ตอนที่ 54
สิ้นหวัง
เช้าวันที่ 3ภายในมิติลึกลับข้างใต้ตระกูลหยาง
หยางอี้ฟื้นฟูวิชาฝีมือและทดสอบพวกมัน เพื่อปรับวิถีให้เข้ากับร่างกายของตน จนเวลานี้ ทั้ง...ย่างก้าวเงาอสูรขั้นต้นและกระบวนท่าสังหารดั้งเดิม ล้วนใช้ออกได้ไม่มีติดขัด
เป่าซิง กลับมาจากการสำรวจพื้นที่ตั้งแต่วันก่อนหลังจากทำการทดลองต่าง ๆ นับร้อยรอบ แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถหาวิธีกลับขึ้นไปยังพื้นที่ด้านบน
กระทั่งสุดท้ายท้อใจ หยางอี้จึงนำลูกแก้วทั้งสี่ออกมาจากแหวน เมื่อนั้นเส้นแสงของอาคมบนพื้นพลันเกิดแสงเรืองรองขึ้นมา เป่าซิงและหยางอี้ มองหน้าสบตาล้วนเข้าใจความหมายโดยมิต้องเอ่ย แม้ในใจหยางอี้เสียดายสุดขีด แต่อย่างไรการกลับขึ้นไปสู่ด้านบนย่อมสำคัญกว่า
เมื่อนั้นคิดซุกซ่อนสมบัติเอาไว้ลงมือขุดหลุมฝัง ในตำแหน่งแตกต่าง แต่สุดท้ายเมื่อกลับมายังวงอาคมเคลื่อนย้ายกลับไม่สามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับก่อนหน้า เมื่อนั้น ทั้งสองคิดย้อนไปถึงลูกแก้วอีกลูกซึ่งหยางอี้ใช้แลกเปลี่ยนกับแหวนวิถีพรตแห่งขุนเขา จิตใจกลายเป็นดำดิ่งสิ้นหวัง
แต่แล้วหยางอี้ไม่คิดนั่งรอคอยเก็บลูกแก้วกลับคืน ทะยานไวมุ่งหน้านาวาเหนือกาล นำลูกแก้วทั้งสี่วางกลับคืนภายในก่อนจะกลับออกมาหาเป่าซิงที่วงอาคม พร้อมเอ่ยคำ... “ลองดูอีกครา”
เป่าซิงสังเกตเห็นวงแหวนอาคมส่องสว่างกว่าเดิม แต่ยังปรากฏจุดแต้มมืดหมองบางส่วน แม้ไม่พูดออกไปแต่ในใจล้วนไม่คิดว่าจะได้ผล
สุดท้ายความคิดของเป่าซิงผิดวิญญาณเชื่อมโยง มิติสั่นไหว จู่ ๆ ทั่วบริเวณ พลันเกิดเสียงกระหึ่มดังไปทั่วดินแดนข้างใต้หยางอี้หันศีรษะรอบ มองซ้ายสำรวจขวา มองดูสรรพสิ่งรอบข้างพังถล่มเพดานถ้ำเบื้องสูง ซึ่งเคยส่องสว่างระยิบระยับ บัดนี้กลายเป็นมืดดับร่วงลงมา
เป่าซิงรับรู้ถึงเส้นสายมิติที่เชื่อมโยงอ่อนจางรีบตวาดไว สั่งให้หยางอี้กลับมายืนในวงขีดเคลื่อนย้าย หยางอี้ได้ฟังคำ ไม่กล้าชักช้ากระโจนคราเดียว ทั้งร่างก็ตกอยู่ใต้กลุ่มแสงของวงอาคม เป่าซิงเห็นรอบข้างใกล้พังทลายเต็มทีไม่กล้าชักช้า ใช้ออกด้วยพลังพิเศษของตนเต็มกำลัง
เมื่อนั้นทุกสิ่งกลายเป็นดับวูบมิติป้องกันของสถานที่ลึกลับแห่งนี้ ล้วนแตกสลายสิ้น โพรงว่างปกปิดสมรภูมิบรรพกาลกลายเป็นจางหายไปพร้อมกับ...นาวาเหนือกาล
.
.
เหลาสุราน้ำใสการปะทะเพิ่งเริ่ม เสียงอึกทึกดังไกล จนผู้คนร้านตลาดด้านนอกหวาดหวั่นแต่ตระกูลหยางตระเตรียมอยู่ก่อน เมื่อนักบู๊ด้านนอกได้ยินเสียงสัญญาณ ก็กรูกันเข้ารุมล้อมสถานที่ ก่อเป็นชั้นแนว
จ้าวมู่ฝีมือเหนือกว่าหลิวเหวินหงอยู่ก้าวใหญ่ แถมประสบการณ์ต่อสู้ยังสูงส่งกว่าเพียงสองกระบวนท่า ก็ซัดฝั่งตรงข้ามจนบาดเจ็บ เมื่อนั้นสายตาสำรวจไปเห็นนายกองหูสีหน้าแปรเปลี่ยน เมื่อนั้นรู้ดีว่าควรทำสิ่งใดก่อน สิ่งใดหลังตวาดสั่งศิษย์สำนักแม่น้ำใหญ่ ซึ่งติดตามตน และเวลานี้รั้งรออยู่ภายนอกเหลาสุราให้เข้าร่วมวงล้อมจับสองผู้เฒ่าตระกูลหลิว ส่วนตนเองแสดงท่าทีผู้มากความสามารถไม่คิดรังแกผู้อ่อนด้อย ทะยานเข้าไปเอ่ยบางสิ่งกับนายกองหูก่อนที่ทั้งสองจะทะยานออกไปจากเหลาสุราพร้อม ๆ กัน
หลิวอานฝีมือทัดเทียมกับศิษย์เอกทั้งสองของจ้าวมู่ แต่อาศัยประสบการณ์ต่อสู้เหนือกว่าแต่แรกยังพอต้านทานไว้ได้ แต่เมื่อหลิวเหวินหงพ่ายแพ้บาดเจ็บ กลายเป็นเสียสมาธิลังเลสุดท้ายถูกสองศิษย์สำนักแม่น้ำใหญ่ รุกไล่หนักเข้า กลายเป็นมือไม้พัลวัน พลาดท่าถูกซัดจนกระอักโลหิต
หยางอวี่ถงเห็นฝ่ายตนได้เปรียบทั้งขึ้นล่องบวกกับศิษย์อีกเจ็ดคนของผู้อาวุโศจ้าวมู่ ปรากฏตัวล้อมร่างสาหัสของหลิวเหวินหงเมื่อนั้นค่อยทะยานออกจากมุมอับซุกซ่อน แสดงบทผู้นำกล้าหาญ ลอบจู่โจมหลิวอานหนัก ๆคราหนึ่ง จนอีกฝั่งไม่อาจสู้สืบต่อ
แต่แล้วพลันปรากฏเสียงคำรามก้องหลิวเหวินหงที่บาดเจ็บสาหัส คิดฮึดสู้เฮือกสุดท้าย ทะยานฝ่าแนวล้อมกักของศิษย์สำนักแมน้ำใหญ่ทั้งเจ็ดคนหยางอวี่ถงเห็นดังนั้นตกใจ ชักเท้าทะยานถอย พอดีเห็นสองศิษย์เอกของจ้าวมู่ทะยานสวนรับหน้าแทน เมื่อนั้นค่อยหยุดท่าเท้า ยืนมั่นอยู่กับที่ ลิ้มรสชัยชนะด้วยใบหน้าเหยียดหยามผู้คน
เมื่อสองผู้เฒ่าสิ้นฤทธิ์ถูกจับกุมตัวหยางอวี่ถงจึงสั่งให้สังหารกองกำลังทั้งหมดของตระกูลหลิวที่ยกมาในครั้งนี้ก่อนจะนำตัวเชลยทั้งสาม กลับไปยังหมู่ตึกตระกูลหยาง คิดดำเนินการสะสางความโดยไว หวังจะอาศัยโอกาสงามรุกคืบยึดครองตระกูลหลิวในคราเดียว
ซึ่งแผนรุกคืบไวล้วนเป็นสิ่งที่เพิ่งแทรกขึ้น ด้วยจ้าวมู่คิดยืมมือนายกองหูเอ่ยคำว่ากล่าวต่อผู้ตรวจการของเทียนถัง ยืนยันว่าตระกูลหลิวเป็นฝ่ายผิดไม่คิดแค่เรียกร้องผลประโยชน์ชดเชย แต่คิดยกทัพไปยึดครองทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหลิวลงเท้าฝั่งอำนาจในเมืองป่าไผ่แดงไปในคราเดียว
จ้าวมู่และนายกองหูยังมิทันกลับมาการสอบสวนเบื้องต้นจึงยังมิเกิดขึ้น แต่หยางอวี่ถงมิคิดอยู่เฉยรอคอยจับสามเชลยมาผูกขึงกับเสาเหล็ก ณ ลานกลางแจ้งด้านหลังแต่ด้วยสองผู้นำตระกูลหลิวยังจำเป็นต่อแผนการ จึงให้เป็นเพียงผู้ชมส่วนทัณฑ์ทรมานล้วนกระทำแค่หยางเฉิง ที่บอบช้ำไปทั้งร่าง ลมหายใจรวยริน
อ๊ากกกกก !!!
แม้สูญเสียแขนสองข้างแต่ยังมิเจ็บปวดเท่าการคว้านลึกเข้าสะบั้นจุดชีพจรลมปราณ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าสองแขนก็ไม่เหลือ ชีพจรก็ไร้ค่า คงเหลือสองขาไว้หยัดยืน” หยางอวี่ถงยิ่งมา ยิ่งลงมือหนักข้อ“เอาละ ในเมื่อเจ้าไม่ชอบก้มหัวให้ผู้อื่น เช่นนั้นก็...”คมมีดวิเศษระดับมนุษย์ชั้นต้น แทงทะลุเข้าที่เอ็นร้อยหวายของหยางเฉิงก่อนจะกระตุกดึงออกด้านหลัง จนข้อเท้าตกห้อยทั้งซ้ายขวา “ยืนไม่ได้แล้วยืนไม่ได้แล้ว” เสียงเอ่เย้ยหยันปนชอบอกชอบใจของหยางอวี่ถงทำให้สองผู้เฒ่าที่ถูกมัดปิดปาก ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความคับแค้นสงสาร แต่จนใจแม้อยากช่วยเหลือหยางเฉิงเพียงใด แต่เวลานี้ตนเองยังมิรู้ชะตากรรมข้างหน้า
แต่แล้วพลันเกิดเสียงโหวกเหวกดังใกล้ม้าเร็วส่งข่าวของตระกูลหยาง เร่งรุดมารายงาน กองกำลังที่เหลือของตระกูลหลิว ยกจ่อประชิดหน้าประตูทางเข้าใหญ่เมืองน้ำใสห่างเพียงไม่ถึงสองหลี่ ผู้นำทัพคือ...หลิวซีอิ๋ง
หยางอวี่ถงแทนที่จะแตกตื่นตกใจเช่นทุกคราวันนี้กลับยินดี ปรบมือชอบใจ สั่งการให้ลูกน้องอย่าได้ขัดขวาง ก่อนเอ่ยคำอุปมา เปรียบกองกำลังของหลิวซีอิ๋งดั่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ตนเองช่างโชคดี มิต้องเหนื่อยยกทัพไปสังหารไกลถึงพันหลี่
คำสั่งถ่ายทอดไวทันทีที่หลิวซีอิ๋งยกมาถึง ประตูใหญ่ก็มิได้ปิดขวาง ทัพม้าเร็วสามสิบกว่าชีวิตควบทะยานกระหึ่มบนพื้นศิลาเมืองน้ำใส หลิวซีอิ๋งถือเป็นสะใภ้ตระกูลหยางย่อมจดจำเส้นทางมุ่งหน้าหมู่ตึกตระกูลหยางจนขึ้นใจ ควบอาชาคู่กาย ทะยานนำหน้าไม่กี่อึดใจ ก็มาถึงที่หมาย พบนักบู๊ฝ่ายตรงข้าม ตั้งแถวหน้าไม้ป้องกันเอาไว้ก่อนแต่กลับไม่คิดยิงสังหาร เพียงเอ่ยวาจา ให้ผู้คนลงจากหลังม้า
หลิวซีอิ๋งกำลังเดือดดาลมีหรือจะฟังคำเตือน ไม่ลังเลแม้สักเสี้ยว ตะโกนสั่งคำ...บุกกกกก !!! ดังสะท้านด้วยระยะหักหาญกระชั้นใกล้ ม้าไวทะยานคราเดียว กระแทกถึงมือเกาทัณฑ์แถวหน้า จนล้มกลิ้งระเนระนาดแต่แถวหลัง ยังง้างยิงตอบโต้ได้ทัน แต่ฝั่งหนึ่งฮึกเหิม อีกฝั่งตั้งแถวแนวฉุกละหุกไม่อาจต้าน หลิวซีอิ๋ง แม้ไม่เก่งกาจเท่าสามี แต่ฝีมือยังนับว่าเหนือกว่าชนชั้นนักบู๊ทั่วไปหลายขุมทันทีที่ม้าศึกเข้าถึงลานด้านหน้า ก็โจนทะยานลอยสูงลงจากหลังม้าเตะต่อยจนผู้ที่กรูกันออกมาขัดขวางล้มกลิ้งระเนระนาด
ผู้ติดตามด้านหลังเห็นนายหญิงกระทำเช่นไร ล้วนกระทำตาม ลงจากหลังม้า กระชับศาสตราคู่กายมั่น บุกตะลุยตามหลังรุกไปถึงที่ใด บ่าวไพร่ล้วนหลบลี้ สุดท้ายโจนทะยานตามเสียงร้อง มาถึงโถงหลังค่อยพบหยางอวี่ถง ตั้งทัพผู้ฝึกตนเอาไว้รอคอย ใบหน้ายิ้มเย้ย จ้องมองหลิวซีอิ๋งก่อนจะปักมีดสั้น เสียบลึกเข้าชายโครงของหยางเฉิง ที่ถูกมัดตรึงอยู่ข้างกาย
หลิวซีอิ๋งทั้งเดือดดาลและท้อแท้ยามนั้นสายตากวาดไปเห็นบิดาและอารอง ทั่วร่างกลายเป็นอ่อนระโหยไร้เรี่ยวแรงความสิ้นหวังกรูกันเข้ากัดกิน หลั่งน้ำตานองตัวสั่นเทาเลือดลมในร่างกลายเป็นติดขัด คล้ายจะเป็นลมหมดสติ ภาพเบื้องหน้าที่เคยแจ่มชัด กลายเป็นวูบไหวเชื่องช้าเสียงโหวกเหวกภายนอก ล้วนห่างไกลออกจากตัว สองหูจู่ ๆ ก็กลายเป็นมืดบอดไม่อาจรับรู้สิ่งใดได้อีก
ใครจับตัวมันนังผู้หญิงนั่นได้คนผู้นั้นจะได้นังนั่นเป็นรางวัล ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!!
เสียงตะโกนดังพร้อมความคิดลามก หยาบช้า ส่งให้สมุนมากฝีมือพุ่งคมศาสตราเข้าใส่กลุ่มของหลิวซีอิ๋งส่วนตัวของหญิงงามก็ถูกเหล่าหัวหน้าทั้งสามของพวกมันยื้อแย่งหมายเป็นผู้กระแทกทำร้ายเป็นคนแรก ได้ตัวหญิงงามไปครอง
หลิวซีอิ๋งยามนี้สิ้นหวังจนไม่คิดต้านฝืน
...ท่านพ่อท่านอารอง หยางเฉิง ข้าคงไม่อาจช่วยพวกท่านได้ ข้าขอโทษ
ความคิดสุดท้ายของหญิงสาวแต่ก่อนที่สติจะหลุดลอย ภาพราวฝันของบุตรชายพลันลอยวูบมาที่เบื้องหน้าปากงามที่แห้งผาก พลันเอ่ยคำเบาออกมา “ยะ...หยาง...อี้...” ถ้อยคำสุดท้าย ก่อนที่ทุกสิ่งเบื้องหน้าของนางจะดับวูบลง