ั้แ่เข้ามาอยู่ชมรมดนตรี เธอเริ่มสนิทกับพี่ๆ ในชมรมรวมถึงกลุ่มของธามวัต ทุกคนสนุกสนานเป็กันเอง อาจมีถกเถียงกันเื่งานบ้าง แต่พอจบงานทุกคนก็กลับมาเล่นกัน ไม่มีการน้อยใจหรือโกรธเคืองกันในตอนหลัง แต่ก็น่าเสียดายที่มิ้นไม่ได้อยู่ชมรมนี้กับเธอเพราะวันนั้น มิ้นถูกชมรมกีฬาเรียกตัวกลับไปแบบกระทันหัน
มีนาพึ่งรู้ว่าแท้จริงแล้ว ธามวัตเป็คนอารมณ์ดีสนุกสนาน เขารักเพื่อนให้เวลากับเพื่อนและการเล่นดนตรีเป็ที่หนึ่ง แต่เื่การเรียนเขาก็เรียนเก่งไม่แพ้กัน ธามวัตสนิทกับกานต์ นิติกร พงษ์พิพัฒน์ นักร้องนำวง Era brand มากที่สุด เขาเรียนด้วยกันมาั้แ่อนุบาล และครอบครัวเขายังรู้จักกันอีกด้วย
ความลับอีกหนึ่งอย่างของธามวัตคือ เขาอยากเรียนวิศวกรรมโยธา เพื่อนำความรู้ไปใช้ในกิจการที่บ้านของเขา ธามวัต คือลูกคนเดียว ของคุณพงศกร ธิตินันท์ ที่มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำบ้านจัดสรรค์และคอนโด มีหลายสิบโครงการในจังหวัดทางภาคเหนือที่เธอและเขาอาศัยอยู่ ถึงแม้ว่าที่บ้านเขาจะร่ำรวย และเป็ทายาทเศรษฐีเพียงคนเดียวของตระกูลธิตินันท์ แต่ธามวัตไม่เคยทำตัวอวดรวย แถมยังติดดิน แย่งขนมถุงกินกับเพื่อนเหมือนตัวเองไม่เคยมีกินมาก่อนก็ตาม
“มีนา สั่งซื้อปิกใหม่ให้พี่รึยัง” ธามวัตเอ่ยถามมีนาในคาบชมรม
“อ่อยังค่ะ เดี๋ยวเย็นนี้มีนาไปซื้อพร้อมกับของรายการอื่นๆด้วยค่ะ” มีนาตอบกลับแต่ตายังคงจ้องมองรายการสั่งซื้อในมือเพื่อเช็คว่าขาดตกรายการไหนไปบ้าง
“งั้นพี่ไปด้วย เดี๋ยวเราซื้อมาผิดอีก” ธามวัตตอบกลับแล้วหันไปซ้อมดีดกีตาร์ต่อ มีนานิ่งอึ้ง วันนี้เธอจะได้ไปซื้อของกับเขา แค่คิดแก้มก็แดงเห่อขึ้นมาทันที
หลังจบคาบชมรม ธามวัตยืนรอมีนาที่ตอนนี้ในมือเต็มไปด้วยกระดาษรายการสั่งซื้อ กระเป๋านักเรียนใบโต และซองใส่เงินสดของชมรม
ธามวัตยื่นมือไปดึงกระเป๋ามีนามาสะพายหน้าตาเฉย แล้วเดินนำเธอออกไป การกระทำที่ใส่ใจอันเล็กน้อยของเขาทำเธอใจเต้นแรงทุกที
“ต่อไปเหลือซื้ออะไรอีกมีนา” ธามวัตถามกลับหลังออกมาจากร้านแรกที่มีรายการสั่งซื้อ ทั้งสายไฟ ปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ
“อ่อ เหลือไปร้านขายเครื่องดนตรี ซื้อปิกให้พี่ธาม แล้วก็ร้านเครื่องเขียนซื้อปากกาเมจิกสีดำกับสีน้ำเงินอย่างละ 10 แท่ง แล้วก็ฟิวเจอร์บอร์ดสีขาว65x80 cm. 4แผ่น สีแดง 49x65 cm. 2 แผ่น” มีนาที่ไล่สายตาตามรายการข้างหน้ารอบที่ยี่สิบ
“ทุกครั้งที่มาคนเดียวซื้อเยอะขนาดนี้มั้ย” ธามวัตถามกลับพร้อมขมวดคิ้ว
“อ่อก็ประมาณนี้แหละค่ะ” มีนาตอบพร้อมสบตาธามวัตครู่หนึ่ง แล้วก้มลงดูรายการต่อ พร้อมทำปากขมุบขมิบบวกลบคูณหารราคาไปด้วยเพราะกลัวคิดราคาผิด
“ทีหลังถ้าซื้อเยอะขนาดนี้บอกพี่เลยนะ เดี๋ยวมาช่วยถือของ ตัวเท่าแมวถือหมดนี้ได้ยังไง” ธามวัตไม่พอใจที่เธอไม่เคยบอก และชมรมของเขาใช้งานเธอเกินไป
หลังจากวันนั้น ธามวัตอาสามาช่วยมีนาซื้อของทุกครั้ง แม้ว่าบางครั้งมีนาต้องไปซื้อปากกาแค่ 2 แท่ง เขาก็ตามไปพร้อมอ้างว่า เดี๋ยวเธอซื้อผิด!
แม้ทุกครั้งที่ไปซื้อของกับเขาสองคนจะมีแต่คนแซว (แต่ส่วนมากจะหมั่นไส้ซะมากกว่า) แต่ธามวัตก็ตอบกลับทุกคนไปว่า ‘น้องชมรม’ ความเป็สุภาพบุรุษของเขาสั่นคลอนจิตใจดวงน้อยของเธอเป็อย่างมาก ทั้งการถือกระเป๋านักเรียนให้เธอ ให้เธอนั่งก่อนทุกครั้งเวลาขึ้นรถเมล์ คอยระวังทางให้เธอไม่เดินตกท่อเพราะเอาแต่มองรายการบ้านั่น อีกทั้งยังคอยถามไถ่เวลาเจอกันระหว่างคาบที่โรงเรียน
เขาคงเอ็นดูเราเหมือนน้องสาว มีนาคิด เพราะเธอเคยคิดไปเองแล้วหน้าแตกหมอไม่รับเย็บมาแล้ว บวกกับนิสัยส่วนตัวของเขาที่เป็คนมีน้ำใจอยู่แล้วด้วย อีกอย่างเธอไม่อยากให้ความสัมพันธ์นี้หายไป เป็ได้แค่น้องสาว แต่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ
ใกล้ถึงเวลาสอบเอ็นทรานซ์เข้ามาทุกที พี่ๆม.6 ทุกคนล้วนวุ่นวายกับการอ่านหนังสือและการลงทะเบียนสอบ การสอบเอ็นทรานซ์จะมีด้วยกันสองรอบคือเดือนตุลาคมและมีนาคม นักเรียนสามารถสอบทั้งสองรอบและเลือกคะแนนรอบที่ดีที่สุด เพื่อให้ได้คะแนนรวมมากที่สุดและนำคะแนนนั้นไปยื่นเลือกคณะและมหาลัยที่นักเรียนเลือกไว้ทั้ง 4 อันดับ แต่จะได้เพียง1อันดับที่นักเรียนเลือกไว้โดยเรียงจากอันดับ1 ถึงอันดับ4 แต่ถ้าคะแนนรวมกันแล้วยังไม่ถึงเกณฑ์ทั้ง4 อันดับ ก็แปลว่านักเรียนต้องหาที่เรียนที่เป็มหาลัยที่เปิดรับตรง(หรือมหาลัยเอกชน) หรือต้องรอสอบใหม่ในปีหน้า
ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะมีโควต้าให้นักเรียนเลือกมากมาย แต่สาขาและมหาลัยที่ธามวัตอยากเรียนกลับไม่เปิดโควต้าให้กับนักเรียนทุกโรงเรียน เขาเลยต้องทิ้งโควต้าของมหาลัยอื่นทั้งหมด เพื่อมาเสี่ยงดวงสอบเอ็นทรานซ์ รอบแรกจะเป็การสอบพื้นฐานวิศวกรรม ซึ่งถ้าอยากเรียนวิศวะในสาขาต่างๆของมหาลัย จำเป็ต้องสอบวิชานี้และนำคะแนนไปรวมกับคะแนนวิชาอื่นอย่าง ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์
หลังจากจบการสอบเอ็นทรานซ์รอบแรกผ่านไป ทางจังหวัดก็มีประกาศการแข่งขันประกวดวงดนตรีระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งวง Era brand ก็ไม่พลาดที่จะลงแข่ง
วันนี้คาบชมรมมีการประชุมอย่างเคร่งเครียดเื่การลงแข่งขันดนตรีที่จะมาถึงในอีก1เดือนหน้า
"เราจะมีการซ้อมดนตรีทุกวันหลังเลิกเรียน และถ้าเป็ไปได้ วันเสาร์และวันอาทิตย์ ผมก็อยากให้มีการซ้อมด้วยเช่นกัน เพราะเรามีเวลาเพียงแค่เดือนเดียว" กานต์นักร้องนำเริ่มกล่าวในที่ประชุมกับสมาชิกในชมรมทั้ง 50 คน
"แล้วมีใครที่จำเป็ต้องมาทุกครั้งบ้างคะ" พี่ม.ปลายที่รับหน้าที่เป็เลขาเอ่ยขึ้น พร้อมจดรายละเอียดในสมุดบันทึก
"ผมว่าควรมีสมาชิกในวงทุกคน เบส กีต้าร์ มือกลอง นักร้องนำ ฝ่ายซาวน์เช็ค และฝ่ายสันทนาการ เพราะเผื่ออุปกรณ์ขาดเหลือต้องหาซื้อให้ทันเวลา" ธามวัตเอ่ยขึ้นอย่างเป็การเป็งานท่ามกลางที่ประชุม
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของธามวัต มีนาแววตาเป็ประกายเธอจะได้เจอเขาทุกวัน
"แล้วเราจะใช้เพลงอะไรในการประกวด" นัทมือเบสถามขึ้น
"กติกาเขียนไว้ว่าทุกทีมมีเวลาโชว์10 นาที เพราะฉะนั้นเราสามารถเลือกโชว์ได้ 2 เพลง ผมคิดว่าควรจะมีเพลงร็อก 1เพลง และเพลงที่พวกเราถนัดที่สุดคืออะคูสติก1เพลงปิดท้าย และถ้าเราสามารถเข้าไปถึงรอบตัดสินได้ เราจะต้องเลือกแค่1เพลงไปประกวดเพื่อชิงชนะเลิศ ผมคิดว่าเราควรเลือกเพลงสากลเพื่อโชว์แนวดนตรีที่แตกต่างจากรอบแรก" ธามวัตแสดงความคิดเห็น
"อืม ผมเห็นด้วยนะ ส่วนเื่เลือกเพลง ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันลิสต์มาว่ามีเพลงอะไรบ้างแล้วเราเริ่มมาโหวตกัน" นิวมือกลองเสนอ
"โหวตแล้วควรเลือกอันดับไว้1-3เพลงของแต่ละแนวเพลงด้วย เพราะเราจะต้องลองซ้อมและดูว่าเพลงไหนเราเล่นดีที่สุดกัน" กานต์เอ่ย
การประชุมจบไปด้วยดี หลังจากนั้นการซ้อมดนตรีเป็ไปอย่างหนักหน่วง ทุกวันหลังเลิกเรียนทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ และกว่าจะเลิกซ้อมก็ปาไปถึงสองทุ่มทุกวัน