หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...
และใช่..
มันนานพอจะให้ชื่อของผมแผ่ขยายไปทั่วเมืองศฤคาลแบบติดจรวด
เรื่องจริงก็อย่างที่พวกนายรู้ คือแค่ผม 'ยืนเฉย ๆ อยู่บนเวทีแล้วมีคนอื่นก็ยอมแพ้หมด' แต่พอผ่านปากชาวบ้านแล้ว มันดันกลายเป็นว่า 'ผมยืนชี้หน้าด่าทุกคนบนเวที' บ้างล่ะ 'ผมอาศัยบารมีของตระกูลตง' บ้างล่ะ
คนพวกนี้.. ถ้าส่งไปแต่งนิยาย ก็คงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แน่ ๆ พร้อมติด #หลิวเจี้ยนสหายนายน้อยตระกูลตง
แล้วประเด็นคืออะไรรู้ไหม
มันมีคนเชื่อน่ะสิ ให้ตายเถอะ
เสียงซุบซิบในตลาดตอนนี้คงประมาณว่า..
“นี่ ๆ ๆ! ข้าได้ยินว่ามีชายชื่อหลิวเจี้ยนชี้หน้าขู่บนเวที คนอื่นเลยถอดใจยอมแพ้หมด!”
“หลิวเจี้ยนรึ? มันเป็นใครกันแน่ ถึงได้หาญกล้าขนาดนั้น?”
“เห็นเขาว่ามีคนตระกูลตงหนุนหลังอยู่.. ใครจะกล้าไปมีเรื่องด้วยล่ะ!”
ไม่หมดแค่นั้นนะ..
“นี่ ๆ เจ้าได้ข่าวหลิวเจี้ยน ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาที่มีตระกูลตงหนุนหลังรึยัง?”
“ข่าวดังขนาดนั้น ถ้าไม่ได้ยินสิแปลก!”
“แหม.. ที่เจ้าได้ยินมันยังเด็ก ๆ ไป ยังไงก็สู้ข่าวจากวงในไม่ได้หรอก”
“หือ? เล่ามาเลยสิ!”
“ญาติผู้พี่ข้าที่ทำงานเป็นบ่าวในจวนตระกูลตงเล่าให้ข้าฟังว่า.. หลิวเจี้ยนคนนั้นน่ะ เป็นลูกลับ ๆ ของผู้นำตระกูลตงคนก่อน!”
“ว่าไงนะ! งั้นก็หมายถึง.. ตง เว่ยเทียน!?”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
ให้มันได้อย่างนี้สิ..
ยิ่งลือก็ยิ่งพิสดารมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่พวกนายรู้อะไรไหม..
ในคำนิทราพวกนั้นมีอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าจะเล่าปากต่อปากไปกี่ทอด เติมเรื่องราวให้น่าสนใจลงไปกี่เรื่อง
แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าจะเล่าต่อยังไงก็ยังเหมือนเดิม..
ผมชื่อหลิวเจี้ยน เป็นศิษย์สำนักสี่ขุนเขา และตอนนี้มีตระกูลตงให้ท้ายอยู่เบื้องหลัง
แน่นอน..
ข่าวแบบนี้ ถ้าเป็นผม.. ผมก็คงอยากเมาท์ต่อเหมือนกันนั่นแหละ
แต่ประเด็นคือตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ผมกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิดว่าผมกำลังถูกแต่งให้เป็น 'ไอ้คนไร้ยางอาย' เวอร์ชันที่มีคนตระกูลตงโอบอุ้ม
ทำไมเหรอ? ก็เพราะคนในสนามประลองแทบไม่มีใครกล้าอ้าปากพูดเรื่องนี้กันต่อหน้าผมเลยไง!
ใครจะกล้าล่ะ..
แค่เห็นตงเสวี่ยซานเดินผ่านมาด้วยท่าทางราวกับเจ้าของอาณาจักร
แถมเพื่อนที่อยู่ข้างผมอย่างโหวหวัง ก็ดันใส่เสื้อที่ด้านหลังยังมีตราประจำตระกูลซุนเด่นหลา เหมือนประกาศว่า 'อ้ายคนข้าง ๆ ฉันนั้นเป็นเกลอที่สนิท' อีก
ผลก็คือ..
ไม่มีใครกล้านินทาผมต่อหน้า มีแต่แอบเก็บเรื่องไปเล่าลับหลังแล้วเสริมรสเติมกลิ่นให้มันเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็น 'เมนูเด็ดประจำตลาดเมืองศฤคาล' ไปเสียแล้ว
ในสนามที่สิบ ผมเห็นนักบวชอีกท่านหนึ่งจากนิกายบูชาจันทร์ยืนโดดเด่นอยู่กลางเวทีประลอง ราวกับกำลังเตรียมประกาศอะไรบางอย่าง
เขาเอ่ยเรียกชื่อผู้เข้าแข่งขันรอบสุดท้ายให้ขึ้นเวที ผมเองก็จับจ้องไปยังรายชื่อที่ได้ยินมาแล้วล่วงหน้า นั่นก็คือโหวหวัง
แต่แล้ว..
โหวหวังดันยังไม่ยอมขึ้นเวที..
มันยืนเกาหัวพลางทำหน้าเหมือนหาอะไรบางอย่างอยู่ ท่าทางลุกลี้ลุกลนแบบนั้น
ผมเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนใจ คนอื่นเขาจริงจังกันหมด เหลือแต่หมอนี่ที่ทำตัวเอื่อยเฉื่อย
“เจ้ากำลังหาอะไรอยู่โหวหวัง?”
ผมเห็นท่าทางเจ้านั่นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกไป
“หาพู่หยกประจำสกุลอยู่.. เผื่อฉันจะได้ทำแบบอ้ายเสวี่ยซานบ้าง”
ซุนโหวหวังมันพูดพลางเหลือบตาใส่มาทางผมด้วยสายตาที่ชวนให้อยากฟาดกระบองเข้าหนึ่งดอก
แน่นอน.. คิ้วผมน่ะกระตุกไม่หยุดเลยล่ะตอนนั้น
“เจ้าจะขึ้นไปดี ๆ หรือจะให้ข้าถีบส่งเจ้าขึ้นไป?”
“ไม่กล้า..ไม่กล้า!
ผู้ต้อยต่ำโหวหวังไม่บังอาจรบกวนนายท่านหลิวสหายของนายน้อยตงต้องออกแรง”
ซุนโหวหวังพูดจบก็กระโดดหลบฝ่าเท้าที่ผมเหยียดใส่มันอย่างแม่นยำ แล้วเจ้าหมอนั่นก็กระโจนขึ้นเวทีเหมือนพญาวานรยามหลบหลีกเปลวไฟเหมือนในป่าตอนนั้น
เอาจริง ๆ ไอ้ท่าถีบส่งที่ผมทำออกไปแบบไม่คิด มันดันกลายเป็นต้นเรื่องให้ใครต่อใครเอาไปเติมแต่งกันใหญ่
โตขนาดที่ว่าผมกำลังส่งผู้สืบทอดของตระกูลซุนขึ้นเวทีอย่างองอาจเสียอย่างนั้น
พอทุกคนขึ้นเวทีครบตามกำหนด..
นักบวชที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการก็เริ่มกล่าวกฎของการแข่งขันอีกครั้ง
พอเสียงเขาพูดจนจบ ร่างก็ลอยขึ้นเหนือสนามในจังหวะเดียวกับที่เขาประกาศเริ่มการประลอง
ทันทีที่มีเสียงประกาศเริ่ม
กระบองเหล็กดำในมือโหวหวังหมุนวนไม่หยุดเหมือนพัดลมเพดานในฤดูร้อน
แต่เจ้าตัวกลับยืนนิ่งราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย..
เป็นผมนี่ล่ะที่รู้สึกก่อน
มองเห็นคนเป็นสิบพุ่งเข้าหามันเหมือนวัวกระทิงเห็นผ้าสีแดง คิดว่าถ้ารุมกันขนาดนั้นก็คงจะโค่นมันให้ตกเวทีได้แน่
แต่หมอนั่นมันก็ยังเป็นซุนโหวหวังอยู่ดีนั่นแหละ..
กระบองหยุดหมุนในพริบตา แล้วเจ้าตัวก็ปักกระบองลงกับพื้นสนามเจาะลงไปในตัวพื้นจนฝุ่นฟุ้ง
ผมเห็นหลุมยุบที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับว่าแรงเยอะจริง ๆ และมันใช้จังหวะนั้นเหวี่ยงตัวถีบใส่คนห้าคนรวด ส่งร่างปลิวตกเวทีประลองไปแบบไม่มีแม้แต่โอกาสได้ร้อง 'โอ๊ย'
ยังไม่ทันหายใจ กระบองที่มันปักไว้ก็ถูกดึงออก ฟาดเข้ากลางหลังคนหนึ่งอย่างจัง แล้วก็ตามด้วยมือซ้ายที่รวบคอเสื้ออีกคนไว้ ก่อนที่ร่างหมอนั่นจะกลายเป็นอาวุธซัดใส่คนอีกสองที่เหลือเหมือนบอลโบว์ลิ่งกวาดพินยังไงยังงั้น
ตอนนี้เหลือคนสุดท้ายที่คิดเล่นงานมันแล้ว..
และดันเป็นผู้หญิงซะด้วย
ผมเห็นเธอชะงัก ก่อนจะพยายามถอย
แต่นั่นแหละ..
ช้าไปแล้ว..
เพื่อนหน้าขนของผมมันจมูกไวยิ่งกว่าหมาหน้าเซเว่นซะอีก พอเจอกลิ่นผู้หญิง และมันก็ยิ่งได้ใจ
มันรีบกระโจนพุ่งเข้าไปหาอย่างกับเจอรางวัลชีวิต
แต่ก็ต้องให้เครดิตมันอยู่ มันไม่ใช่พวกลงไม้ลงมือกับผู้หญิงง่าย ๆ พอเข้าใกล้..
มันก็สั่งกระบองให้หดเล็กลงจนเหมือนไม้จิ้มฟัน แล้วยัดมันเข้าที่ติ่งหูเหมือนจะโชว์เท่
มือขวาปัดดาบในมือของยัยคนนั้นจนหลุดออกจากมือ ส่วนมือซ้ายก็ไม่รอช้า คว้าข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ แล้วดึงเข้ามากอดแน่นในอ้อมอก
แบบที่ผมอยากจะตะโกนบอกว่า 'เกินไปแล้วโว้ย!'
แล้วด้วยความเป็นซุนโหวหวัง..
พวกนายน่าจะเดาได้ไม่ยาก
“แม่เป็นลูกบ้านใดรึ?”
ซุนโหวหวังมันพูดไป แถมยังแนบแก้มเข้ากับแก้มของหญิงสาวอย่างหน้าตาเฉย
ผมเห็นจมูกของมันสูดเอากลิ่นฟุตฟิต ดมกลิ่นกายของเธอเข้าไปเต็มปอด!
ให้ตายเถอะ!
ผมเห็นแล้วอยากจะปีนขึ้นไปเขกหัวมันให้จมพื้นเวทีจริง ๆ
“แม่มีชายคนรักแล้วฤๅไม่?”
ผมที่ยืนรอดูอยู่ข้างล่างได้แต่เบ้ปากพลางส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
ถ้าญาติห่าง ๆ อย่างหงเซียมาเห็นไอ้โหวหวังทำแบบนั้นนะ เธอจะคิดยังไงกันนะ
คงได้กระโดดขึ้นไปบนเวทีแล้วดึงหูของมันลงมาถอนขนจนหมดตัวพร้อมให้นั่งคุกเข่าสำนึกผิดแน่ ๆ
แต่ในจังหวะที่ผมกำลังเหนื่อยใจกับเพื่อนรักนี่แหละ..
อยู่ดี ๆ ขนบนต้นคอก็ลุกวาบขึ้นมาเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นราดลงกลางหลัง..
ประสาทสัมผัสของผมทั้งหมดตื่นตัวในชั่วพริบตา
มีจิตสังหารแรงกล้าพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง! จนผมต้องหันกลับไปแทบจะทันที
มือก็เรียกกระแสธาราขึ้นมาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อมตามสัญชาตญาณ
นี่ไม่ใช่แค่สังหรณ์ธรรมดา มันคือภัยของจริง
จิตสังหารรุนแรงที่ผมรู้สึกได้มันพุ่งมาจากผู้ชายคนหนึ่งบนสนามฝั่งตรงข้ามทันทีที่ผมหันไปมอง
ภาพแรกที่เห็นคือชายร่างผอมสูงในชุดฮันบกแบบขุนนางเกาหลีสมัยก่อนสีเสื้อครามเข้มดูเด่นผิดปกติ แถมทรงเสื้อกั๊กแบบทักซิโด้กับกางเกงที่ดูเหมือนกระโปรงยาวก็ทำให้เขาดูประหลาดตา
แต่ดันมีอะไรบางอย่างที่โคตรเท่
เสื้อตัวในสีดำสนิท มือทั้งสองสวมถุงมือหนังดำ และที่สำคัญ มือขวาถือดาบยาว มือซ้ายจับฝักแน่นพอ ๆ กับสายตาเย็นเยือกของเจ้าตัว
พูดกันตรง ๆ เลยก็ได้ หมอนี่หล่อเกินไป คิ้วเข้ม ดวงตาสีดำขลับที่จ้องมาทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกสะกด จมูกโด่ง ปากหนา คางบุ๋มพอดี ๆ
ทุกอย่างมันลงตัวเหมือนภาพวาดที่ใครเอาไปเสกขึ้นมา แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งหล่อแบบนี้ มันกลับยิ่งน่ากลัว
และผมก็รู้แล้วว่าทำไม
ไอ้จิตสังหารที่ปะทะหน้าเมื่อครู่น่ะ มันมาจากหมอนี่แน่นอน
แถมไม่ใช่แค่แรงนะ..
แต่มันอำมหิตชนิดที่แม้แต่คนทั่วไปยังไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในรัศมีอันตราย
ถ้าผมไม่เคยถูกฝึกจากพ่อบุญธรรมมาก่อนล่ะก็
มีหวังถูกมันจู่โจมจนไม่รู้ตัวแน่ ๆ
ผมรู้เลยทันทีว่า มันคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
แต่กระนั้นไอ้คนนั้นกลับดูเหมือนไม่ได้จะลงมือกับผมจริง ๆ
เพราะมันดันอยู่บนเวทีประลอง
และจิตสังหารที่มันส่งออกมานั่นก็อาจมาจากการใช้ต่อสู้บนเวทีนั้น
“ผู้ชนะในรอบสุดท้ายของสนามที่เก้า คิม บีโฮ!!”
เสียงนักบวชประกาศดังขึ้นขณะที่สายตาผมจับจ้องไปยังเวทีประลองที่เก้า
ทันทีที่ได้ยินชื่อเขาถูกประกาศว่าเป็นผู้ชนะ ผมเห็นหมอนั่นค่อย ๆ เก็บดาบยาวทรง 'ทาจิ' ที่น่าจะยาวเกินเมตรครึ่งลงฝักอย่างสงบ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกได้ทันที..
จิตสังหารอันหนักหน่วงที่ปะทะเมื่อครู่ หายวับไปในเสี้ยวลมหายใจ เหมือนไม่เคยมีอยู่มาก่อน
แบบนั้นน่ะ..
ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่..
เพราะมันสามารถควบคุมจิตสังหารที่น่ากลัวแบบนั้นได้ด้วยวัยใกล้ ๆ ผมแบบนี้
โคตรจะอันตรายเลย
“นี่..นี่! เจ้าเห็นหรือไม่.. มันใช้เพียงดาบเดียวโค่นคนกว่าห้าสิบคนในชั่วพริบตา”
“หากไม่เห็นด้วยตา..ข้าก็ไม่เชื่อแน่”
“มันผู้นี้คือใครกัน.. เป็นศิษย์สำนักใดเหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นวิชาดาบแบบนี้มาก่อน! อย่างไรยอดฝีมือเช่นนี้สมควรต้องมีชื่อเสียงในอาณาจักรบ้าง!”
เสียงฮือฮาดังลั่นทั่วสนามประลองทันทีที่ผู้ชนะถูกประกาศออกมา
และแน่นอนว่าผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
ผมเหลือบตามองดูบรรดาคู่ต่อสู้ของคิมบีโฮ..
ทั้งหญิงทั้งชาย ต่างมีรอยขาดที่เสื้อให้เห็นกันถ้วนหน้า แต่ที่น่าประหลาดคือไม่มีใครมีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย
ดูจากสภาพแล้ว..
มันน่าจะใช้แค่ 'สันดาบ' จัดการคนพวกนั้น
แต่ก็เถอะ!
จะต้องมีพลังขนาดไหนกัน หรือไม่ก็วิชาดาบระดับสุดยอดแค่ไหน ถึงได้สามารถโค่นคนกว่าห้าสิบคนด้วยดาบเพียงเล่มเดียวได้แบบที่คนอื่นพูดกันเสียงลั่นสนาม
ไอ้หมอนี่มันตัวประหลาดประเภทไหนกันแน่!!
“ผู้ชนะในรอบสุดท้ายสนามที่สิบ ซุน โหว หวัง!!”
ผมเพิ่งตั้งสติกลับมาได้ก็เมื่อเสียงประกาศชื่อผู้ชนะสนามสิบดังก้อง
โหวหวังมันเดินลงเวทีมาด้วยท่าทีร่าเริงสุดขีด ใบหน้านี่ยิ้มกว้างเสียจนผมนึกว่ามันไปคว้าตำแหน่งพระเอกงิ้วมาแทน
เสื้อมันไม่มีรอยแผลเลยสักนิด แต่เต็มไปด้วยรอยชาดแต้มปากกับแป้งผลัดเลอะเทอะไปทั่ว
ดูยังไงก็เหมือนเพิ่งหนีจากเรือนบุปผามากกว่าสนามประลอง
“เอ็งมองผู้ใดอยู่ฤๅ?”
ซุนโหวหวังเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมสนใจมันเลยแม้แต่น้อย
“ฤๅมีช่อชบาผู้น่ารักอยู่ทางนั้น!”
ไอ้เพื่อนหน้าขนของผมนั่นรีบหันตามสายตาผมไป
แต่พอเห็นว่าเป้าหมายที่ผมมองเป็นผู้ชาย..
เท่านั้นแหละ.. คิ้วหางไก่ของมันก็ย่นจนเกือบจะผูกเป็นปมอยู่กลางหน้าผาก
“จริง ๆ นะเกลอ..
บางคราวฉันก็สงสัยว่าเอ็งเป็นบุรุษผิดเพศฤๅไม่”
“โหวหวัง..
อาณาจักรปัญจมิตรมีใครที่ใช้แซ่คิมที่เจ้าพอจะนึกออกบ้าง?”
ผมรีบถามกลับทันที ไม่แม้แต่จะชายตามองวาจาไร้สาระของเจ้าเพื่อนตัวดีเลยสักนิด
“สกุลคิมฤ.. อืม..
ไม่คุ้นเลย ถามหาคนสกุลนี้ด้วยเหตุอันใด?”
“ก็เจ้าคนที่ชื่อคิมบีโฮผู้นั้นน่ะสิ ใช้เพียงดาบเดียวกวาดคนทั้งสนามนอนกองได้ด้วยสันดาบ”
ผมพูดพลางหายใจหอบเล็กน้อย..
ความตื่นตระหนกยังไม่ทันจางไปจากอก มือขวาก็ยกขึ้นแนบดวงตา เรียกเนตรจ้าวมังกรขึ้นมาโดยอัตโนมัติเพื่อเพ่งไปที่เจ้าคิมบีโฮคนนั้น
แค่กวาดตาดูก็รู้ได้ทันที..
หมอนั่นเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลาง และดูจากการไหลเวียนปราณแล้ว มันใกล้จะทะลวงสู่ขั้นปลายเต็มที
“หืม..? ดาบเดียวแถมยังใช้สันดาบ..?”
ตอนแรกเจ้าโหวหวังมันก็แค่หันตามผมไปมองคิมบีโฮเหมือนคนไม่มีอะไรทำ
แต่พอสายตาเริ่มจ้องนานเข้า ผมก็เห็นมันทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ราวกับพยายามคุ้ยลิ้นชักความทรงจำหาชื่อคนแซ่คิมจากทุกแคว้นที่มันเคยได้ยิน
“ฉันนึกถึงคนสกุลคิมไม่ออกสักคนเลยเกลอเอ๋ย..
ส่วนคนที่สามารถใช้เพียบดาบเดียวโค่นคนทั้งสนามได้..
ฉันก็นึกออกแต่วิชาดาบปราบมังกรของคนสกุลปีกมังกรเท่านั้น”
“ไม่เพียงเท่านั้นโหวหวัง..
ข้ายังสัมผัสจิตสังหารจากมันได้..!”
ผมพูดได้แค่นั้นก่อนจะเงียบไป..
กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอด้วยความรู้สึกอัดแน่นบางอย่างในอก แล้วจึงค่อยเปล่งเสียงต่อออกมา
“คล้ายว่ามันผู้นี้มีความแค้นที่แน่นคับอกมากมายมหาศาล จิตสังหารของมันเทียบได้กับยี่ฟู่ของข้าเลยทีเดียว”
“ขนาดนั้นเชียว?”
พอผมพูดถึงคิมบีโฮมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าโหวหวังเริ่มตั้งใจฟังจนหูแทบตั้ง
เหมือนความสนใจของมันที่เคยลอยไปไกลเริ่มวกกลับมาจดจ่ออยู่ที่หมอนั่นเหมือนกันกับผม
“เอ็งแน่ใจฤาว่ามิได้มองผิดไป มันอายุเท่า ๆ พวกเรา ไม่น่าจะมีจิตสังหารเทียบได้กับท่านเจ้าคุณหัตถ์ภูติได้หรอกกระมัง”
“ไม่..โหวหวังไม่.. ข้าไม่มีทางรู้สึกไปเองได้”
ผมพูดประโยคนี้ออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผมมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองสัมผัสได้ มั่นใจในสายตา และมั่นใจว่าหมอนั่นไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ
“มันผู้นี้ต้องผ่านโศกนาฏกรรมบางอย่างมาที่ทำให้มันผู้นี้มีความโกรธแค้นชิงชังถึงเพียงนั้นแน่”
ตามที่ผมเคยถูกสอนสั่งจากพ่อบุญธรรมของผม
จิตสังหารที่แท้จริงจะมีได้ก็แค่สองแบบ หนึ่ง คือฆ่าคนมามากพอจนวิญญาณที่ตายใต้คมมือลุกขึ้นมากรีดร้องอยู่ในใจ
ยิ่งฆ่ามาก จิตสังหารยิ่งหนาแน่นเหมือนหมอกในหุบเขา
หรือสอง ผ่านเรื่องโหดร้ายในชีวิตจนความแค้นกัดกินหัวใจจนเน่าหนอน
ความเคียดแค้นแบบนั้นมันจะพ่นออกมาเป็นกลิ่นสังหารที่แค่ได้สัมผัสก็หนาวไปถึงกระดูก
พอผมมองเจ้าคิมบีโฮนั่น ผมก็แน่ใจว่าหมอนั่นไม่ได้เป็นพวกแรกแน่ ๆ อายุของมันไล่เลี่ยกับผม
มันไม่มีทางผ่านศึกสังหารมาเท่ายี่ฟู่ของผมที่เคยฟาดฟันกับพรรคมารราตรีค้ำฟ้าแบบนับศพไม่ถ้วน
แถมจากที่เห็นในสนาม หมอนั่นยังใช้แค่สันดาบจัดการคู่ต่อสู้ ไม่แม้แต่จะให้ปลายคมแตะเนื้อคน
นั่นยิ่งทำให้ผมมั่นใจขึ้นไปอีก ว่าความอาฆาตแค้นในตัวหมอนั่นน่ะ มันมาจากอดีตที่ถูกฝังลึกบางอย่าง
ผมไขข้อสงสัยแรกได้แล้ว แต่ก็ดันมีอีกข้อเด้งขึ้นมาในหัวแทน
มันไปเจออะไรมากันแน่..
อะไรที่ทำให้คนหนึ่งคนมีจิตสังหารแรงกล้าราวกับจิตมันถูกฉีกทึ้งแล้วเย็บกลับด้วยความเคียดแค้นถึงขนาดนี้?
ผมเดาไม่ออกเลยจริง ๆ