ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 62 สายตาสุดหวาดหวั่น

            หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...

            และใช่..

            มันนานพอจะให้ชื่อของผมแผ่ขยายไปทั่วเมืองศฤคาลแบบติดจรวด

            เรื่องจริงก็อย่างที่พวกนายรู้ คือแค่ผม 'ยืนเฉย ๆ อยู่บนเวทีแล้วมีคนอื่นก็ยอมแพ้หมด' แต่พอผ่านปากชาวบ้านแล้ว มันดันกลายเป็นว่า 'ผมยืนชี้หน้าด่าทุกคนบนเวที' บ้างล่ะ 'ผมอาศัยบารมีของตระกูลตง' บ้างล่ะ

            คนพวกนี้.. ถ้าส่งไปแต่งนิยาย ก็คงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แน่ ๆ พร้อมติด #หลิวเจี้ยนสหายนายน้อยตระกูลตง

             

            แล้วประเด็นคืออะไรรู้ไหม

            มันมีคนเชื่อน่ะสิ ให้ตายเถอะ

            เสียงซุบซิบในตลาดตอนนี้คงประมาณว่า..

            “นี่ ๆ ๆ! ข้าได้ยินว่ามีชายชื่อหลิวเจี้ยนชี้หน้าขู่บนเวที คนอื่นเลยถอดใจยอมแพ้หมด!”

            “หลิวเจี้ยนรึ? มันเป็นใครกันแน่ ถึงได้หาญกล้าขนาดนั้น?”

            “เห็นเขาว่ามีคนตระกูลตงหนุนหลังอยู่.. ใครจะกล้าไปมีเรื่องด้วยล่ะ!”

             

            ไม่หมดแค่นั้นนะ..

             

            “นี่ ๆ เจ้าได้ข่าวหลิวเจี้ยน ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาที่มีตระกูลตงหนุนหลังรึยัง?”

            “ข่าวดังขนาดนั้น ถ้าไม่ได้ยินสิแปลก!”

            “แหม.. ที่เจ้าได้ยินมันยังเด็ก ๆ ไป ยังไงก็สู้ข่าวจากวงในไม่ได้หรอก”

            “หือ? เล่ามาเลยสิ!”

            “ญาติผู้พี่ข้าที่ทำงานเป็นบ่าวในจวนตระกูลตงเล่าให้ข้าฟังว่า.. หลิวเจี้ยนคนนั้นน่ะ เป็นลูกลับ ๆ ของผู้นำตระกูลตงคนก่อน!”

            “ว่าไงนะ! งั้นก็หมายถึง.. ตง เว่ยเทียน!?”

            “ก็ใช่น่ะสิ!”

             

            ให้มันได้อย่างนี้สิ..

            ยิ่งลือก็ยิ่งพิสดารมากขึ้นเรื่อย ๆ

            แต่พวกนายรู้อะไรไหม..

            ในคำนิทราพวกนั้นมีอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าจะเล่าปากต่อปากไปกี่ทอด เติมเรื่องราวให้น่าสนใจลงไปกี่เรื่อง

            แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าจะเล่าต่อยังไงก็ยังเหมือนเดิม..

            ผมชื่อหลิวเจี้ยน เป็นศิษย์สำนักสี่ขุนเขา และตอนนี้มีตระกูลตงให้ท้ายอยู่เบื้องหลัง

            แน่นอน..

            ข่าวแบบนี้ ถ้าเป็นผม.. ผมก็คงอยากเมาท์ต่อเหมือนกันนั่นแหละ

             

            แต่ประเด็นคือตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ผมกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิดว่าผมกำลังถูกแต่งให้เป็น 'ไอ้คนไร้ยางอาย' เวอร์ชันที่มีคนตระกูลตงโอบอุ้ม

            ทำไมเหรอ? ก็เพราะคนในสนามประลองแทบไม่มีใครกล้าอ้าปากพูดเรื่องนี้กันต่อหน้าผมเลยไง!

            ใครจะกล้าล่ะ..

            แค่เห็นตงเสวี่ยซานเดินผ่านมาด้วยท่าทางราวกับเจ้าของอาณาจักร

            แถมเพื่อนที่อยู่ข้างผมอย่างโหวหวัง ก็ดันใส่เสื้อที่ด้านหลังยังมีตราประจำตระกูลซุนเด่นหลา เหมือนประกาศว่า 'อ้ายคนข้าง ๆ ฉันนั้นเป็นเกลอที่สนิท' อีก

            ผลก็คือ..

            ไม่มีใครกล้านินทาผมต่อหน้า มีแต่แอบเก็บเรื่องไปเล่าลับหลังแล้วเสริมรสเติมกลิ่นให้มันเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็น 'เมนูเด็ดประจำตลาดเมืองศฤคาล' ไปเสียแล้ว

             

            ในสนามที่สิบ ผมเห็นนักบวชอีกท่านหนึ่งจากนิกายบูชาจันทร์ยืนโดดเด่นอยู่กลางเวทีประลอง ราวกับกำลังเตรียมประกาศอะไรบางอย่าง

            เขาเอ่ยเรียกชื่อผู้เข้าแข่งขันรอบสุดท้ายให้ขึ้นเวที ผมเองก็จับจ้องไปยังรายชื่อที่ได้ยินมาแล้วล่วงหน้า นั่นก็คือโหวหวัง

            แต่แล้ว..

            โหวหวังดันยังไม่ยอมขึ้นเวที..

            มันยืนเกาหัวพลางทำหน้าเหมือนหาอะไรบางอย่างอยู่ ท่าทางลุกลี้ลุกลนแบบนั้น

            ผมเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนใจ คนอื่นเขาจริงจังกันหมด เหลือแต่หมอนี่ที่ทำตัวเอื่อยเฉื่อย

             

            “เจ้ากำลังหาอะไรอยู่โหวหวัง?”

            ผมเห็นท่าทางเจ้านั่นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกไป

             

            “หาพู่หยกประจำสกุลอยู่.. เผื่อฉันจะได้ทำแบบอ้ายเสวี่ยซานบ้าง”

            ซุนโหวหวังมันพูดพลางเหลือบตาใส่มาทางผมด้วยสายตาที่ชวนให้อยากฟาดกระบองเข้าหนึ่งดอก

             

            แน่นอน.. คิ้วผมน่ะกระตุกไม่หยุดเลยล่ะตอนนั้น

            “เจ้าจะขึ้นไปดี ๆ หรือจะให้ข้าถีบส่งเจ้าขึ้นไป?”

             

            “ไม่กล้า..ไม่กล้า!

            ผู้ต้อยต่ำโหวหวังไม่บังอาจรบกวนนายท่านหลิวสหายของนายน้อยตงต้องออกแรง”

            ซุนโหวหวังพูดจบก็กระโดดหลบฝ่าเท้าที่ผมเหยียดใส่มันอย่างแม่นยำ แล้วเจ้าหมอนั่นก็กระโจนขึ้นเวทีเหมือนพญาวานรยามหลบหลีกเปลวไฟเหมือนในป่าตอนนั้น

            เอาจริง ๆ ไอ้ท่าถีบส่งที่ผมทำออกไปแบบไม่คิด มันดันกลายเป็นต้นเรื่องให้ใครต่อใครเอาไปเติมแต่งกันใหญ่

            โตขนาดที่ว่าผมกำลังส่งผู้สืบทอดของตระกูลซุนขึ้นเวทีอย่างองอาจเสียอย่างนั้น

             

            พอทุกคนขึ้นเวทีครบตามกำหนด..

            นักบวชที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการก็เริ่มกล่าวกฎของการแข่งขันอีกครั้ง

            พอเสียงเขาพูดจนจบ ร่างก็ลอยขึ้นเหนือสนามในจังหวะเดียวกับที่เขาประกาศเริ่มการประลอง

             

            ทันทีที่มีเสียงประกาศเริ่ม

            กระบองเหล็กดำในมือโหวหวังหมุนวนไม่หยุดเหมือนพัดลมเพดานในฤดูร้อน

            แต่เจ้าตัวกลับยืนนิ่งราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย..

            เป็นผมนี่ล่ะที่รู้สึกก่อน

            มองเห็นคนเป็นสิบพุ่งเข้าหามันเหมือนวัวกระทิงเห็นผ้าสีแดง คิดว่าถ้ารุมกันขนาดนั้นก็คงจะโค่นมันให้ตกเวทีได้แน่

            แต่หมอนั่นมันก็ยังเป็นซุนโหวหวังอยู่ดีนั่นแหละ..

            กระบองหยุดหมุนในพริบตา แล้วเจ้าตัวก็ปักกระบองลงกับพื้นสนามเจาะลงไปในตัวพื้นจนฝุ่นฟุ้ง

            ผมเห็นหลุมยุบที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับว่าแรงเยอะจริง ๆ และมันใช้จังหวะนั้นเหวี่ยงตัวถีบใส่คนห้าคนรวด ส่งร่างปลิวตกเวทีประลองไปแบบไม่มีแม้แต่โอกาสได้ร้อง 'โอ๊ย'

            ยังไม่ทันหายใจ กระบองที่มันปักไว้ก็ถูกดึงออก ฟาดเข้ากลางหลังคนหนึ่งอย่างจัง แล้วก็ตามด้วยมือซ้ายที่รวบคอเสื้ออีกคนไว้ ก่อนที่ร่างหมอนั่นจะกลายเป็นอาวุธซัดใส่คนอีกสองที่เหลือเหมือนบอลโบว์ลิ่งกวาดพินยังไงยังงั้น

            ตอนนี้เหลือคนสุดท้ายที่คิดเล่นงานมันแล้ว..

            และดันเป็นผู้หญิงซะด้วย

             

            ผมเห็นเธอชะงัก ก่อนจะพยายามถอย

            แต่นั่นแหละ..

            ช้าไปแล้ว..

            เพื่อนหน้าขนของผมมันจมูกไวยิ่งกว่าหมาหน้าเซเว่นซะอีก พอเจอกลิ่นผู้หญิง และมันก็ยิ่งได้ใจ

            มันรีบกระโจนพุ่งเข้าไปหาอย่างกับเจอรางวัลชีวิต

            แต่ก็ต้องให้เครดิตมันอยู่ มันไม่ใช่พวกลงไม้ลงมือกับผู้หญิงง่าย ๆ พอเข้าใกล้..

            มันก็สั่งกระบองให้หดเล็กลงจนเหมือนไม้จิ้มฟัน แล้วยัดมันเข้าที่ติ่งหูเหมือนจะโชว์เท่

            มือขวาปัดดาบในมือของยัยคนนั้นจนหลุดออกจากมือ ส่วนมือซ้ายก็ไม่รอช้า คว้าข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ แล้วดึงเข้ามากอดแน่นในอ้อมอก

            แบบที่ผมอยากจะตะโกนบอกว่า 'เกินไปแล้วโว้ย!'

             

            แล้วด้วยความเป็นซุนโหวหวัง..

            พวกนายน่าจะเดาได้ไม่ยาก

            “แม่เป็นลูกบ้านใดรึ?”

            ซุนโหวหวังมันพูดไป แถมยังแนบแก้มเข้ากับแก้มของหญิงสาวอย่างหน้าตาเฉย

            ผมเห็นจมูกของมันสูดเอากลิ่นฟุตฟิต ดมกลิ่นกายของเธอเข้าไปเต็มปอด!

            ให้ตายเถอะ!

            ผมเห็นแล้วอยากจะปีนขึ้นไปเขกหัวมันให้จมพื้นเวทีจริง ๆ

            “แม่มีชายคนรักแล้วฤๅไม่?”

             

            ผมที่ยืนรอดูอยู่ข้างล่างได้แต่เบ้ปากพลางส่ายหัวอย่างอ่อนใจ

            ถ้าญาติห่าง ๆ อย่างหงเซียมาเห็นไอ้โหวหวังทำแบบนั้นนะ เธอจะคิดยังไงกันนะ

            คงได้กระโดดขึ้นไปบนเวทีแล้วดึงหูของมันลงมาถอนขนจนหมดตัวพร้อมให้นั่งคุกเข่าสำนึกผิดแน่ ๆ

             

            แต่ในจังหวะที่ผมกำลังเหนื่อยใจกับเพื่อนรักนี่แหละ..

            อยู่ดี ๆ ขนบนต้นคอก็ลุกวาบขึ้นมาเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นราดลงกลางหลัง..

            ประสาทสัมผัสของผมทั้งหมดตื่นตัวในชั่วพริบตา

            มีจิตสังหารแรงกล้าพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง! จนผมต้องหันกลับไปแทบจะทันที

            มือก็เรียกกระแสธาราขึ้นมาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อมตามสัญชาตญาณ

            นี่ไม่ใช่แค่สังหรณ์ธรรมดา มันคือภัยของจริง

             

            จิตสังหารรุนแรงที่ผมรู้สึกได้มันพุ่งมาจากผู้ชายคนหนึ่งบนสนามฝั่งตรงข้ามทันทีที่ผมหันไปมอง

            ภาพแรกที่เห็นคือชายร่างผอมสูงในชุดฮันบกแบบขุนนางเกาหลีสมัยก่อนสีเสื้อครามเข้มดูเด่นผิดปกติ แถมทรงเสื้อกั๊กแบบทักซิโด้กับกางเกงที่ดูเหมือนกระโปรงยาวก็ทำให้เขาดูประหลาดตา

            แต่ดันมีอะไรบางอย่างที่โคตรเท่

            เสื้อตัวในสีดำสนิท มือทั้งสองสวมถุงมือหนังดำ และที่สำคัญ มือขวาถือดาบยาว มือซ้ายจับฝักแน่นพอ ๆ กับสายตาเย็นเยือกของเจ้าตัว

            พูดกันตรง ๆ เลยก็ได้ หมอนี่หล่อเกินไป คิ้วเข้ม ดวงตาสีดำขลับที่จ้องมาทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกสะกด จมูกโด่ง ปากหนา คางบุ๋มพอดี ๆ

            ทุกอย่างมันลงตัวเหมือนภาพวาดที่ใครเอาไปเสกขึ้นมา แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งหล่อแบบนี้ มันกลับยิ่งน่ากลัว

            และผมก็รู้แล้วว่าทำไม

            ไอ้จิตสังหารที่ปะทะหน้าเมื่อครู่น่ะ มันมาจากหมอนี่แน่นอน

            แถมไม่ใช่แค่แรงนะ..

            แต่มันอำมหิตชนิดที่แม้แต่คนทั่วไปยังไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในรัศมีอันตราย

            ถ้าผมไม่เคยถูกฝึกจากพ่อบุญธรรมมาก่อนล่ะก็

            มีหวังถูกมันจู่โจมจนไม่รู้ตัวแน่ ๆ

            ผมรู้เลยทันทีว่า มันคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

             

            แต่กระนั้นไอ้คนนั้นกลับดูเหมือนไม่ได้จะลงมือกับผมจริง ๆ

            เพราะมันดันอยู่บนเวทีประลอง

            และจิตสังหารที่มันส่งออกมานั่นก็อาจมาจากการใช้ต่อสู้บนเวทีนั้น

             

            “ผู้ชนะในรอบสุดท้ายของสนามที่เก้า คิม บีโฮ!!”

            เสียงนักบวชประกาศดังขึ้นขณะที่สายตาผมจับจ้องไปยังเวทีประลองที่เก้า

            ทันทีที่ได้ยินชื่อเขาถูกประกาศว่าเป็นผู้ชนะ ผมเห็นหมอนั่นค่อย ๆ เก็บดาบยาวทรง 'ทาจิ' ที่น่าจะยาวเกินเมตรครึ่งลงฝักอย่างสงบ

            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกได้ทันที..

            จิตสังหารอันหนักหน่วงที่ปะทะเมื่อครู่ หายวับไปในเสี้ยวลมหายใจ เหมือนไม่เคยมีอยู่มาก่อน

            แบบนั้นน่ะ..

            ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่..

            เพราะมันสามารถควบคุมจิตสังหารที่น่ากลัวแบบนั้นได้ด้วยวัยใกล้ ๆ ผมแบบนี้

            โคตรจะอันตรายเลย

             

            “นี่..นี่! เจ้าเห็นหรือไม่.. มันใช้เพียงดาบเดียวโค่นคนกว่าห้าสิบคนในชั่วพริบตา”

            “หากไม่เห็นด้วยตา..ข้าก็ไม่เชื่อแน่”

            “มันผู้นี้คือใครกัน.. เป็นศิษย์สำนักใดเหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นวิชาดาบแบบนี้มาก่อน! อย่างไรยอดฝีมือเช่นนี้สมควรต้องมีชื่อเสียงในอาณาจักรบ้าง!”

            เสียงฮือฮาดังลั่นทั่วสนามประลองทันทีที่ผู้ชนะถูกประกาศออกมา

            และแน่นอนว่าผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่

             

            ผมเหลือบตามองดูบรรดาคู่ต่อสู้ของคิมบีโฮ..

            ทั้งหญิงทั้งชาย ต่างมีรอยขาดที่เสื้อให้เห็นกันถ้วนหน้า แต่ที่น่าประหลาดคือไม่มีใครมีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย

            ดูจากสภาพแล้ว..

            มันน่าจะใช้แค่ 'สันดาบ' จัดการคนพวกนั้น

            แต่ก็เถอะ!

            จะต้องมีพลังขนาดไหนกัน หรือไม่ก็วิชาดาบระดับสุดยอดแค่ไหน ถึงได้สามารถโค่นคนกว่าห้าสิบคนด้วยดาบเพียงเล่มเดียวได้แบบที่คนอื่นพูดกันเสียงลั่นสนาม

            ไอ้หมอนี่มันตัวประหลาดประเภทไหนกันแน่!!

             

            “ผู้ชนะในรอบสุดท้ายสนามที่สิบ ซุน โหว หวัง!!”

            ผมเพิ่งตั้งสติกลับมาได้ก็เมื่อเสียงประกาศชื่อผู้ชนะสนามสิบดังก้อง

             

            โหวหวังมันเดินลงเวทีมาด้วยท่าทีร่าเริงสุดขีด ใบหน้านี่ยิ้มกว้างเสียจนผมนึกว่ามันไปคว้าตำแหน่งพระเอกงิ้วมาแทน

            เสื้อมันไม่มีรอยแผลเลยสักนิด แต่เต็มไปด้วยรอยชาดแต้มปากกับแป้งผลัดเลอะเทอะไปทั่ว

            ดูยังไงก็เหมือนเพิ่งหนีจากเรือนบุปผามากกว่าสนามประลอง

            “เอ็งมองผู้ใดอยู่ฤๅ?”

            ซุนโหวหวังเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมสนใจมันเลยแม้แต่น้อย

            “ฤๅมีช่อชบาผู้น่ารักอยู่ทางนั้น!”

            ไอ้เพื่อนหน้าขนของผมนั่นรีบหันตามสายตาผมไป

            แต่พอเห็นว่าเป้าหมายที่ผมมองเป็นผู้ชาย..

            เท่านั้นแหละ.. คิ้วหางไก่ของมันก็ย่นจนเกือบจะผูกเป็นปมอยู่กลางหน้าผาก

            “จริง ๆ นะเกลอ..

            บางคราวฉันก็สงสัยว่าเอ็งเป็นบุรุษผิดเพศฤๅไม่”

             

            “โหวหวัง..

            อาณาจักรปัญจมิตรมีใครที่ใช้แซ่คิมที่เจ้าพอจะนึกออกบ้าง?”

            ผมรีบถามกลับทันที ไม่แม้แต่จะชายตามองวาจาไร้สาระของเจ้าเพื่อนตัวดีเลยสักนิด

             

            “สกุลคิมฤ.. อืม..

            ไม่คุ้นเลย ถามหาคนสกุลนี้ด้วยเหตุอันใด?”

             

            “ก็เจ้าคนที่ชื่อคิมบีโฮผู้นั้นน่ะสิ ใช้เพียงดาบเดียวกวาดคนทั้งสนามนอนกองได้ด้วยสันดาบ”

            ผมพูดพลางหายใจหอบเล็กน้อย..

            ความตื่นตระหนกยังไม่ทันจางไปจากอก มือขวาก็ยกขึ้นแนบดวงตา เรียกเนตรจ้าวมังกรขึ้นมาโดยอัตโนมัติเพื่อเพ่งไปที่เจ้าคิมบีโฮคนนั้น

            แค่กวาดตาดูก็รู้ได้ทันที..

            หมอนั่นเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลาง และดูจากการไหลเวียนปราณแล้ว มันใกล้จะทะลวงสู่ขั้นปลายเต็มที

             

            “หืม..? ดาบเดียวแถมยังใช้สันดาบ..?”

            ตอนแรกเจ้าโหวหวังมันก็แค่หันตามผมไปมองคิมบีโฮเหมือนคนไม่มีอะไรทำ

            แต่พอสายตาเริ่มจ้องนานเข้า ผมก็เห็นมันทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ราวกับพยายามคุ้ยลิ้นชักความทรงจำหาชื่อคนแซ่คิมจากทุกแคว้นที่มันเคยได้ยิน

            “ฉันนึกถึงคนสกุลคิมไม่ออกสักคนเลยเกลอเอ๋ย..

            ส่วนคนที่สามารถใช้เพียบดาบเดียวโค่นคนทั้งสนามได้..

            ฉันก็นึกออกแต่วิชาดาบปราบมังกรของคนสกุลปีกมังกรเท่านั้น”

             

            “ไม่เพียงเท่านั้นโหวหวัง..

            ข้ายังสัมผัสจิตสังหารจากมันได้..!”

            ผมพูดได้แค่นั้นก่อนจะเงียบไป..

            กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอด้วยความรู้สึกอัดแน่นบางอย่างในอก แล้วจึงค่อยเปล่งเสียงต่อออกมา

            “คล้ายว่ามันผู้นี้มีความแค้นที่แน่นคับอกมากมายมหาศาล จิตสังหารของมันเทียบได้กับยี่ฟู่ของข้าเลยทีเดียว”

             

            “ขนาดนั้นเชียว?”

            พอผมพูดถึงคิมบีโฮมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าโหวหวังเริ่มตั้งใจฟังจนหูแทบตั้ง

            เหมือนความสนใจของมันที่เคยลอยไปไกลเริ่มวกกลับมาจดจ่ออยู่ที่หมอนั่นเหมือนกันกับผม

            “เอ็งแน่ใจฤาว่ามิได้มองผิดไป มันอายุเท่า ๆ พวกเรา ไม่น่าจะมีจิตสังหารเทียบได้กับท่านเจ้าคุณหัตถ์ภูติได้หรอกกระมัง”

             

            “ไม่..โหวหวังไม่.. ข้าไม่มีทางรู้สึกไปเองได้”

            ผมพูดประโยคนี้ออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

            ผมมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองสัมผัสได้ มั่นใจในสายตา และมั่นใจว่าหมอนั่นไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ

            “มันผู้นี้ต้องผ่านโศกนาฏกรรมบางอย่างมาที่ทำให้มันผู้นี้มีความโกรธแค้นชิงชังถึงเพียงนั้นแน่”

             

            ตามที่ผมเคยถูกสอนสั่งจากพ่อบุญธรรมของผม

            จิตสังหารที่แท้จริงจะมีได้ก็แค่สองแบบ หนึ่ง คือฆ่าคนมามากพอจนวิญญาณที่ตายใต้คมมือลุกขึ้นมากรีดร้องอยู่ในใจ

            ยิ่งฆ่ามาก จิตสังหารยิ่งหนาแน่นเหมือนหมอกในหุบเขา

            หรือสอง ผ่านเรื่องโหดร้ายในชีวิตจนความแค้นกัดกินหัวใจจนเน่าหนอน

            ความเคียดแค้นแบบนั้นมันจะพ่นออกมาเป็นกลิ่นสังหารที่แค่ได้สัมผัสก็หนาวไปถึงกระดูก

            พอผมมองเจ้าคิมบีโฮนั่น ผมก็แน่ใจว่าหมอนั่นไม่ได้เป็นพวกแรกแน่ ๆ อายุของมันไล่เลี่ยกับผม

            มันไม่มีทางผ่านศึกสังหารมาเท่ายี่ฟู่ของผมที่เคยฟาดฟันกับพรรคมารราตรีค้ำฟ้าแบบนับศพไม่ถ้วน

            แถมจากที่เห็นในสนาม หมอนั่นยังใช้แค่สันดาบจัดการคู่ต่อสู้ ไม่แม้แต่จะให้ปลายคมแตะเนื้อคน

            นั่นยิ่งทำให้ผมมั่นใจขึ้นไปอีก ว่าความอาฆาตแค้นในตัวหมอนั่นน่ะ มันมาจากอดีตที่ถูกฝังลึกบางอย่าง

             

            ผมไขข้อสงสัยแรกได้แล้ว แต่ก็ดันมีอีกข้อเด้งขึ้นมาในหัวแทน

            มันไปเจออะไรมากันแน่..

            อะไรที่ทำให้คนหนึ่งคนมีจิตสังหารแรงกล้าราวกับจิตมันถูกฉีกทึ้งแล้วเย็บกลับด้วยความเคียดแค้นถึงขนาดนี้?

            ผมเดาไม่ออกเลยจริง ๆ

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน