ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ตอนที่ 1 เฮ้ย!!!



             ใกล้ถึงวันประกาศผลสอบเอนทรานซ์เข้ามาเรื่อยๆ ณรัชต์ก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง


            นึกขึ้นได้ว่าพ่อบอกให้แวะไปหาพ่อทูนหัว หลังจากอาหารมื้อเช้าเขาจึงควบเจ้ามอเตอร์ไซค์คันโตตรงไปบ้านของเพื่อนสนิทบิดา

             มาถึงอู่รถขนาดใหญ่ของอำเภอ ณรัชต์แวะเดินดูรถลูกค้าหลายคันที่กำลังซ่อมอยู่ในอู่พร้อมกับเลยไปดูรถบรรทุกสำหรับงานรับเหมาที่ด้านหลัง

             ในส่วนงานซ่อมมีลูกค้าเยอะกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก เหล่าช่างไม่มีใครอยู่ว่างแต่ละคนต่างก็ง่วนอยู่ที่งานของตน พอลองนึกดูก็เข้าใจได้ หลังต้มยำกุ้งแม้จะทำให้เศรษฐกิจฝืดเคืองไม่ดีเหมือนเก่า แต่ก็ส่งผลให้คนมีเงินที่มีกำลังจะซื้อรถยนต์ใหม่มาใช้ต่างพากันเลือกใช้รถยนต์คันเดิมที่ใช้งานมาหลายปีหรือเลือกรถมือสองที่ประหยัดมากกว่า

              นั่นทำให้กลายเป็นว่ารถยนต์ส่วนใหญ่ที่มีบนท้องถนนเป็นรถเก่าหลายปี และรถอายุการใช้งานหลายปีย่อมหนีไม่พ้นมีเหตุให้ต้องแวะเวียนมาใช้บริการอู่ซ่อมรถยนต์บ่อยครั้งอย่างช่วยไม่ได้

              ส่วนงานรับเหมาของรถบรรทุกและรถแบคโฮที่สำนักงานด้านหลัง ยังมีรถบรรทุกที่ไม่ได้มีงานจอดอยู่ราว 30 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าตอนนี้มีงานรับเหมาอยู่ราวเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์


              ในฐานะนักลงทุน ณรัชต์เคยประเมินธุรกิจทั้งสองส่วนนี้ของเพื่อนสนิทบิดาคร่าวๆว่าจุดคุ้มทุนอยู่ที่ราวห้าสิบถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตในกิจการของทั้งแรงงานและเครื่องจักร อันที่จริงถ้าไม่มีรถบรรทุกชุดใหม่หลายคันที่เพิ่มเข้ามา จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ราวสามสิบเปอเซ็นเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่มีหนี้ก้อนใหญ่เป็นค่างวดเช่าซื้อรถบรรทุกชุดใหม่ที่ต้องจ่ายประจำก้อนนี้ กิจการของพ่อทูนหัวเขาก็จะสามารถเอาตัวรอดผ่านช่วงเวลาซบเซาของเศรษฐกิจนี้ไปได้


              นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนเน้นคุณค่าให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีหนี้ต่ำ เพราะเมื่อเกิดภาวะวิกฤติต่างๆที่คาดไม่ถึงเข้ามา กิจการที่มีหนี้น้อยจะยังมีความสามารถเอาตัวรอดไปได้ ในขณะที่กิจการที่มีหนี้สูง ต่อให้ธุรกิจดูดีขนาดไหนก็ตามเมื่อหนี้ถูกเพิ่มขึ้นทวีคูณ ถูกเรียกคืนหนี้หรือเรียกคืนเงินกู้อย่างกะทันหัน ก็ไม่สามารถเอาตัวรอดไปได้ หรือต่อให้เอาตัวรอดได้ก็ต้องเพิ่มทุนจนเสียอำนาจในการบริหารหรือไม่ก็อาจถูกบีบให้จำเป็นต้องขายกิจการไป ตัวอย่างที่มีให้เห็นก็ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในช่วงเวลานี้ที่ถูกต่างชาติรวบกิจการไปเกือบทั้งหมด


                ดังนั้นตอนนี้ณรัชต์จึงเบาใจได้ว่าพ่อทูนหัวของเขาคงไม่ต้องมีปัญหากับการหมุนเงินมาจ่ายค่าแรงลูกน้องจนต้องจำนองบ้านจำนองทรัพย์สินต่างๆ จนทำให้สุดท้ายหลังจากเสียไปทรัพย์สินเกือบทั้งหมดถูกธนาคารฟ้องร้องยึดไปหมดอย่างช่วงชีวิตที่แล้ว

     

             เดินสำรวจรอบๆ จนพอใจแล้วก็เดินเข้าส่วนออฟฟิศห้องทำงานของพ่อทูนหัว

     

              เมื่อตอนยังเป็นเด็กเขามาเล่นที่นี่เป็นประจำ พ่อทูนหัวของเขาถ้าไม่ไปลงมือเป็นช่างช่วยงานลูกน้องก็จะนั่งตรวจเอกสารไม่ก็ส่องพระอยู่ในห้องทำงานแห่งนี้

     

           เปิดประตูเข้าห้องมาก็เห็นเจ้าของห้องนั่งอยู่โต๊ะทำงานกำลังส่องดูพระเครื่องในมือและยังมีที่วางเรียงบนถาดตรงหน้าอีกจำนวนหนึ่ง

            ณรัชต์ยกมือไหว้เพื่อนสนิทของบิดาที่เงยหน้าขึ้นมามอง พร้อมเดินไปที่เก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะตามที่เจ้าของห้องชี้นิ้วบอกให้นั่งลง


            “เปิดเทอมนี้ก็จะไปเรียนมหาลัยใช่ไหม มาๆ มาเลือกเอาไปบูชาให้ท่านช่วยปกปักรักษาคุ้มครองดูแล”


            “ครับ”

     

          ณรัชต์ตอบรับพร้อมกับยื่นมือไปรับถาดพระเครื่องจากมืออีกฝ่ายสามถาดมาวางเรียงรายตรงหน้า ก่อนจะหยิบขึ้นมาดูทีละองค์อย่างเออออห่อหมกไปด้วยโดยไม่ขัด

     

             อย่างที่เคยบอกไว้ ในช่วงชีวิตที่แล้วเวลาว่างในวันหยุดของณรัชต์มักจะเป็นการเข้าวัดเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนในวัดหรือที่เข้ามาปฏิบัติธรรมในวัดก็ไม่ค่อยมีคนรุ่นราวคราวเดียวกัน จะมีก็แต่วัยมีอายุแทบทั้งนั้น ดังนั้นในช่วงบ่ายที่มีการพักดื่มน้ำปานะของผู้มาเข้าพักปฏิบัติธรรม กิจกรรมที่ผู้ชายสูงอายุและชอบเข้าวัดส่วนใหญ่ก็มักจะมีเรื่องพูดคุยกันแค่ไม่กี่เรื่อง หนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องพระเครื่องต่างๆ ทำให้ณรัชต์ที่อยู่ในวงสนทนาพลอยได้ความรู้จากหลายๆคนที่พูดคุยในวงน้ำปานะช่วงบ่ายไปด้วยเล็กๆน้อยๆ

            เขาดูพระเครื่องไม่เป็นหรอก แต่ก็มีความรู้พื้นฐานเล็กๆน้อยๆพอพูดคุยเออออไปด้วยกันได้กับพ่อภี

            ผ่านชีวิตมาถึงสองรอบแล้ว ทำให้เขาเข้าใจว่าการใส่ใจกับคนที่รักเราไม่เคยสูญเปล่า


            อย่างน้อย….ก็จะไม่ทำให้รู้สึกเสียดายหรือเสียใจภายหลัง


            หลังจากแนะนำพระเครื่ององค์ต่างๆที่สำคัญในถาดจนหมดแล้วเจ้าของห้องก็ทำหน้าจริงจังก่อนยกชายเสื้อขึ้นมาทำท่าจะถอดตะกรุดทองแดงถักเชือกปอเก่าๆที่พันอยู่รอบเอวออกมา


             ณรัชต์รีบเอ่ยปากหยุดไว้ก่อน


            นึกย้อนไปถึงวัยเด็ก ครั้งหนึ่งตอนพ่อของเขากับพ่อภีตั้งวงเหล้ากำลังเมาได้ที่ ณรัชต์ผู้ป้วนเปี้ยนรอบวงสุราเพื่อรอคำสั่งซื้อน้ำแข็งกับแกล้มโดยมีเป้าหมายที่เงินทอนจึงมักได้ฟังเรื่องเล่าในวงสุราไปด้วย

           ในวงเหล้าพ่อภีเคยคุยโอ่กับเพื่อนสนิทถึงของดีที่มีอยู่ในตัวหลายชิ้น หนึ่งในของชิ้นสำคัญอย่างหนึ่งคือ ตะกรุดที่คาดอยู่ที่เอวชิ้นนี้ซึ่งได้มาเป็นมรดกจากรุ่นพี่ที่นับถือคนหนึ่งที่สนามรบ

            บอกเล่าถึงความ“ขลัง”ว่าในการปะทะกับข้าศึกครั้งหนึ่งเคยเห็นรุ่นพี่คนนั้นเหมือนโดนกระสุนฟุบลงไปแต่ครู่เดียวก็ลุกขึ้นมาเหมือนไม่เป็นอะไร ภายหลังพ่อภีจึงไปตีสนิทชวนคุยพร้อมสอบถามว่าอีกฝ่ายมีของดีอะไร รุ่นพี่คนนั้นเปิดตะกรุดที่คาดอยู่ที่เอวให้ดู พ่อภีจึงเลียบๆเคียงๆขอบูชาต่อแต่รุ่นพี่เพียงแต่ยิ้มและปฏิเสธไป

            ต่อมาฐานที่พ่อภีกับรุ่นพี่คนนั้นปฏิบัติการอยู่โดนลูกยาวของปืนใหญ่ถล่มอย่างหนัก ปรากฏว่ารุ่นพี่คนนั้นโชคร้ายกระสุนลูกหนึ่งลงข้างหลุมที่ขุดไว้หลบระเบิด ฝ่ายนั้นคลานออกมาจากหลุมด้วยอาการสาหัส เมื่อเเห็นว่าตัวเองคงไม่รอดจึงฝากฝังคำสั่งเสียกับทรัพย์สินจำนวนหนึ่งถึงครอบครัวไว้กับพ่อภีพร้อมกับถอดตะกรุดที่เอวมอบให้เป็นการตอบแทน

             ตอนเด็กณรัชต์ที่กำลังนั่งตักฟังเรื่องเล่าอยู่ก็ตื่นเต้นเมื่อได้ฟังว่าตะกรุดนี้ขลังถึงขนาดกันอาวุธได้ปืนยิงไม่เข้า แต่พอตอนท้ายเจ้าของกลับตายอยู่ดีจึงไม่สนใจอีก แม้ในวงสนทนาพ่อภีจะแก้ต่างว่าต่อให้ของขลังแค่ไหนก็กันแรงอัดกระสุนปืนใหญ่ไม่ได้หรอก


             แต่ในช่วงชีวิตที่แล้วก่อนไปรายงานตัวมหาวิทยาลัย พ่อภีก็นำตะกรุดที่ห้อยเอวติดตัวตลอดเวลามาคาดเอวใส่ให้เขากับมือ พร้อมข้อปฏิบัติกำกับอีกเล็กน้อย

             ณรัชต์ในตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ด้วยวัยรุ่นคนหนึ่งใครมันจะสนใจหาดอกไม้ห้าคู่มาบูชาทุกวันพระพร้อมกับสวดมนต์บทสวดอะไรก็ไม่รู้อีกยาวเหยียด และภายหลังก็ไม่รู้ว่าตะกรุดเส้นนี้หลุดจากเอวหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

     

             ต่อมาเขาจึงได้รู้ในภายหลังจากเพื่อนฝูงที่ใกล้ชิดของบิดาว่า เป็นพ่อของเขาที่เป็นคนขอของขลังชิ้นนี้จากเพื่อนสนิทเพื่อให้ลูกชายเมื่อต้องไกลบ้าน

            เรื่องนี้กลับเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ณรัชต์รู้ว่าแม้พ่อของเขาจะเข้มงวด พูดจาเสียงดัง เคร่งขรึมติดจะบึ้งตึงตลอดเวลาจนตัวเขาเกรงกลัว และไม่เคยแสดงความรู้สึกอ่อนโยนกับลูกๆ แต่กลับรักลูกชายมากจนถึงกับยอมตื๊อเพื่อนสนิทขอ‘ของขลัง’ มาไว้ให้ติดตัวลูกชายในตอนที่ต้องจากบ้านไปไกลเพื่อเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย

            ณรัชต์รีบดึงตัวเองออกจากความทรงจำในอดีตก่อนจะคุยกับเพื่อนสนิทของพ่อต่อ


             เขาไม่รู้หรอกว่าตะกรุดชิ้นนี้มันจะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์จริงหรือเปล่า แต่คิดว่าอยู่กับเด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งคงไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ในอนาคตอีกปีกว่าข้างของพ่อทูนหัวแล้วของขลังชิ้นนี้ควรจะอยู่กับพ่อภีไว้ก่อนจะดีกว่าล่ะนะ


           “ผมขอเลือกพระแทนแล้วกันครับ”


           ณรัชต์จึงเลือกหยิบเหรียญพระเครื่องส่งๆไปสี่ห้าองค์ตรงหน้าเอาไปบูชาแทนตะกรุดที่อีกฝ่ายอยากยกให้ คุ้นๆว่าสามในห้าองค์ที่หยิบมานี้ในช่วงชีวิตที่แล้วเป็นพระเครื่องที่เขาเคยมอบให้เพื่อนสนิทก๊วนวิศ’วะเพื่อนร่วมบ้านเช่าสมัยเรียนของเขา

           พ่อทูนหัวยังคงยืนยันว่าจะต้องมอบตะกรุดนี้ให้ลูกชายนอกไส้คนนี้ให้ได้


           “งั้นผมฝากไว้กับพ่อภีก่อนนะครับ” ณรัชต์ใช้สายตาที่จริงจังมองสบตากับพ่อทูนหัว


           “ก็ได้ พ่อจะเก็บไว้ให้ก่อน”


            หลังจากนั้นภีมะก็เปลี่ยนเป็นหยิบพระเครื่ององค์ใหญ่อีกองค์บนถาดที่เคยห้อยขึ้นคออยู่บ่อยครั้งเลื่อนไปตรงหน้าลูกชายของเพื่อนสนิทที่เอ็นดูเหมือนลูก พร้อมยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะอธิบายและบรรยายสรรพคุณ


            “พระขุนแผน… สาวรักสาวหลง ใส่ไปจีบสาวคนไหนไม่มีพลาด”

            พระขุนแผนเป็นพระเครื่องเนื้อผง ที่ได้ชื่อว่าพระขุนแผน เพราะเป็นที่มาจากจังหวัดสุพรรณบุรีและมีความเชื่อว่ามีพุทธคุณทางเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน สาวรักสาวหลง จึงได้ถูกตั้งชื่อพระผงองค์นี้ว่าพระขุนแขน ตามวรรณคดีขุนช้าง-ขุนแผนที่เป็นถิ่นกำเนิดของตัวละคร


            ณรัชต์อึ้งเล็กน้อย ก่อนปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมว่ายังไม่คิดเรื่องผู้หญิง พลางแอบแย้งในใจว่าที่อีกฝ่ายไม่มีพลาดในการจีบสาวนั้นคงไม่ใช่อานิสงส์พระขุนแผนองค์นี้หรอก เพราะต้องยอมรับว่าพ่อทูนหัวของเขาเป็นผู้ชายวัยกลางคนที่หน้าตาดีมาก แถมยิ่งอายุมากยิ่งดูภูมิฐาน ทำให้ในวัยสี่สิบกว่าตอนนี้ดูดีขึ้นไปอีก เป็นผู้ชายในแบบที่ยิ่งอายุมากยิ่งหล่อจริงๆ

            หลังจากนั้นพ่อภียังเปิดลิ้นชักหยิบกล่องสีดำออกมาวางตรงหน้าณรัชต์อีก


           “งั้นเอาอันนี้” เปิดกล่องออกมาเป็นปืนพกกึ่งอัตโนมัติสีดำหนึ่งกระบอก


            “......” ณรัชต์อึ้งกับของอีกชิ้นที่พ่อทูนหัวจะมอบให้…เอ่อ ปืนเนี่ยนะ


           ภีมะเห็นลูกชายเพื่อนสนิทอึ้ง และทำท่าจะปฏิเสธของที่ให้จึงได้อธิบายเพิ่มเติม

           “เก็บไว้เถอะ ถ้ายังเกี่ยวข้องกับเงินมากขนาดนี้ยังไงก็ต้องมีอะไรป้องกันตัว" ภีมะรู้ว่าลูกชายคนนี้มีเงินอยู่ไม่น้อย ตัวเขารู้ว่าเงินที่มีมากมักจะดึงดูดปัญหาและอันตรายมาได้เสมอจึงพยายามจะหาสิ่งป้องกันตัวต่างๆ นานาให้ลูกชาย


           ณรัชต์ได้แต่นึกในใจ เขาไม่ใช่นักเลงวัยรุ่นยุคสงครามเวียดนามสักหน่อย ถึงจะต้องมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเหมือนพ่อๆทั้งสองคน

           “พ่อคงไม่อนุญาตมั้งครับ”ณรัชต์ยกพ่อบังเกิดเกล้ามาอ้างกับพ่อทูนหัว สำหรับคนธรรมดาทั่วไปอย่างเขาในตอนนี้คงไม่จำเป็นต้องมีอาวุธป้องกันตัวกระมัง


            “รู้ไหม พ่อเรานะแอบมีปืนตั้งแต่อายุสิบสี่เองมั้ง”พ่อทูนหัวอ้างความลับในอดีตของพ่อบังเกิดเกล้าณรัชต์กลับ ก่อนจะอธิบายขยายความเหตุผลเพิ่มเติม

     

           “ไม่ได้ให้พกไปไหนมาไหนสักหน่อย ตำรวจก็หิ้วกันพอดี ติดบ้านไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน เดี๋ยวพาไปหัดยิง พ่อคุยกับพ่อเราแล้ว”พร้อมกับบอกว่าจะพาไปทำใบอนุญาตเมื่ออายุครบ20ปี


           ณรัชต์แปลกใจที่พ่อของเขาไม่ได้คัดค้านเรื่องนี้


           “พ่อรู้ว่านะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว รู้ว่านะโตพอจะคิดได้เองว่าจะใช้เมื่อไหร่ ดูแลป้องกันตัวเองยังไง”พ่อทูนหัวสาธยาย พร้อมสอนหลักการใช้ชีวิตของตัวเอง

           “กฎข้อแรกของการจะมีทรัพย์สินจำนวนมาก คือต้องมีความสามารถในการปกป้องทรัพย์สินของตัวเองด้วย”


            เมื่อเห็นว่าปฏิเสธไม่ได้แล้วจึงณรัชต์รับฟังคำสั่งสอนของพ่อทูนทัว แต่ก็ยังต้องถามถึงประเด็นสำคัญบางอย่าง

           “เอ่อ ปืนกระบอกนี้ถูกกฎหมายใช่ไหมครับ”ณรัชต์รีบถามเพื่อความแน่ใจเพราะเขารู้ว่าพ่อทูนหัวนั้นมีปืน ‘ไม่มีทะเบียน’อยู่จำนวนไม่น้อย


            เห็นพ่อทูนหัวมองมาราวกับจะบอกว่ารู้แล้วยังต้องถามอีกเหรอ ณรัชต์จึงโล่งอกหยิบน้ำในแก้วขึ้นมาดื่ม ก่อนที่จะสำลักเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของอีกฝ่าย

     

         “พ่อเหมือนนายทะเบียนไหมล่ะ”


           “…..” เอ่อ….เอาปืนเถื่อนมาให้ลูกชายใช้เนี่ยนะ


           หลังจากภีมะเห็นลูกชายเพื่อนสนิทตกใจกับมุกตลกหน้าตายของเขาแล้วจึงยอมเฉลย


           “กระบอกนี้นำจดแล้ว”


            “....”



           คุยกับพ่อทูนหัวอีกพักหนึ่งก็ถูกใช้ให้ไปสตาร์ทอุ่นเครื่องรถส่วนตัวของเจ้าของบ้านที่จอดไว้ที่โรงรถส่วนตัวด้านข้างอาคารคนละฝั่งกับส่วนซ่อมรถ

           เดินออกจากห้องออฟฟิศของพ่อภี ณรัชต์ก็ถือกุญแจพวงหนึ่งเดินไปไล่เปิดพลาสติกคลุมรถยนต์สองคันกับมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันออก ก่อนทยอยสตาร์ทรถสะสมส่วนตัวของเจ้าของบ้านที่ไม่ค่อยได้ใช้งานทีละคัน


           พ่อทูนหัวของณรัชต์นั้นก็มีรถสะสมอยู่หลายคันตามประสาเจ้าของอู่รถยนต์ผู้ชื่นชอบรถ

           นอกจากรถยนต์หนึ่งคันที่ใช้ประจำแล้ว ก็มีรถยนต์สะสมอยู่สองคันและมอเตอร์ไซค์คันโตหนึ่งคันที่นานๆทีก็ออกไปขับซิ่งกินลมรำลึกความหลังด้วยกันกับพ่อของเขา ก่อนจะเมากลับมาบ้านให้แม่ของเขาต้องเหนื่อยหน่ายในทุกครั้ง


            หลังจากสตาร์ตเครื่องเจ้ามอเตอร์ไซค์ฮาเล่ย์คันโตแล้วก็หันไปเปิดประตูของรถยนต์คันที่อยู่ข้างๆทั้งสองคันต่อ

            ณรัชต์บิดกุญแจสตาร์ตเครื่องก่อนจะรีบลุกออกจากเบาะที่นั่งหน้าพวงมาลัย อาการอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออกและมือสั่นเล็กๆ ยังคงมีอยู่เสมอเมื่อเขาอยู่หน้าพวงมาลัย

           กับรถยนต์คลาสสิคปี 70 สองคันนี้ อันที่จริงในอดีตเขาเกือบได้เป็นเจ้าของหนึ่งในสองคัน

           จำได้ว่าวัยเด็กบ้านเขาไม่มีรถเก๋ง เวลาพ่อภีพาเขามานั่งในรถด้วยเขาชอบมาก จนเคยอ้อนว่าถ้าโตขึ้นเขาอยากได้รถยนต์แบบนี้ พ่อภีก็เคยรับปากไว้ว่าถ้าเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยจะให้เขาเลือกได้หนึ่งคัน

            หลังจากนั้นเขาก็ลืมเรื่องนี้ไป 

            ต่อมาหลังงานศพพ่อภีผ่านพ้นไปเกือบสองปี…


             ตอนนั้นพ่อของเขาบอกว่าจะซื้อรถยนต์ให้เป็นของขวัญตอนเรียนจบ โดยพ่อของเขาจะประมูลรถยนต์ของพ่อภีจากธนาคารมาให้เขาเป็นของขวัญในวันเรียนจบ ณรัชต์ในตอนนั้นที่มัวแต่ตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าพ่อจะให้ของขวัญเป็นรถยนต์ เขาก็ร่ำร้องแต่จะเอารถยนต์คันใหม่ดีกว่ารถคันเก่าของพ่อทูนหัวที่ถูกธนาคารยึดไป

            ตอนนั้นพ่อของเขาคงจะอยากรักษาสัญญาแทนเพื่อน…


             แต่ณรัชต์ในตอนนั้นไม่รู้อะไรเลยพอได้ยินว่าพ่อจะซื้อรถให้ เขาก็ร่ำร้องอยากได้รถยุโรปแบบแก้วซึ่งเขาขับบ่อยๆ จนคุ้นชินแล้วมากกว่า ด้วยวัยตอนนั้นยังไงเขาก็คิดว่าว่ารถบีเอ็ทดับเบิลยู มันต้องเท่กว่ารถอเมริกันคันเทอทะปี 1970 อย่างเจ้า ดอดจ์ ชาเลนเจอร์ กับ ฟอร์ด มัสแตง สองคันนี้อยู่แล้ว แถมรถยนต์ของแก้วยังบรรจุเพื่อนร่วมแก๊งบ้านพักทั้ง 3 คนได้อีกอีกด้วย ไม่เหมือนรถอเมริกัน 2 ประตูพวกนั้น แม้พ่อเขาจะเคยบอกว่ารถทั้งสองคันนี้เป็นรถที่มีคันเดียวในจังหวัดก็ตาม แต่ณรัชต์ตตอนนั้นก็ยังคิดว่าบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นล่าสุดของแก้วมันเท่กว่าเห็นๆ (BMW 318i E 46 2000) 

              ตอนนั้นเขาได้แต่งงงวยอย่างไม่เข้าใจว่าพ่อของเขาโกรธเรื่องอะไรถึงเปลี่ยนใจไม่ซื้อรถให้

             เขาในตอนนั้นคิดถึงแต่ตัวเองจริงๆ…



             หลังเหตุการณ์อุบัติเหตุในช่วงที่ณรัชต์จมอยู่กับความสูญเสีย เขาจึงได้มีเวลานึกย้อนทบทวนเรื่องราวต่างๆรอบตัวที่ไม่ทันได้สังเกตในอดีตที่เคยผ่านมาในชีวิต เขาจึงเพิ่งตระหนักถึงสิ่งหลายๆอย่างที่เคยมองข้ามไป


            หลังจากวันรับมอบพระเครื่องและสิ่งของจากพ่อทูนหัว

           ณรัชต์ก็มีกิจกรรมที่ทำร่วมกับพ่อทูนหัวอยู่หลายครั้งตลอดช่วงปิดเทอมที่สนามยิงปืนใกล้บ้าน แม้จะพยายามแกล้งทำเป็นมือใหม่ทั้งที่เคยซ้อมยิงกับเพื่อนนายทหารมาบ่อยครั้งในช่วงชีวิตที่แล้ว แต่ก็ยังไม่วายถูกอีกฝ่ายชื่นชมว่าเรียนรู้ได้ไว

            และมีครั้งหนึ่งยังบังเอิญได้เจอส้มกับพ่อที่สนามยิงปืนอีกด้วย

            ส้มยังมีแง่มุมอีกหลายอย่างที่เขาไม่เคยรู้จริงๆ

     



    *****



               ใต้ร่มเงาของต้นมะม่วงในสวนหลังบ้านช่วงปิดเทอม


               ณรัชต์ที่นอนเล่นบนเปลหมุนกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ในมืออย่างอารมณ์ดี 

     

            พ่อของเขาให้รถมอเตอร์ไซค์คันโตนี้กับเขาแล้วหลังจากเห็นเขาขับจนคล่องและมีใบขับขี่แล้ว

       

           ข้างๆเปลของณรัชต์ยังมีพี่สาวกับนายตำรวจหนุ่มนั่งอยู่บนเสื่อเป็นเพื่อนร่วมร่มไม้เดียวกัน โดยนายตำรวจกำลังช่วยพี่สาวของณรัชต์ปั้นครองแครงในถาดตรงหน้าอย่างตั้งใจ


            พี่สาวณรัชต์หันมาถามกึ่งชวนคุย

           “ทำไมพักนี้ไม่เห็นจดหมายจากน้องหนูสาวภูไทเลยล่ะ”


            เมื่อได้ยินคำถามพี่สาวณรัชต์จึงนึกขึ้นได้ 

            เดือนนี้เขายังไม่ได้จดหมายตอบกลับจากเพนเฟรนด์ของเขาเลย จำได้ว่าส่งจดหมายไปครั้งสุดท้ายตอนก่อนวันปัจฉิมนิเทศ จนตอนนี้ผ่านมาเดือนกว่าแล้วยังไม่มีการตอบกลับทั้งที่ปกติจดหมายที่พวกเขาเขียนตอบโต้กันไม่เคยทิ้งหายไปเกินกว่าสองสัปดาห์เลย


             ถ้าครั้งนี้ความสัมพันธ์ของเขากับเพนเฟรนด์จะเลือนหายไปเหมือนชีวิตที่แล้วก็คงน่าเสียดายเกินไป

            ณรัชต์คิดว่าจะเขียนจดหมายส่งไปหาอีกฝ่ายอีกครั้ง…


             นอนอ่านเอกสารอยู่บนเปลไปสักพักณรัชต์ก็ได้รับโทรศัพท์จากรุ่นน้องสาวลูกครึ่ง หนึ่งในไม่กี่คนที่มีเบอร์โทรศัพท์เขา

             หลังจากปิดเทอมเขายังคงติดต่อกับรุ่นน้องผ่านทางโทรศัพท์อยู่สองสามครั้ง การได้คุยกับรุ่นน้องในเรื่องทั่วไป ดินฟ้าอากาศ หมาแมวเรื่อยเปื่อยเป็นเหมือนการผ่อนคลายของณรัชต์จากการเคร่งเครียดอยู่กับตัวเลขและข้อมูลต่างๆของหุ้นมากมายหลายตัวที่เขากำลังศึกษาในช่วงนี้


              นันทรัตน์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองน้องชายที่เพิ่งวางสายจากรุ่นน้องคนสวยที่เธอเอ็นดู พร้อมกับหันหน้าไปสบตาผู้หมวดแล้วพยักพเยิดไปทางน้องชายส่งซิกอย่างรู้กันสองคน


             หลังจากปั้นครองแครงกับลูกมือเสร็จนันทรัตน์ก็ลุกจากเสื่อยกชามครองแครงที่ปั้นเสร็จจะนำไปทอดเป็นครองแครงกรอบต่อที่ครัวในบ้าน ปล่อยลูกมือไว้กับน้องชาย


              พอพี่สาวคล้อยหลังไปณรัชต์ก็ชวนผู้หมวดหนุ่มคุยกึ่งขายพี่สาว


              “เหนื่อยหน่อยนะพี่”


            “ไม่เป็นไร พี่เต็มใจ” เพื่อน‘สนิท’ที่สุดของพี่สาวเขาตอบยิ้มๆ


            “อาเจ๊แกเป็นเด็กมีปม คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก เขาจะอ่อนไหวเวลามีคนไม่เข้าข้าง อันไหนพอจะยอมๆไปได้ก็ยอมไปเถอะ เจ๊แกไม่มีอะไรหรอก”ณรัชต์บอกเล่าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้นายตำรวจเข้าใจพี่สาวเขาได้มาก


             ณรัชต์ชอบนายตำรวจ ด้วยนิสัยที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ละเอียดอ่อน และยังเอาอกเอาใจพี่สาวเขาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าได้เป็นพี่เขยชีวิตพี่สาวเขาก็คงมีครอบครัวที่มีความสุขโดยไม่ต้องมาคอยนั่งนึกน้อยใจครอบครัวอยู่แบบแต่ก่อน

     

           ผู้หมวดหนุ่มพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างยินดีที่ได้รับการยอมรับจากคนสำคัญของครอบครัวหญิงสาวที่เขาเฝ้าเพียรทำคะแนน


           “แล้วพี่จะคุ้มค่า”โปรยสรรพคุณพี่สาวทิ้งท้าย

           ไม่ใช่ณรัชต์จะอวยพี่สาวตัวเองหรอกนะ แต่แค่เฉพาะหน้าตาอย่างเดียวพี่สาวเขาก็มีผู้ชายมากมายพร้อมที่จะเข้ามารุมจีบอยู่แล้ว เมื่อรวมทั้งเรื่องเรียนเก่ง ฉลาด แถมยังเป็นแม่บ้านแม่เรือน ทำกับข้าวอร่อยมีเสน่ห์ปลายจวักเข้าไปอีก จะหาครบเครื่องได้แบบนี้ที่ไหนกัน ยังไม่นับมรดกทางแม่เขาพวกเครื่องประดับ กับเครื่องทองต่างๆนานาซึ่งน่าจะตกทอดให้พี่สาวเขาไปเต็มๆอีก


             ณรัชต์ผ่านชีวิตมาไม่น้อย ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงพอมองคนใกล้ชิดแบบพี่สาวเขาออกได้

             นิสัยแบบพี่สาวเขาที่ถึงแม้จะเป็นคนเอาแต่ใจ เกลียดใครก็เกลียดจริงโกรธใครก็โกรธนาน แต่ผู้หญิงปากแข็งใจอ่อนแบบนางสาวนันทรัตน์นี้กลับมักจะเป็นผู้หญิงปักใจ รักใครรักจริง ลองถ้าได้รักใครแล้วล่ะก็ ต่อให้ต่อไปผู้ชายคนนั้นจะยากจนลงหรือโชคร้ายเจ็บป่วยพิกลพิการก็จะไม่ทิ้งไปไหน ร่วมหัวจมท้ายอยู่เคียงข้างไปตลอด

            ผู้หญิงที่จะยืนหยัดร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแบบนี้ ผู้ชายที่ได้ไปเป็นคู่ครองก็ต้องนับว่าโชคดีสุดๆแล้วล่ะ


             หลังจากคุยเรื่องพี่สาวผ่านพ้นไปนายตำรวจที่เห็นณรัชต์กลายเป็นที่ปรึกษาทางการเงินไปแล้ว จึงเล่าเรื่องของตัวเองเรื่องกึ่งปรึกษา

            ก่อนหน้านี้นายตำรวจที่เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับสร้างบ้านมาก้อนใหญ่พอสมควรเอ่ยปรึกษาขอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการหาซื้อที่ทางเพื่อเตรียมจะสร้างบ้านหรือลงหลักปักฐานตามที่เคยคิดไว้มานาน

     

           ณรัชต์บอกนายตำรวจว่ายังไม่ต้องรีบหาซื้อที่ทางไว้เพื่อลงหลักปักฐาน


            ตามธรรมเนียมของตระกูลเขาและคนแถวนี้นั้นแตกต่างจากคนเชื้อสายจีน เพราะตระกูลทางบ้านของณรัชต์นั้นถ้ามีลูกหลายคนธรรมเนียมมักจะแต่งเขยเข้าบ้าน ซึ่งลูกสาวจะได้บ้านเดิมเป็นมรดก ส่วนลูกชายจะได้เงินไปตั้งตัวไปสร้างบ้านหลังใหม่แทน

            อนาคตนายตำรวจอาจไม่จำเป็นต้องหาสร้างบ้านใหม่


            ส่วนลูกชายอย่างเขาอนาคตคงต้องไปหาบ้านใหม่อยู่กระมัง…



             หลังจากนั้นพักใหญ่พี่สาวณรัชต์ก็กลับมาพร้อมสำรับอาหารมื้อเที่ยงและของหวานเป็นครองแครงกรอบที่ทำเสร็จใหม่ๆ

             กินมื้อเที่ยงกับพี่สาวและนายตำรวจเสร็จ ณรัชต์ก็กลับขึ้นห้องไปหยิบเอาเอกสารบางอย่างที่เพิ่งคุยกับรุ่นน้องที่เขาลืมทิ้งไว้บนห้องนอนเพื่อจะเอาลงมาอ่านเล่นที่เปลหลังบ้าน

     

           ลงมาจากบ้านก็ได้เจอไปรษณีย์มาส่งจดหมายพอดีจึงได้รับเอกสารจดหมายหลายฉบับติดมือไปอ่านต่อที่เปลหลังบ้าน

           พลิกดูจดหมายหลายซองในมือ มีจดหมายที่บริษัทรัตนาจิวเวอรี่ส่งมาเรื่องทุนการศึกษาที่บริษัทตอบรับ เอกสารจากบริษัทหลักทรัพย์ และจดหมายสำคัญที่เขากำลังรออยู่


            สำหรับบริษัทรัตนาจิวเวอรี่ ณรัชต์ไม่ได้รวมตัวเองอยู่ในรายชื่อทุนการศึกษาของบริษัท เขาเป็นเพียงตัวกลางในการติดต่อกับโรงเรียนของหมู่บ้านเท่านั้น เพราะแม้จะไม่นับเงินลงทุนในหุ้น ฐานะทางบ้านเขาก็ไม่ลำบากหรือขัดสนจนต้องการทุนเรียนฟรีพวกนี้ การส่งต่อให้พวกเด็กในหมู่บ้านที่ขาดแคลนย่อมดีกว่าและเขายังจะเพิ่มเงินสมทบอีกจำนวนหนึ่งให้กองทุนการศึกษานี้ด้วย

            อนาคตณรัชต์ยังมีแผนว่าจะขยายจำนวนทุนการศึกษาไปให้โรงเรียนอื่นๆรอบพื้นที่บ้านเกิด


            แกะเอกสารในมืออีกชิ้นที่เพิ่งเอาลงจากห้องนอนออกมาดู

            เป็นเอกสารที่พ่อน้องบีน่าฝากมาให้ตั้งแต่วันปัจฉิมนิเทศ ด้านในซองเป็นรายละเอียดและความเป็นมาของบริษัทของอีกฝ่าย พร้อมเอกสารสำหรับกรอกข้อมูลตำแหน่งที่ปรึกษาของผู้บริหารที่อีกฝ่ายเกริ่นเคยชักชวนไว้

            ดูเหมือนพ่อของรุ่นน้องจะจริงจังไม่น้อย…




            กลับมานอนเล่นที่เปลใต้ร่มไม้หลังบ้านต่อ


           หลังจากวางซองเอกสารเกี่ยวกับหุ้นที่คนดูแลบัญชีหุ้นของเขาส่งมาแล้วณรัตช์ก็หยิบจดหมายชิ้นสุดท้ายออกมา

            เห็นซองจดหมายสุดท้ายณรัชต์ก็ตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะนี่เป็นผลการสอบเอนทรานซ์ที่ส่งมาทางจดหมาย ด้วยในการสมัครคราวนี้เขาไม่ได้ไปดูผลก่อนทางอินเทอร์เน็ตเนื่องจากไม่ได้เข้าไปที่ร้านอินเทอร์เน็ตในเมือง กะจะรอลุ้นทางจดหมายที่ส่งมาทางไปรษณีย์อย่างเดียว


            ณรัชต์ค่อยๆแกะซองจดหมายประกาศผลการสอบ


             คะแนนในการสอบครั้งที่สองนี้ เขาได้เพิ่มขึ้นมาจากครั้งแรกวิชาละนิดละหน่อยแต่ก็คิดว่ายังพอมีหวังกับคณะที่เลือกไป


             ลำดับหนึ่งกับลำดับสอง โดยเฉพาะลำดับหนึ่งเขาคาดหวังอยู่พอสมควร เพราะหนึ่งในเป้าหมายของเขาในการเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ คือการได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเพื่อนสนิทด้วย ดังนั้นลำดับหนึ่งจึงเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับไอซ์ที่วิทย์ได้เลือกไว้ในลำดับหนึ่งซึ่งเพื่อนสนิทของเขาคงจะติดได้สบายจากผลการสอบในรอบสองที่คะแนนวิชาต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจนน่าหมั่นไส้


              มองลำดับหนึ่ง ไม่ผ่าน!


             ณรัชต์ถอนหายใจ ปีนี้คะแนนคณะสายศิลป์สูงกว่าเดิมจริงๆ


             เฮ้อ…อย่างน้อยๆ ลำดับสองก็ยังได้เรียนอยู่ในกรุงเทพฯกับเพื่อนสนิททั้งคู่


             เลื่อนสายตาลงมาที่ลำดับสอง ไม่ผ่าน!!


             ณรัชต์นึกถึงเรื่องบางอย่างที่ลืมคิดไป


             เฮ้ย!! เขาลืมไปได้ยังไงนะว่าคะแนนเอนทรานซ์ปีนี้ พวกคณะสายสังคมในมหาวิทยาลัยชื่อดังล้วนคะแนนสูงโดดขึ้นมากว่าทุกปี และเขายังเคยบอกหัวหน้าห้องด้วยซ้ำเกี่ยวกับคะแนนสอบว่าปีนี้คะแนนสายศิลป์เพิ่มสูงขึ้นมาก ส่วนคะแนนสายวิทยาศาสตร์กับสายการเงินที่คนตกงานมากนั้นมีแนวโน้มลดลง


             ข้อเสียที่ชอบลืมคิดบางอย่างไป ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้สมาธิเพื่อสะกดจิตตัวเองให้ลืมความเศร้าและการสูญเสียในอดีตยังคงสร้างปัญหาให้เขาเป็นครั้งคราวอีกเช่นเคย  


             ณรัชต์ส่ายหัวกับความสะเพร่าของตัวเอง...


            สายตาเลื่อนลงไปเห็นว่าตัวเองได้ในลำดับที่สาม


            ลำดับที่สามณรัชต์ไม่ได้ใส่ใจมากนักในตอนสมัคร เขากรอกลงไปส่งๆเพราะคิดว่าคะแนนคงพอจะสามารถเข้าคณะฯกับมหาวิทยาลัยที่เลือกในลำดับที่หนึ่งหรือไม่ก็ลำดับสองได้


           ส่วนลำดับที่สามนั้นเขาแค่สมัครลงไปด้วยความเคยชินเท่านั้น 

           ….ซึ่งนั่นก็คือคณะเก่าและมหาวิทยาลัยเก่าของเขาในช่วงชีวิตที่แล้วที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วครั้งหนึ่งเพราะไม่ได้รายงานตัวหลังสอบสัมภาษณ์นั่นล่ะ


           พี่สาวณรัชต์ที่นั่งบนเสื่อรอลุ้นกับน้องชายแต่เห็นอีกฝ่ายยังเงียบจึงต้องเอ่ยปากถามด้วยความอยากรู้


           “ได้ที่ไหน เลือกมหา’ลัยในกรุงเทพฯนี่ใช่ไหม”


             “.......” 


             เงียบไปพร้อมกับการอาการเหม่อลอยตั้งแต่เห็นว่าสอบได้มหาวิทยาลัยในลำดับสาม


            ณรัชต์ถามตัวเองในใจ….เขาเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างนะจากตอนแรก


              ให้เวลาและใส่ใจกับคนรอบข้างมากขึ้นกระมัง  แต่ลึกๆแล้วณรัชต์รู้ตัวดีว่าหลังเหตุการณ์ในครั้งนั้นตั้งแต่ในช่วงชีวิตที่แล้วผ่านมาจนกระทั่งถึงในขณะนี้ เขายังไม่สามารถก้าวข้ามออกมาจากจุดนั้นได้ทั้งหมด

     

            แม้จะชดเชยกับครอบครัวไปบ้างแล้วก็ตาม


            และดูเหมือนโชคชะตาจะยังคงพาให้เขาไปในทิศทางเดิมอีกครั้ง


           ไม่! เขาจะไม่ปล่อยให้โชคชะตาชี้นำไปในทางเดิมอีก


           “เจ๊ ผมว่า ผมอาจจะต้องเป็นเด็กซิ่วแล้วล่ะมั้ง”


            “.....”

     

     


    *****






    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน