ร่องรอยของฤดูหนาวที่เคยเกรี้ยวกราดและเย็นเยียบจนบาดลึกถึงกระดูกกำลังค่อยๆถูกกาลเวลาพัดพาให้เจือจางลงไปทีละน้อยผืนหิมะที่เคยทับถมหนาจนกลบฝังทุกสรรพสิ่งบนลานกว้างของจวนตระกูลเสิ่นเริ่มละลายกลายเป็แอ่งน้ำเล็กๆ กระจายตัวอยู่ตามร่องกระเบื้องดินเผาและพื้นทรายหยาบแสงตะวันในยามโพล้เพล้สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำเ่าั้สะท้อนประกายสีส้มอมแดงที่กำลังจะถูกความมืดมิดของยามราตรีกลืนกิน
ลมเหนือที่เคยกรีดร้องหวีดหวิวบัดนี้ลดระดับลงเหลือเพียงสายลมเอื่อยมันหอบเอากลิ่นความชื้นของไอดิน กลิ่นหญ้าอ่อนที่กำลังพยายามแทงยอดทะลุผืนดินและกลิ่นของฤดูกาลที่กำลังจะผลัดเปลี่ยนมาโลมไล้ผิวพรรณ
…
สวนทิศใต้ในเรือนตระกูลเสิ่น
ต้นท้อใหญ่ที่เคยยืนต้นตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวและแห้งโกร๋นท่ามกลางพายุหิมะบัดนี้ไม่ได้มีเพียงกิ่งก้านเปล่าเปลือยอีกต่อไปบนเปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มที่หยาบกร้าน ปรากฏชีวิตเล็กๆใต้เปลือกไม้ผุดขึ้นมาตามซอกกิ่ง มันยังไม่ได้ผลิบานออกเป็กลีบสีชมพูอ่อนหวานทว่าส่วนปลายสีชมพูเรื่อของตุ่มดอกเ่าั้บ่งบอกถึงจังหวะเวลาแห่งชีวิตที่กำลังเฝ้ารอเพียงแค่อากาศอุ่นขึ้นอีกนิดเดียว
ภายใต้ร่มเงาของกิ่งที่กำลังเตรียมผลิบานเ่าั้เด็กสามคนนั่งพักผ่อนอยู่บนระเบียงไม้กระดานที่ทอดยาวขนานไปกับลานฝึกวรยุทธ์
เล่มหนึ่งสะอาดเกลี้ยงเกลา ไร้รอยขีดข่วนส่วนอีกเล่มมีรอยถลอกลึกร่องรอยของการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงตลอด่บ่ายที่ผ่านมายังคงหลงเหลืออยู่ในรูปของหยาดเหงื่อที่ซึมชื้นอยู่ตามไรผมและลมหายใจที่ยังคงหอบถี่เป็ระลอก
จ้าวเหยียนโจวในวัยแปดหนาวนั่งพิงหลังกับเสาไม้ด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายที่สุดเสื้อคลุมสีงาช้างของเขาถูกปลดกระดุมคอออกเล็กน้อยเพื่อระบายความร้อนป้ายหยกมันแพะที่เอวถูกถอดวางไว้บนพื้นกระดานข้างลำตัวเพื่อไม่ให้เกะกะยามเคลื่อนไหวใบหน้าของเด็กชายแดงปลั่งจากการออกแรงดวงตาของเขาทอประกายสดใสและเปี่ยมไปด้วยพลังงานที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเหือดแห้ง
เขากำลังเล่าเื่ราวบางอย่างด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วกังวาน และเป็ธรรมชาติ สองมือขยับวาดลวดลายไปในอากาศเพื่อประกอบการอธิบาย
"เชือกป่านมันตึงมากข้าบอกให้ขันทีน้อยค่อยๆ ผ่อนสายลง แต่มันกลับกระตุกแรงเกินไป"จ้าวเหยียนโจวเล่าถึงเหตุการณ์การเล่นว่าวในอุทยานหลวงเมื่อหลายวันก่อน
"ว่าวรูปพญาอินทรีของข้าเลยเสียหลักลมตีเข้าปะทะจนหมุนคว้างกลางอากาศ แล้วก็... ปึ่ก! เชือกขาดผึงไปเลยว่าวตัวนั้นลอยละลิ่วข้ามกำแพงวังหลังไปตกลงที่ใดก็ไม่อาจรู้ได้ขันทีน้อยหน้าซีดเผือด คุกเข่าขอโทษซ้ำๆ จนข้าเองยังใ"
เถาอิ่งที่นั่งพับเพียบอยู่ไม่ไกลฟังเื่เล่านั้นด้วยความตั้งใจ ดวงตากลมโตของเด็กหญิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยมือสองข้างประคองถ้วยชาดินเผาที่ส่งควันสีขาวจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นสู่อากาศ
"แล้วท่านลงโทษเขาหรือไม่"เถาอิ่งถามแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเธอใสกระจ่างและปราศจากความเกรงกลัว
"ข้าจะลงโทษเขาไปทำไมกันลมต่างหากที่เป็ฝ่ายผิด" จ้าวเหยียนโจวหัวเราะร่วนยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผาก
"ข้าเพียงแต่บอกให้เขาไปทำว่าวรูปปลาหลีฮื้อมาให้ข้าใหม่ตัวหนึ่งคราวนี้ข้าจะใช้เชือกที่หนากว่าเดิม ลมแรงเพียงใดก็ไม่มีวันพัดมันขาดได้อีก"
จ้าวเหยียนโจวเล่าเื่ของตนเองต่อไปเขาเล่าถึงสีสันของว่าวตัวใหม่ เล่าถึงลมในฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดกำแพงวังเขาพูดด้วยความคุ้นชินของการเป็จุดศูนย์กลางในทุกบทสนทนาพูดด้วยความเบิกบานที่เขาค้นพบได้เพียงเฉพาะเวลาที่ก้าวเท้าเข้ามาในจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังอ้าปากเตรียมจะบรรยายถึงความยาวของหางว่าวรูปปลาหลีฮื้อเสียงพูดของเขากลับค่อยๆ ขาดห้วงและเบาลงจนกลืนหายไปกับเสียงลม
ไม่ใช่เพราะเขานึกเื่เล่าไม่ออกไม่ใช่เพราะเขาเหนื่อยล้าจากการเปล่งเสียง
ทว่าสายตาของจ้าวเหยียนโจวบังเอิญทอดไปหยุดอยู่ที่ความเคลื่อนไหวแ่เบาของคนสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
เถาอิ่งไม่ได้มองมาที่เขาอีกต่อไปสายตาของเด็กหญิงเลื่อนจากใบหน้าของจ้าวเหยียนโจวไปตกกระทบยังเสี้ยวหน้าด้านข้างของเสิ่นเยี่ยนฉือที่นั่งอยู่ถัดไปเพียงหนึ่ง่แขน
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้นั่งพิงเสาเหมือนจ้าวเหยียนโจวแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงตามความคุ้นชิน ทว่าลาดไหล่ผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์เขานั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง สองมือวางประสานกันไว้บนตักอย่างเงียบเชียบดวงตาที่เคยมืดมิดและระแวดระวังทอดมองออกไปยังกิ่งท้อที่ทอดตัวอยู่เหนือศีรษะ
เขาไม่ได้เอ่ยขัดจังหวะบทสนทนาของจ้าวเหยียนโจวไม่ได้แสดงท่าทีว่ากำลังตั้งใจฟัง หรือเบื่อหน่าย ทว่าเขาอยู่ที่นั่นดำรงอยู่อย่างเงียบสงบในพื้นที่ของตนเอง
เถาอิ่งมองเสี้ยวหน้าของเด็กชายในชุดสีเข้มเธอวางถ้วยชาในมือลงบนพื้นกระดานไม้อย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงกระทบกันดังเกินไป ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกเพียงนิดเดียวระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะััได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของกันและกัน
เด็กหญิงชี้ปลายนิ้วเล็กๆขึ้นไปยังกิ่งท้อกิ่งหนึ่งที่ยื่นต่ำลงมาเหนือระเบียง
"ดอกที่ยังไม่ผลิตรงนั้น"เถาอิ่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอแ่เบาและนุ่มนวลมันไม่ได้ถูกเปล่งออกมาเพื่อทะลุผ่านความเงียบของลานกว้างไม่ได้้าดึงดูดความสนใจจากใครอื่นทว่ามันเป็ระดับเสียงที่ดังพอดีสำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เท่านั้น
"มันใหญ่กว่าเมื่อวานอีกนะพี่ใหญ่"
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้สะดุ้งใไม่ได้หันขวับมามองตามเสียงเรียกในทันที เขาเพียงแค่ขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าเลื่อนสายตาตามทิศทางที่ปลายนิ้วของเด็กหญิงชี้ไป
เขามองดูปลายสีชมพูเรื่อที่กำลังพยายามผลักดันตัวเองออกจากเปลือกไม้ที่แข็งกระด้าง
"อืม"
เสิ่นเยี่ยนฉือตอบรับด้วยเสียงที่แหบเบาในลำคอมันเป็เพียงพยางค์เดียวที่แสนจะเรียบง่าย ไร้ซึ่งความหมายที่สลักสำคัญทว่ามันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคงและจังหวะที่ลงตัว
เถาอิ่งไม่ได้พูดสิ่งใดต่อเธอเพียงแค่พยักหน้ารับ รอยยิ้มบางๆที่ไม่จำเป็ต้องประดิษฐ์ประดอยผุดขึ้นบนมุมปาก เธอละสายตาจากต้นท้อกลับมาจดจ่ออยู่กับลวดลายบนถ้วยชาของตนเองอีกครั้ง
จ้าวเหยียนโจวนั่งมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ
เื่ราวของว่าวรูปปลาหลีฮื้อและขันทีน้อยในอุทยานหลวงถูกทิ้งค้างไว้กลางอากาศทว่าเขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองที่ถูกแย่งความสนใจไม่ได้รู้สึกว่าตนเองถูกหมางเมินหรือถูกลดความสำคัญลง
เขากะพริบตามองดูระยะห่างระหว่างหัวไหล่ของเถาอิ่งและเสิ่นเยี่ยนฉือมองดูจังหวะที่เธอเอ่ยคำพูดเบาๆ และจังหวะที่เขาตอบรับด้วยเสียงในลำคอมองดูความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสองหลังจากบทสนทนาสั้นๆ นั้นจบลง
มันเป็ความเงียบที่แปลกประหลาด
สำหรับจ้าวเหยียนโจวความเงียบมักจะหมายถึงความอึดอัด หมายถึงการรอคอยคำสั่งหมายถึงความว่างเปล่าที่ต้องรีบหาคำพูดมาเติมเต็มทว่าความเงียบที่เขากำลังทอดสายตามองอยู่นี้กลับไม่มีช่องว่างให้สอดแทรกสิ่งใดลงไปได้เลย
มันไม่ได้ผลักไสเขาออกไปแต่มันเป็ความเงียบที่กลมเกลียวและดำเนินไปโดยอาศัยจังหวะลมหายใจของคนเพียงสองคนเป็การสื่อสารที่ไม่้าพื้นที่เพิ่ม ไม่้าคำอธิบาย และไม่้าพยาน
จ้าวเหยียนโจวไม่ได้รู้สึกเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาในอกเขาไม่ได้มีความอิจฉาริษยา หรือความปรารถนาที่จะทำลาย่เวลานั้นเขายังอายุเพียงแปดหนาวโลกของเขายังคงเต็มไปด้วยความสว่างไสวและความอยากรู้อยากเห็น เขาเพียงแค่รู้ว่าในวินาทีนี้ พื้นที่ตรงนั้นมีความสมบูรณ์แบบในตัวของมันเองแล้ว
จ้าวเหยียนโจวขยับตัวอย่างแ่เบาเขาใช้มือยันพื้นกระดานไม้ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้เขาไม่ได้กระแอมไอ ไม่ได้บอกกล่าวว่าจะไปที่ใด และไม่ได้เอ่ยขออนุญาต
เขาปัดฝุ่นออกจากกางเกงก่อนจะก้าวเท้าเดินออกห่างจากระเบียงไม้มุ่งหน้าไปยังลานทรายหยาบที่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้า
ฝีเท้าของเขาย่ำลงบนพื้นลานที่ปราศจากหิมะทิ้งระยะห่างจากระเบียงไม้และต้นท้อใหญ่ออกมาประมาณสิบก้าว มันไม่ใช่การเดินหนีไม่ใช่การแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจเขาเพียงแค่รู้สึกโดยสัญชาตญาณอันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ว่าเขาควรจะปล่อยให้พื้นที่ตรงนั้นดำเนินต่อไปในจังหวะของมัน
จ้าวเหยียนโจวหยุดยืนอยู่กลางลานกว้างเขายกสองมือขึ้นไพล่หลัง แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างสง่างามตามสรีระที่ถูกฝึกฝนมาทว่าผ่อนคลายและไร้ความกังวล
เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน
แสงตะวันสีส้มอมแดงได้ถูกความมืดมิดกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้วท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้มลึกล้ำราวกับผืนกำมะหยี่ผืนใหญ่และบนผืนกำมะหยี่นั้น ดวงดาวดวงแรกของค่ำคืนได้ปรากฏตัวขึ้น
มันส่องประกายระยิบระยับเป็จุดสีเงินสว่างไสวอยู่ท่ามกลางความอ้างว้างของแผ่นฟ้า
จ้าวเหยียนโจวจดจ้องมองดวงดาวดวงนั้นลมหนาวระลอกปลายฤดูพัดมาปะทะใบหน้า ทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกไอความร้อนถูกพ่นออกมาเป็ควันสีขาวจางๆ เขาหลับตาลงชั่วครู่ซึมซับความสงบเงียบของลานกว้างซึมซับความรู้สึกของการได้ยืนอยู่เพียงลำพังใต้แผ่นฟ้าที่กว้างใหญ่ โดยไม่ต้องแบกรับสายตาของผู้ใด
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจท้องฟ้าเริ่มปรากฏดวงดาวเพิ่มขึ้นอีกหลายดวงแสงสว่างจากโคมไฟกระดาษภายในจวนเริ่มถูกจุดขึ้นทีละดวงขับไล่ความมืดมิดที่เริ่มโรยตัวลงมา
จ้าวเหยียนโจวเปิดเปลือกตาขึ้นเขาคลายมือที่ไพล่หลังออก ก่อนจะหมุนตัวหันกลับไปยังระเบียงทางเดิน
ที่ตรงนั้นภายใต้ร่มเงาของต้นท้อที่กำลังเตรียมผลิบานเถาอิ่งและเสิ่นเยี่ยนฉือยังคงนั่งอยู่ด้วยกัน ท่ามกลางแสงสลัวของยามพลบค่ำรูปร่างของคนทั้งสองหลอมรวมกับเงาไม้และแสงโคมไฟจนดูคล้ายเป็ภาพวาดที่สงบนิ่ง
เถาอิ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบส่วนเสิ่นเยี่ยนฉือยังคงนั่งชันเข่ามองออกไปที่ขอบฟ้าความเงียบที่ทอดตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองยังคงเดิม ไม่ได้จางหายไปและไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็ความอึดอัด
จ้าวเหยียนโจวระบายยิ้มออกมาเป็รอยยิ้มที่กว้างขวาง สว่างไสว และเป็ธรรมชาติอย่างที่สุดรอยยิ้มที่ปราศจากร่องรอยของการฝืนทน หรือการพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกใดๆ
เขาก้าวเท้าเดินกลับเข้าไปหาร่มเงานั้นฝีเท้าของเขากลับมามีความหนักแน่นและมีชีวิตชีวาเช่นเดิม
เมื่อเขาก้าวขึ้นไปบนระเบียงไม้เถาอิ่งลดถ้วยชาในมือลง เด็กหญิงหันมามองเขา ดวงตากลมโตทอประกายสดใส
"ท่านไปยืนทำอะไรตรงนั้นตั้งนานอากาศเริ่มเย็นแล้วนะ" เถาอิ่งเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความสงสัยตามประสาเด็ก
"ข้าแค่ไปดูว่าดาวดวงไหนจะโผล่มาก่อนกัน"
จ้าวเหยียนโจวตอบอย่างอารมณ์ดี เขาทรุดตัวลงนั่งประจำที่เดิมตรงข้ามกับเถาอิ่งหยิบป้ายหยกมันแพะขึ้นมาผูกกลับเข้าที่เอว
"และข้าก็ชนะข้าทายถูกว่าดาวดวงที่อยู่ตรงทิศตะวันออกจะสว่างก่อนใคร"
เถาอิ่งหัวเราะเบาๆ
"ท่านชอบเล่นทายอะไรแปลกๆอยู่เรื่อย"
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้เอ่ยคำใดเขาเพียงแค่ละสายตาจากขอบฟ้า เลื่อนมาหยุดมองที่จ้าวเหยียนโจวเพียงชั่วครู่แววตาของเด็กชายในชุดสีเข้มยังคงสงบงันและลึกล้ำ ทว่าปราศจากความหวาดระแวงเขาไม่ได้ถามว่าจ้าวเหยียนโจวหายไปไหน ไม่ได้มีท่าทีขับไล่หรือรำคาญใจที่วงสนทนาจะกลับมามีเสียงเจื้อยแจ้วอีกครั้ง
จ้าวเหยียนโจวขยับตัวเข้าหาโต๊ะชาเอื้อมมือไปรินน้ำชาที่เริ่มเย็นชืดลงในถ้วยของตนเอง
"แล้วเมื่อครู่ข้าเล่าถึงไหนแล้วนะ"
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะทำหน้านึกคิด
"อ้อใช่! ว่าวรูปปลาหลีฮื้อพรุ่งนี้ข้าจะให้ขันทีเตรียมเชือกที่หนาที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้วข้าจะเอามันมาลองเล่นที่ลานทรายนี้ หากมันยังขาดอีกข้าจะยอมให้พวกเ้าปั้นหิมะปาใส่ข้าเลย!"
เถาอิ่งหัวเราะร่วนรับคำท้านั้น
"หิมะละลายเกือบหมดแล้วท่านจะให้ข้าเอาโคลนปาใส่ท่านแทนหรือ"
"โคลนก็โคลนสิข้าไม่กลัวหรอก!"
เสียงพูดคุยโต้ตอบและเสียงหัวเราะของจ้าวเหยียนโจวและเถาอิ่งกลับมาดังกังวานอีกครั้งทำลายความเงียบงันของยามพลบค่ำให้จางหายไป ลมเหนือพัดผ่านมาแ่เบาหอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิวทว่าไม่อาจเจาะทะลุผ่านความอบอุ่นที่ห่อหุ้มระเบียงไม้แห่งนี้ได้
บรรยากาศกลับคืนสู่ความปกติอย่างสมบูรณ์แบบไม่มีคำอธิบายใดๆ เกี่ยวกับ่เวลาสั้นๆที่จ้าวเหยียนโจวเลือกเดินออกไปยืนอยู่ลำพัง
ทุกอย่างดำเนินไปราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แสงโคมไฟจากภายในอาคารหลักถูกจุดให้สว่างขึ้นอาบย้อมพื้นที่ระเบียงไม้ให้กลายเป็สีเหลืองนวล
เด็กสามคนนั่งรวมวงกันอยู่ใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่กิ่งก้านที่ทาบทับอยู่เหนือศีรษะของพวกเขากำลังประคองปลายสีชมพูเรื่อที่พองโตขึ้นกว่าเมื่อวันวานมันกำลังเฝ้ารอเวลาที่จะปริแย้มกลีบออกมารับแสงแดดของฤดูใบไม้ผลิอย่างเงียบๆ
และเื้ักิ่งก้านเ่าั้ท้องฟ้ายามราตรีได้เปิดกว้างเผยให้เห็นดวงดาวนับร้อยพันที่ทอประกายอยู่เหนือลานจวนส่องสว่างอย่างเยือกเย็นและเนิ่นนาน