเต้จะเสด็จ”
หัวหน้าขันทีกล่าวต้อนรับคุณหนูคุณชายของจวนต่าง ๆ ด้วยตนเอง แล้วให้นางกำนัลจัดที่นั่งให้ทุกคน
“คุณหนูทั้งสามเชิญด้านนี้” นางกำนัลต้อนรับและพาคุณหนูจากตระกูลหวังเข้าไปยังที่นั่งที่เตรียมไว้ให้
แม้จะมีผู้คนมากมายมาร่วมในงานนี้ แต่ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาเลย ได้ยินเพียงเสียงแ่เบาของนางกำนัลเท่านั้น
แต่พอได้ที่นั่งของตนแล้ว คุณหนูคุณชายที่ได้ที่นั่งติดกันเริ่มทักทายพุดคุยกันอย่างสนิทสนม
งานนี้มีหวังผิงที่น่าสงสารที่สุด อยู่ในจวนนางก็ต้องอยู่แต่ในห้อง เล่นกับสาวใช้
เพราะหากออกมานอกเรือนก็โดนหวังอันทำร้ายไม่หยุดหย่อน จนทำให้หวังผิงไม่มีเพื่อนเลย
“คุณหนูจิน” เมื่อหวังผิงเรียก จินเยว่จึงหันไปเลิกคิ้วให้ แต่หวังผิงกลับส่ายหน้า
จินเยว่คิดว่าหวังผิงอาจตื่นคน และนางไม่รู้จักใคร เลยคิดจะเอาจินเยว่เป็เพื่อน
ส่วนจินเยว่ในตอนนี้ไม่มีใครสนใจนางแล้ว ทุกคนทำทีว่ามองไม่เห็นนาง
แบบนี้ก็ดีเช่นกัน หันไปคุยกันเองเถอะ ไม่ต้องมาสนใจนางหรอก
“ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงของหัวหน้าขันที ทำให้ทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพ
ความจริงไม่ใช่แค่ฮ่องเต้ที่เสด็จ ด้านหลังยังมีฮองเฮา องค์ชายรัชทายาท องค์หญิงฝูโยว และองค์ชายสาม
“ตามสบายเถอะ” เมื่อฮ่องเต้บอกให้ทุกคนทำตัวตามสบาย แต่ละคนจึงนั่งลงอย่างมีกิริยา
“ยินดีต้อนรับคุณหนูคุณชายทั้งหลาย วันนี้เราได้เปิดหูเปิดตาโดยแท้ คนรุ่นใหม่นี่ เหตุใดจึงมีแต่คนหน้าตาดีกันทั้งนั้นเลย”
เมื่อฮ่องเต้รับสั่งหยอกผู้มาร่วมงาน จึงมีเสียงหัวเราะเกิดขึ้น ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายมากกว่าเดิม
นางกำนัลเริ่มยกอาหารหลากหลายอย่างที่ทุกคนล้วนไม่เคยเห็น มาวางไว้บนโต๊ะ ฮ่องเต้บอกว่าให้ทุกคนเริ่มกินได้
จึงเป็โอกาสของคุณหนูคุณชาย ที่จะได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศจากวังหลวง
อาหารตรงหน้าของจินเยว่ หากเป็โลกที่นางจากมา เป็อาหารธรรมดามาก
แต่ในยุคนี้กลับเป็อาหารที่มีเฉพาะในวังเท่านั้น จินเยว่จึงลองกินทุกอย่าง
และคงต้องเอ่ยชมอย่างจริงใจว่ามันอร่อยมาก เรียกได้ว่านี่คืออาหารต้นตำรับอย่างแท้จริง
เมื่อกินอาหารไปได้ระยะหนึ่ง หัวหน้าขันทีก็ประกาศขึ้นมาอีกครั้ง
“การจัดงานในครั้งนี้อาจได้ชื่อว่าชมบุปผาก็จริง แต่เมื่อองค์หญิงของเรา รู้ข่าวว่าสำนักศึกษาเปิดให้สตรีเข้าไปเรียนได้เช่นบุรุษ พระองค์เลยอยากเห็นความสามารถของสตรีว่าจะเก่งเพียงใด ในมือของข้าตอนนี้มีรายชื่อของนักเรียนที่มีความสามารถหกคน จะมาแสดงความสามารถให้ทุกคนได้เห็นว่าเก่งจริงสมกับได้เป็ตัวแทนของสำนักศึกษาหรือไม่”
“คนแรกคุณหนู… มาจากจวนตระกูล…บุตรสาวของ….จะมาแสดงความสามารถด้านคัดตัวอักษร”
ตอนนี้ห้าคนแล้วที่ออกไปแสดงความสามารถต่อหน้าองค์ฮ่องเต้ เหลือแค่จินเยว่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“แล้วมาถึงคนสุดท้าย จะมาแสดงความสามารถด้านการคิดเลข ให้ทุกคนได้ชม คุณหนูจินเยว่ ตระกูลจิน บุตรสาวของแม่ทัพจินหยาง”
สิ้นคำเรียกขานของหัวหน้าขันที ทั้งงานเงียบกริบ บางคนคิดว่าเหตุใดคนไร้ค่าจึงกล้ามายืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ได้
บางคนคิดสงสารเด็กกำพร้าเช่นนางที่ต้องไปอยู่จวนของคนอื่น แต่คนที่นางอยากรู้ความคิดมากที่สุดคือฮ่องเต้
จินเยว่ยืนขึ้น แล้วเดินอย่างมั่นใจไปอยู่ตรงกลางห้อง ต่อหน้าฮ่องเต้
“ถวายบังคมเพคะ” จินเยว่คำนับตามธรรมเนียมปฏิบัติ
“บุตรสาวท่านแม่ทัพจินหยาง ช่างงามนัก แถมยังมีความสามารถด้านการคิดเลขด้วย”
“หม่อมฉันขอบังอาจให้ฝ่าาเป็คนตั้งคำถามเพคะ” คนที่เหลือกลั้นใจ พวกเขารู้สึกกลัวแทนจินเยว่
ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงกล้าให้พระองค์เป็คนตั้งคำถาม ฮ่องเต้มองมายังจินเยว่
จินเยว่มองสบตาฮ่องเต้ นางพยายามกำหนดจิต เพื่อฟังความคิดของเขา แต่ไม่ได้ยินอะไร
มีแค่สิ่งที่ฮ่องเต้จะตั้งคำถามให้นางตอบเพียงเท่านั้น
จินเยว่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางคาดหวังว่าเื่ราวการตายของตระกูลจินน่าจะอยู่ในความคิดของฮ่องเต้บ้าง
ฮ่องเต้ตั้งคำถามถึงสามครั้ง จินเยว่ก็ตอบได้ทุกคำถาม
หลังจากนั้นองค์รัชทายาท องค์หญิงฝูโยวและองค์ชายสามต่างนึกสนุก พากันตั้งคำถามให้จินเยว่ตอบ
ซึ่งนางสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้กระดาษหรือพู่กันช่วยเลยแม้แต่น้อย
ทำให้ทุกคนในงานยอมรับความสามารถของจินเยว่ ยอมรับว่าแม้นางจะเป็คนไร้ค่าไร้พลัง
แต่ความสามารถด้านอื่นของนางกลับไม่ด้อยเลย
เมื่อตัวแทนจากสำนักศึกษาแสดงความสามารถแล้ว ก็ถึงเวลาที่เหล่าคุณหนูจะไปร่วมชมบุปผา
ส่วนบรรดาคุณชายอยู่กับองค์ชายรัชทายาทและองค์ชายสามที่ลานฝึกเพื่อพูดคุยเื่ราวการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้
จินเยว่เดินตามคุณหนูคนอื่นมาที่อุทยานดอกไม้ขององค์หญิงฝูโยว
แม้จะผ่าน่หัวค่ำไปไม่นาน แต่ความมืดกลับเป็ตัวช่วยเสริมให้อุทยานดอกไม้ที่มีโคมไฟประดับอยู่ทุกที่ ดูงดงามเพลินตา
คุณหนูทั้งหลายถึงกับอุทานออกมาอย่างลืมตัว “งดงามมาก”
บริเวณด้านข้างมีสระบัวที่ตอนนี้ออกดอกเต็มสระ แม้่กลางคืนดอกบัวจะไม่บานออก แต่ก็ยังงดงาม
ขณะทุกคนกำลังเดินชมความงดงามของดอกไม้นานาพันธุ์ ก็ได้ยินเสียง “ตูม ตูม” ดังสนั่น
“คนตกน้ำ ช่วยด้วย” เสียงบรรดาคุณหนูวี้ดว้ายอย่างใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
องครักษ์ของวังหลวงกระโจนเข้ามาทันที ก่อนที่เขาจะเข้ามาคว้าตัวคนตกน้ำคนแรก
นางกลับบอกว่าไม่ต้อง เพราะนางว่ายน้ำเป็ ให้ไปช่วยอีกคน
คนแรกที่ตกน้ำคือจินเยว่ คนที่สองคือหวังผิง จินเยว่ถูกนางกำนัลพาไปยังห้องหนึ่ง
ในห้องมีชุดใหม่วางไว้ เหมือนเตรียมการมาเรียบร้อยแล้ว จินเยว่ยิ้มมุมปาก
ส่วนหวังผิงที่สำลักน้ำ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วถูกนำตัวมาอีกห้องหนึ่ง
“คุณหนูพักผ่อนเถอะค่ะ อากาศเย็นแบบนี้ เดี๋ยวข้าจะไปเอาน้ำชามาให้ ท่านดื่มแล้วจะได้อุ่นขึ้น”
ไม่ใช่แค่จินเยว่ หวังผิงก็ถูกปฏิบัติอย่างนี้เช่นกัน หวังผิงที่ทั้งใและอ่อนเพลียจึงหลับไปอย่างง่ายดาย
ส่วนจินเยว่นางไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร จึงนั่งอยู่สักพัก เพราะนางไม่อยากออกไปเจอหน้าพวกคุณหนูทั้งหลาย
“องค์หญิงเพคะ ลงโทษหม่อมฉันเถอะเพคะ หม่อมฉันผิดเอง ที่เดินไม่ระวังทำให้คุณหนูทั้งสองลื่นตกน้ำไป”
สีหน้าสำนึกผิดของนางกำนัล องค์หญิงฝูโยวคิดว่านางกำนัลไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ได้ลงโทษ แต่สั่งให้นางไปขอโทษคุณหนูทั้งสองแทน
ด้านคุณหนูทั้งหลายจากตอนแรกใ ทำให้พวกนางไม่กล้าอยู่ใกล้สระอีก เพราะกลัวจะเกิดเหตุเหมือนเมื่อสักครู่อีก
“ข้าขอตัวไปหาน้องสาวกับคุณหนูจินนะเ้าคะ” หวังอันเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางคุณหนูกลุ่มใหญ่ที่ชมดอกไม้อยู่
“จริงสินะ พวกเราก็ลืมไปว่าน้องสาวของคุณหนูหวังตกน้ำ เดี๋ยวพวกเราเดินไปเป็เพื่อน”
คุณหนูกลุ่มใหญ่ กำลังเดินออกไปจากอุทยาน แต่ยังไปไม่ถึงห้องพัก
ก็ได้ยินเสียงะโของนางกำนัลสองคน “ ช่วยด้วยเ้าค่ะ ช่วยด้วย”
“พวกเราไปดูกันเถอะ ว่าเกิดอะไรขึ้น” เหล่าคุณหนูรีบวิ่งไปทางเสียงขอความช่วยเหลือ
“เกิดสิ่งใดขึ้น” เหล่าคุณหนูเอ่ยถามนางกำนัลที่ยืนตัวสั่น
“มีผู้ชายอยู่ในห้องของคุณหนูหวังที่ตกน้ำ นางร้องให้ช่วย พอข้าวิ่งเข้าไปก็เจอผู้ชาย…”
ทุกคนรีบผลักประตูเข้าไป เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังคร่อมอยู่บนร่างของหวังผิง
ส่วนหวัผิงกำลังต่อสู้ผลักใสผู้ชายคนนั้นอยู่ พร้อมกับะโขอความช่วยเหลือไปด้วย
“หยุดนะ” คุณหนูทั้งหลายพร้อมใจกันวิ่งเข้าไปหาผู้ชายคนนั้น
เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาจำนวนมาก ผู้ชายคนนั้นก็ะโออกไปทางหน้าต่าง วิ่งหายไปในความมืด
ทิ้งไว้เพียงหวังผิงที่นั่งร้องไห้อยู่บนเตียงอย่างใและเสียใจ
แม้นางจะไม่ได้เสียหายอะไร แต่ชื่อเสียงของนางคงป่นปี้ไปหมดแล้ว
“ใช่แล้ว คุณหนูจินล่ะ คุณหนูจินพักอยู่ที่ห้องไหน” เสียงหวังอันเอ่ยถามนางกำนัลอย่างร้อนใจ