นี่ขนาดหล่อนรีบเดินทางตอนเช้าผ่านจนเกือบจะเที่ยงแล้ว เพิ่งผ่านไปสามเกาะเอง ยังไม่เจอสักที
หญิงสาวให้คนขับตระเวนดูตามเกาะต่างๆ ไปเรื่อย ๆ หล่อนหยุดทานอาหารกลางวันกับภคกร แต่ตายังคงมองไปเบื้องหน้าตลอด
เวลาผ่านไปผ่านเกาะมาหลายเกาะจวบจนเลยบ่ายค่อนไปช่วงเย็น ดวงอาทิตย์สีแสดกลมโตใกล้ผิวน้ำมาก
ฝูงนกบนฟ้าเหนือหัวบินตามกันเป็นทิวแถว
“น้ำ ยังไม่เจอเกาะที่ว่าอีกเหรอ”
“ยังเลย”
“น้ำจำได้แน่นะ”
“แน่ซิ อย่าลืมนะว่าเราไปอยู่ที่นั่นตั้งนาน”
“แล้วถ้าไม่เจอล่ะ” ภคกรพยายามเปลี่ยนใจเพื่อนสาว
“น้ำไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น น้ำอยากให้ทุกอย่างมันเคลียร์ ทุกอย่างไม่ใช่เพื่อน้ำแต่เพื่อคุณแม่และความถูกต้อง”
“เอา ว่าไงว่าตามกัน” ภคกรเออออ อ่อนใจ รู้ดีว่าน้ำใสมีนิสัยทำอะไรทำจริงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เวลาผ่านไปจนกระทั่งความมืดมาเยือนทั้งสามคนเหน็ดเหนื่อยคนขับเรือล็อคพวงมาลัยเรือแล้วเดินมาหาน้ำใสกับภคกรที่นั่งอยู่บนพื้นเรือด้านหน้า
“คุณหนูครับ นี่ก็มืดแล้ว คุณหนูจะไปต่อหรือจะวกกลับครับ” คนขับถามสีหน้าเป็นกังวล
“ไปต่อค่ะ” น้ำใสตอบเสียงหนักแน่นพอ ๆกับแววตาที่มุ่งมั่น
“แต่ถ้ายังไม่เจออีกแล้วคุณหนูจะหาต่อเราคงต้องค้างคืนกันที่เกาะที่อยู่ใกล้แถวนี้นะครับ แต่ถ้าคุณหนูจะกลับ ผมก็จะหันเรือกลับเลยไม่พัก และเราคงจะไปถึงบ้านพักได้ก็ตอนดึกโขหน่อย”คนขับเรืออธิบายเพื่อให้น้ำใสตัดสินใจ
น้ำใสหยุดคิด แล้วก็ตอบออกไปว่า
“ไปต่อค่ะ” หญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิม
“น้ำ เราว่าน้ำค่อย ๆ คิดไม่ดีกว่าเหรอ นี่มันมืดแล้วนะ”
“กร เรามาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าวกกลับไปแล้วค่อยกลับมาใหม่มันก็เหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ ถ้ายังไงเราก็ค้างที่เกาะใกล้ ๆ แถวนี้แล้วกันอุปกรณ์เราก็เตรียมมาพร้อมแล้ว แค่คืนเดียวคงไม่เป็นไร”
“ถ้าน้ำมุ่งมั่นขนาดนั้น เราก็ตามใจแล้วกัน”
“นายไม่โกรธเรานะ ที่เราไม่ฟังคำเตือนของนาย”
“ตั้งแต่คบกันมา เราเคยโกรธน้ำบ้างหรือเปล่า”
“ขอบใจนะ ขอบใจจริง ๆ เพื่อน นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรากร” น้ำใสจับมือชายหนุ่มเขย่าไปมา ภคกรดีใจแต่ก็แอบน้อยใจลึก ๆ นี่ขนาดเขาทำดีกับน้ำใสขนาดนี้ยังเป็นได้แค่เพื่อน เมื่อไหร่นะ น้ำใสจะเห็นเขาเป็นมากกว่าเพื่อนสักที
คนขับเรือยังคงทำหน้าที่ตามเดิมเรือแล่นฝ่าความมืดโต้คลื่นไปข้างหน้ามีไฟที่หน้าเรือเท่านั้นส่องสว่างนอกจากแสงจันทร์แสงดาวเบื้องบน
น้ำใสกับภคกรอ่อนเพลียมาก สองคนเผลอหลับเอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงด้านหน้าเรือตรงผนังห้องคนขับด้านนอก
“คุณหนู คุณหนูครับ” เสียงคนขับเรือปลุกให้ทั้งสองตื่น
“คะ มีอะไรคะ”
“ไหน ๆ อะไรครับ”
“คือ ผมว่าผมเจอะอีกเกาะแล้วคุณหนูลองดูซิครับว่าจะใช่เกาะที่คุณหนูตามหารึเปล่า” น้ำใสมองฝ่าความมืดไปตามลำแสงของไฟหน้าเรือหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองสูง น้ำใสเห็นเกาะใหญ่สูงท่วมหัว มีต้นไม้ขึ้นเต็มจนไม่เห็นทางขึ้นเกาะ สูงขึ้นเลยยอดไม้มองเห็นยอดตึกรำไรเป็นตึกใหญ่สูงประมาณสี่ถึงห้าชั้น
“ใช่แล้วา กร เราเจอแล้ว นั่นไงเกาะเอริค” น้ำใสดีใจกระโดดตัวลอย ภคกรงัวเงียมองตามมือน้ำใสเห็นเกาะใหญ่เบื้องหน้า
“นั่นเหรอ เกาะเอริคที่ว่า เฮ้อกว่าจะเจอ แทบแย่”
“ไป๊ เราไปกันเถอะ คุณขับเรือไปเทียบข้างได้มั๊ยคะ เราอยากไปที่ตึกนั่นนะค่ะ”
“ครับได้” คนขับหันพวงมาลัยเรือเข้าไปใกล้ ส่องไฟไปตามแนวหินที่อยู่เลียบน้ำเพื่อดูว่าพอจะมีทางขึ้นไปบนฝั่งได้หรือไม่
“เดี๋ยว น้ำใส เรามาตกลงกันก่อน”
“จริงสิ น้ำลืมไป” น้ำใสมัวแต่ตื่นเต้นที่หาเกาะเอริคเจอจนลืมตกลงกันก่อนว่าจะไปยังไงกลับยังไง แล้วต้องทำอะไรกันอย่างไรบ้าง
ภคกรเห็นน้ำใสมัวแต่ตื่นเต้น เขาจึงแจงรายละเอียดที่เขาคิดอย่างละเอียดรอบคอบมาแล้วว่า
“คุณครับ ผมกับน้ำใสจะไปที่ตึกนั่น เราจะใช้เวลากันทั้งคืน แล้วตอนเช้าประมาณตีห้าเราจะออกมา ถ้าคุณเห็นว่าเช้าแล้วพวกเรายังไม่ออกมา คุณออกเรือไปตามคนมาช่วยเราได้เลยนะครับ ไปที่เกาะที่ใกล้ที่สุด พาคนและอาวุธมาให้มากที่สุด เรื่องค่าใช้จ่ายหรือค่าจ้างที่จะจ้างคนของคุณไม่ต้องห่วง ผมจะจัดการเอง คุณโทรไปตามเบอร์นี้” ชายหนุ่มยื่นนามบัตรของเขาให้กับคนขับไปแล้วอธิบายต่อว่า
“นี่คือนามบัตรผม โทรไปเบอร์บนนามบัตรนี้ ติดต่อเลขาผม เขาจะจัดการทุกเรื่องที่คุณต้องการได้ และนี่” ภคกรล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบเงินมาปึกหนึ่งยัดใส่มือคนขับเรือก่อนบอกแก่คนที่เขาฝากความหวังไปว่า
“นี่คือคำรับประกันจากผม ผมฝากคุณช่วยพวกเราด้วยนะครับ”
“ขอบใจนะกร ที่ทำเพื่อน้ำขนาดนี้” น้ำใสตบไหล่เพื่อนมองสบตาเพื่อนด้วยแววตาเป็นประกายทั้งซึ้งใจและดีใจที่หล่อนมีเพื่อนที่ดีมากขนาดนี้
“ไม่เป็นไรหรอกน้ำ แค่นี้เอง เราไปกันเถอะ” หนุ่มสาวหันมาใส่ใจตัวเอง ตรวจดูเสื้อผ้ารองเท้าให้กระชับ ดูของในกระเป๋าเป้ว่าขาดเหลืออะไรหรือลืมอะไรที่จำเป็นที่ควรติดตัวไปด้วยหรือไม่
คนขับเรือเบาเครื่องยนต์ เรือค่อย ๆ แล่นเอื่อยเข้าไปใกล้แนวโขดหินริมฝั่ง คนขับเลือกจอดเรือใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นตรงแง่งหินก้อนใหญ่ริมหน้าผา กิ่งก้านใบไม้บังสายตาได้เป็นอย่างดี
สองหนุ่มสาวเดินไปลงเรือเล็กคนขับเรือใหญ่ส่องไฟบอกทาง ภคกรกับน้ำใสช่วยกันพายเรือไปจนใกล้ชายฝั่ง เลือกตรงที่มีต้นไม้พุ่มใหญ่และโขดหินจะได้จอดเรือได้สะดวกไม่มีใครสังเกตเห็น
ภคกรเอาเชือกไปคล้องกับก้อนหินใหญ่ริมฝั่งจากนั้นจึงปีนขึ้นไปก่อนแล้วค่อย ๆไต่ด้วยความระมัดระวังจนกระทั่งสามารถยืนได้สำเร็จ
น้ำใสขึ้นจากเรือเล็กไต่ก้อนหินบ้างภคกรเอื้อมมือมาชายหนุ่มออกแรงฉุดหญิงสาวให้ขึ้นมายืนบนก้อนหินที่ตนเองยืนอยู่ก่อนได้
“เฮ้อ ขึ้นมาได้ซะที” น้ำใสดีใจยิ้มก้มปริ
“เอ้าน้ำ ถึงคราวเธอนำทางบ้างแล้ว แต่บอกก่อนนะว่าเราจะใช้เวลากันแค่คืนนี้คืนเดียว ถ้าไม่ได้เรื่องก็ต้องกลับ เข้าใจ๋”
“โอเค ไปกันเล้ย” น้ำใสออกเดินนำหน้า หญิงสาวหยิบไฟฉายอันเล็กแบบคาดหน้าผากมาคาดเพื่อใช้ส่องทางเหมือนภคกร พร้อมกับมองหาท่อนไม้ขนาดยาวประมาณท่อนแขนตนเองมาหนึ่งอันไว้คอยป้องกันตัวและเหวี่ยงไปมาตามพื้นป่าเพื่อแหวกหญ้ารกให้แยกเป็นทาง ทั้งสองคนไต่ไปตามทางลาดชันของเนินเขามีตึกใหญ่เป็นจุดหมายเบื้องหน้า อุปสรรค์สำคัญคือความมืดและพื้นป่าที่เป็นโขดหินตะปุ่มตะป่ำและหญ้ารกชื้นแฉะน้ำใสเดินสะดุดบ้างบางครั้งแต่ก็ระมัดระวังเป็นที่สุด
ภคกรเดินเคียงข้างไปกับน้ำใส คอยดูแลหญิงสาวตลอดเวลา ขณะที่เหลือบตามองเพื่อนสาวใจคิดไปว่า นี่เราคิดถูกหรือผิดเนี่ยที่ทำแบบนี้
เสียงสัตว์กลางคืนร้องระงมภคกรเอื้อมมือไปด้านหลังในช่องด้านหน้าของกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังคลำของสิ่งหนึ่งที่เขานำติดตัวมาเพื่อป้องกันอันตรายโดยที่ไม่ได้บอกให้น้ำใสรู้
มันคือปืนสั้นขนาดเล็ก
เขาแอบล้วงมันออกมาแล้วใส่เข้าไปในกระเป๋ากางเกงตรงช่วงล่างข้างๆ หัวเข่าของกางเกงเดินป่าที่มีประเป๋ามากมายทั้งตัว
ทั้งสองเดินไปเหงื่อไหลซึมจนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและร้อนรุ่มจนเวลาผ่านไปพักใหญ่ สองหนุ่มสาวมาหยุดยืนอยู่ริมกำแพงรั้วปูนใหญ่ยาว
“น้ำ น้ำ ไหนละทางเข้านะ” ภคกรกระซิบถามเบา ๆ
“เดี๋ยว น้ำกำลังมองหาอยู่ มันมืดนะ” น้ำใสพยายามกวาดสายตามองพิจารณาให้ทั่วๆ หญิงสาวมองไปด้านข้าง ทั้งหน้าและหลัง เห็นลิบ ๆ มีไฟส่องสว่างดูคุ้น น่าจะใช่
“ไป๊ ทางนี้” น้ำใสเดินนำหน้าภคกรเลียบกำแพงไปตามแสงไฟเบื้องหน้าจนมาถึงตรงทางเข้าที่หล่อนเคยมาอยู่แต่มันอยู่อีกฝั่งถนนมียามคือพวกเสื้อขาวเดินอยู่หน้าประตูในมือถือปืนยาวใหญ่และอีกสองคนกำลังเดินตรงมายังหล่อน
“กร หลบเร็ว” น้ำใสฉุดมือภคกรให้ก้มลงแนบกับกอหญ้าอำพรางตัว จนพวกเสื้อขาวเดินผ่านไปจึงค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย
“เฮ้อ น้ำ เราว่ามันน่ากลัวอย่างที่น้ำเล่าจริง เราว่า เรากลับกันดีกว่ามั๊ย อย่าไปต่อเลย”
“ไม่ได้หรอกกร ถ้าเรากลับทุกอย่างที่เราอุตส่าห์ทำมาทั้งหมดก็ไม่มีผลเลยนะซิ แล้วแม่เราจะเป็นยังไงแม่เราจะต้องแต่งงานกับคนแบบคุณลุงธเนศเหรอ แล้วเด็กที่โดนฆ่าอีกล่ะ กรคิดว่าจะต้องมีเด็กโดนฆ่าอีกสักกี่คน”
“แล้วทำไมเราไม่บอกตำรวจ”
“กรคิดว่า ถ้าเราบอกตำรวจ มันจะเกิดอะไรขึ้น ตำรวจเขาก็ต้องทำตามหน้าที่ มาตรวจแบบเปิดเผย พอดีพวกนั้นไหวตัวทัน เก็บกวาดหลักฐานจนหมด ต่อไปมันก็จะทำอีก แต่คราวนี้มันคงระวังตัวมากกว่าเดิม เราเองก็ไม่ใช่จะไปสู้รบปรบมือกับพวกมันซะเมื่อไหร่เราขอแค่ได้หลักฐานบ้างเท่านั้น อาจจะเป็นรูปถ่ายแล้วก็เทปบันทึกเสียงได้แล้วเราก็จะรีบกลับทันที นะ” น้ำใสอธิบายเหตุผลยืดยาวหวังว่าเพื่อนหนุ่มจะเข้าใจและร่วมมือด้วย
“เอ้า ถ้างั้น เป็นไงเป็นกัน” ภคกรเหนื่อยใจที่จะหว่านล้อมให้หญิงสาวเปลี่ยนใจหันมาช่วยเจ้าหล่อนทำงานให้สำเร็จดีกว่า อย่างน้อยวันนี้เขาก็มีตัวช่วยมาด้วย ฉุกเฉินยังไงไอ้เกาะปีศาจนี่เป็นพินาศแน่ ฮึ ฮึ ชายหนุ่มกระหยิ่มยิ้มย่องใจโดยน้ำใสไม่รับรู้ด้วย
น้ำใสครุ่นคิด จะต้องไปฝั่งโน้นให้ได้ เอาไงดี เอาแบบเดิมดีกว่าว่าแล้วน้ำใสก็ควานหาก้อนหินขนาดพอเหมาะแล้วเขวี้ยงมันออกไปที่พุ่มไม้ที่อยู่ไกลออกไปดัง ‘ตุ๊บ’
พวกยามเสื้อขาววิ่งกรูไปตามเสียงที่ได้ยิน น้ำใสเห็นโอกาสเหมาะ หญิงสาววิ่งฝ่าความมืดข้ามไปยังฝั่งโน้นทันที ภคกรเองก็วิ่งตามมาติด ๆ
สองคนหอบหายใจถี่ทั้งตื่นเต้นทั้งเหนื่อยระคนหวาดกลัว
“น้ำใส เธอนี่แน่มากเลยนะ ทำอะไรไม่เตี้ยมกันก่อนเลย”
“ก็มันไม่มีเวลานี่”
“อ๋อเหรอ ทีหลังถ้าจะทำอะไรแบบนี้อีก บอกกันก่อนหน่อยก็ดีนะ อย่าลืมสิว่าเราอยู่ทีมเดียวกัน ”
“จ๊ะ จ๊ะ ขอโทษด้วยแล้วกัน ทีหลังจะบอกก่อน”
“เธอนี่ ทำอะไรตามใจตัวเองชะมัด”
“เพิ่งรู้เหรอยะ”
“เออ ได้ทีเอาเข้าไปแม่คู้ณ เก่งจริงไม่มาคนเดียวเล่า”
“นายนี่ ไปกันต่อเถอะ”
“ฮื่อ” สองคนยิ้มและหยอกล้อตามประสาเพื่อนสนิท แล้วพยักหน้าให้กันพากันสาวเท้าไปข้างหน้า
น้ำใสเริ่มคุ้นทาง ดังนั้นหญิงสาวจึงพาภคกรลอดช่องกำแพงตรงรอยแตกที่หล่อนเคยใช้เมื่อคราวก่อนเข้าไปด้านในได้สำเร็จ
และแล้ว น้ำใสก็พาภคกรเข้ามาภายในตึกได้ตรงประตูด้านข้างค่อนไปด้านหลังเหมือนครั้งก่อน
ทันทีที่ขาก้าวเข้าไปในห้องแรกที่เจอกลิ่นเหม็นอับปะทะจนชายหนุ่มย่นจมูกยกมือขึ้นบีบมันไว้ ตาที่ตี่อยู่แล้วก็เล็กลงไปอีก
“น้ำ กลิ่นอะไรนะ เหม็นเป็นบ้าเลย”
“จุ๊ จุ๊” น้ำใสยกนิ้วขึ้นจ่อที่ปาก ถลึงตาใส่ปรามไม่ให้เพื่อนเสียงดัง ก่อนที่หญิงสาวจะใช้ภาษาท่าทางโบกมือให้ชายหนุ่มเดินตามมาเงียบๆ
ภคกรมองดูภายในอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่นึกว่ามันจะใหญ่โตมากมายขนาดนี้ แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย
ชายหนุ่มเดินตามหญิงสาวเพราะเธอเป็นผู้ชำนาญเนื่องจากเคยผ่านมาก่อน อดสงสัยไม่ได้ว่าน้ำใสหนีรอดจากที่น่ากลัวและอันตรายแบบนี้กลับบ้านได้อย่างไร น่าจะมีคนช่วยเธอไว้ แต่ทำไมไม่เห็นเธอเล่ารายละเอียดอะไรเลย
อยากจะถาม แต่เขารู้นิสัยน้ำใสดี ถ้าหญิงสาวอยากให้เขารู้ ก็คงเล่าให้ฟังหมดแล้ว
ส่วนน้ำใส ตอนนี้น้ำใสอยากเจอเอริคมากที่สุด อยากขอบคุณเขาสำหรับคราวก่อนที่เขาช่วยหล่อนไว้ ไม่ฆ่าหล่อนแล้วยังพาหล่อนไปลงเรือ อีกทั้งหาอุปกรณ์จำเป็นไว้ให้อีก
น้ำใสพาภคกรเดินออกไปจากห้องเล็กนั้นไปทางด้านในลึกเข้าไปในตัวตึก มีทางเดินยาว ที่หล่อนเคยเจอ
ถ้าจำไม่ผิดทางด้านซ้ายมือสุดจะมีลิฟต์ตัวในที่ขึ้นไปเป็นห้องของดอกเตอร์เกื้อและหล่อนเคยแอบได้ยินเอริคกับดอกเตอร์เกื้อพูดคุยกันในนั้น
น้ำใสย่องไปที่ลิฟต์ มีภคกรเดินตามติด แต่น้ำใสไม่ใช้ลิฟต์ กลับใช้บันไดข้างลิฟต์เดินขึ้นไปชั้นบนแทน
หญิงสาวเดินไปที่ห้องที่อยู่ลึกสุด มีแสงไฟลอดออกจากช่องประตูของห้องนั้น แสดงว่ามีคนอยู่
น้ำใสโบกมือให้สัญญาณ ภคกรเดินตามเพื่อนไปยังห้องที่เป็นจุดหมายนั่น