บทที่ 1 จันทราที่เปล่งประกาย
พิภพแห่งนี้มีนามว่า เทียนเหยียน ดินแดนอันกว้างไพศาลที่ถือกำเนิดจากพลังฟ้าดิน
ลมปราณแห่ง์และโลก ได้ไหลเวียนทั่วผืนพิภพอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก่อกำเนิดสรรพชีวิตนับหมื่นพัน และสิ่งลี้ลับมากมายเกินกว่าจะหยั่งถึง
เมื่อเส้นทางแห่งวิถีเซียนได้เปิดขึ้น เหล่ามนุษย์ต่างไล่ล่าหาความเป็นิจนิรันดร์พวกเขาถูกเรียกขานว่า ผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ และความเร้นลับมากมาย
เพียงหนึ่งหมัด โค่นล้มต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากนับร้อยปีเพียงหนึ่งฝ่าเท้าบดขยี้แผ่นศิลาแหลกสลายเป็ผุยผง
ยิ่งผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตล้ำลึกแห่งมรรคายุทธ์เพียงสะบัดแขนก็อาจแยกูเา แหวกธารา เหาะเหินเหนือชั้นฟ้า โบยบินข้ามพสุธาดุจเทพเซียนมีชีวิตยืนยาวราวนับอสงไขย
ส่วนผู้ไร้พลังยุทธ์ก็เปรียบดั่งใบไม้แห้งท่ามกลางสายลม ไม่อาจต้านทานโรคภัยและกระแสแห่งกาลเวลา แม้จะดำรงชีวิตอย่างสงบสุขหากแต่ร่างกายก็ย่อมเสื่อมสลายภายในร้อยปี
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์ คือพลังยุทธ์ เป็พลังที่ต้องใช้ความเพียรพยายาม และการขวนขวายหาโอสถหรือวัตถุดิบชั้นเลิศมาเสริมสร้าง
โดยมี รากปราณ เป็จุดศูนย์กลางทำหน้าที่หล่อหลอมพลังฟ้าดินแปรสภาพให้เป็พลังยุทธ์ที่เหมาะสมกับร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์
และถูกกักเก็บเอาไว้ที่จุดตันเถียน ก่อนที่จะไหลเวียนไปทั่วร่างผ่าน เส้นลมปราณ
.
แต่หากผู้ใดไร้ซึ่ง รากฐานแห่งปราณย่อมไม่อาจเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางแห่งผู้ฝึกยุทธ์มิอาจไขว่คว้าวิถีเซียนอันทอดยาวสู่ความเป็นิรันดร์ได้
รากฐานแห่งปราณ แบ่งเป็ 2 ส่วนสำคัญ
ส่วนแรก รากปราณ เป็ผลึกลมปราณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในจุดตันเถียน ทำหน้าที่หล่อหลอมพลังฟ้าดินให้แปรเปลี่ยนเป็พลังยุทธ์ และคอยรักษาสมดุลของพลังยุทธ์ที่ไหลเวียนทั่วร่างอีกทั้งยังเป็สัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงพร์โดยกำเนิด
ส่วนที่สอง โลหิตปราณ เป็แก่นโลหิตพิสุทธิ์ที่กักเก็บสายโลหิตบริสุทธิ์เอาไว้ภายในหัวใจและถูกหล่อเลี้ยงโดยโลหิตดั้งเดิมของร่าง
.
พลังสายโลหิต เป็รากฐานอันลึกล้ำของผู้ฝึกยุทธ์หากเป็เพียงสายโลหิตธรรมดา ก็ยากที่จะฝืนลิขิตฟ้าเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ในการก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่การเป็เซียน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้
หากเป็สายโลหิตพิเศษที่สืบทอดมาั้แ่โบราณหรือมีสายเืของเหล่าเทพ มาร ปีศาจ อสูร ก็สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้อย่างง่ายดาย
.
เมื่อสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นพวกเขาจะเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า ปราณธาตุ เป็พลังธาตุที่มาพร้อมกับพลังฟ้าดินและหล่อหลอมขึ้นในร่างกายกลายเป็ปราณธาตุประจำตัวของผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนซึ่งมีอยู่ 4 ธาตุ
ธาตุดิน หนักแน่น ดั่งพสุธาอันมั่นคง
ธาตุน้ำ แปรเปลี่ยนไหลลื่นดั่งสายน้ำไม่หยุดนิ่ง
ธาตุลม รวดเร็วดุจพายุพริ้วไหวไร้รูปร่าง
ธาตุไฟ ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงแผดเผาทุกสิ่ง
แต่ก็ยังมีผู้ที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับปราณธาตุอันหายากเรียกว่า ปราณธาตุพิเศษ ที่เปี่ยมไปด้วยความอันลี้ลับน่าพิศวง
ธาตุแสงสว่าง บริสุทธิ์ เยียวยา ต่อต้านพลังมารและอำนาจชั่วร้าย
ธาตุความมืด ลึกลับ ร้ายกาจซ่อนเร้นในเงามืด
⛰️⛰️⛰️
ณ หมู่บ้านไผ่ทมิฬ
เสียงแห่งธรรมชาติของเหล่าสรรพสัตว์ดังก้องกังวานขับกล่อมไปพร้อมกับแสงอรุณแรกของวัน ดวงตะวันค่อย ๆ ลอยพ้นขอบฟ้า สาดแสงสีทองไปทั่วผืนปฐีอันกว้างใหญ่
ไอหมอกจางลอยเหนือยอดหญ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำค้างกลิ่นดินชื้นหลังราตรีอันยาวนานอบอวลไปทั่วผืนแผ่นดิน
ริมลำธารเล็ก ๆส่งเสียงน้ำไหลเอื่อยบรรเลงเป็ท่วงทำนองแห่งความสงบป่าไม้ที่ล้อมรอบส่งเสียงขับขานของนกนานาชนิด
.
ภายใต้ต้นไม้ใหญ่เด็กชายผู้หนึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่เพียงลำพัง เขารูปร่างผอมบางแต่ใบหน้ากลับงดงามเยี่ยงกระบี่หยก คิ้วโค้งดั่งคันศรเทพเทวา จมูกโด่งเป็สันราวกับผาหินที่ตั้งตระหง่านดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวรัตติกาล มองเหม่อไปยังขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสีคราม
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่าแต่ลึกลงไปกลับฉายความเศร้าเจือความสับสน ความฝันเมื่อค่ำคืนยังคงหลอกหลอนอยู่ภายในจิตใจ
"เขา... คือใครกันแน่!!"
เด็กชายเอ่ยพึมพำในลำคอ ราวกับถามตัวเองเสียงนั้นบางเบาราวกับสายลมที่พัดผ่านแต่แฝงด้วยความหนักหน่วงของบางสิ่งที่ยังไร้คำตอบ
ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือหยิบตะกร้าไม้เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ทั้งใบเขียวสด รากไม้แห้งกรังและดอกไม้ป่าที่ส่งกลิ่นหอมจาง ๆ
มาสะพายไว้บนแผ่นหลังอย่างระมัดระวัง พร้อมกับเอื้อมมือไปคว้าปลายเชือกที่ผูกไว้กับท่อนไม้สามท่อน
เขาขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อจัดสมดุล ก่อนย่างกายผ่านเส้นทางลูกรังที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปสู่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง
แม้ไม่ใช่หมู่บ้านที่ใหญ่โตแต่กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่น และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย
.
เมื่อมาถึงทางเข้าหมู่บ้านเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังลอยมาแต่ไกล เหล่าเด็กน้อยในชุดผ้าฝ้ายสีครามพากันวิ่งเล่นไปตามลานดินปาหญ้าแห้ง หรือไล่จับกันไปมาอย่างไร้ความกังวล
สองข้างทางมีชาวบ้านเริ่มทยอยออกมาจากบ้านเรือนบ้างก็ยืนคุยกันหน้าบ้านบ้างก็เตรียมรถเข็นฟืนหรือกาน้ำร้อนเพื่อเริ่มต้นเช้าวันใหม่
เสียงจามของชายชรา เสียงแม่ค้าที่ะโเรียกลูกชายและเสียงแมวที่เกียจคร้านนอนอยู่บนหลังคาทุกอย่างล้วนผสมผสานเป็ภาพแห่งวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
เมื่อชาวบ้านพากันเห็นร่างอันบอบบางของเด็กชายต่างก็กล่าวทักทายในยามเช้า ดูเหมือนว่าเขาจะเป็ที่รู้จักของคนในหมู่บ้าน
นอกชื่อเสียงเื่ความขยันหมั่นเพียรชอบช่วยเหลือผู้อื่น เขาก็ยังเป็บุตรชายของช่างไม้ผู้เรืองชื่อในหมู่บ้านแห่งนี้
.
ก่อนที่เขาจะเดินพ้นรั้วไม้เก่าของชายขอบหมู่บ้านสายตาของเขาก็ตกกระทบเข้ากับเด็กชายกลุ่มหนึ่งที่กำลังฝึกฝนกระบวนท่าอย่างขะมักเขม้น
พวกเขาอยู่ในวัยใกล้เคียงกันแต่รูปร่างกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว พวกเขามีรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเป็ลอนแววตาเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน
ทันใดนั้น เสียงเย้ยหยันก็ดังขึ้นจากเด็กชายร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่ม
“หึ... นึกว่าใครที่แท้ก็แค่ขยะไร้ประโยชน์ ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เสียงหัวเราะเยาะของมันทำให้เด็กคนอื่น ๆชะงักและหันมองตาม บางคนยิ้มเหยียด บางคนแสร้งไม่สนใจ บางคนก็หัวเราะอย่างดูแคลน
แต่ท่ามกลางสายตานับสิบเขาไม่ได้หยุดฝีเท้า หรือหันไปมองแม้แต่เพียงเล็กน้อย เขารู้สึกชินชาการถูกเหยียดหยามไปเสียแล้ว
เขาเดินต่อไปอย่างเงียบงัน ดวงตานิ่งเฉยไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์เขาเกิดมาพร้อมปมที่ยิ่งใหญ่ เพราะเขาไม่มี รากปราณ ทำให้เส้นลมปราณและจุดตันเถียนของเขาปิดตายไม่สามารถเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้
.
ในพิภพเทียนเหยียน เมื่อเด็กเมื่ออายุครบ10 ปีบริบูรณ์ ร่างกายจะเริ่มตอบสนองต่อพลังฟ้าดิน
ลมปราณจะไหลเวียนผ่านรากปราณเพื่อหล่อหลอมเป็พลังยุทธ์ที่บริสุทธิ์เหมาะกับสภาพร่างกายของคนผู้นั้น
และเป็จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่เส้นทางแห่งผู้ฝึกยุทธ์ถูกเรียกว่า ขอบเขตพื้นฐาน แบ่งเป็ 5 ขั้น
ขั้นที่ 1 บ่มเพาะกายเนื้อ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายเป็พื้นฐานของการฝึกยุทธ์
ขั้นที่ 2 เปลี่ยนเส้นเอ็นกระตุ้นเส้นลมปราณให้เปิด เพื่อไหลเวียนพลังยุทธ์ภายในร่าง
ขั้นที่ 3 ผสานกระดูก เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูกที่ผสานเข้ากับพลังยุทธ์
ขั้นที่ 4 หลอมโลหิต พลังยุทธ์ผสานเข้ากับแก่นโลหิตพิสุทธิ์เพื่อกระตุ้นพลังสายโลหิตให้ตื่นขึ้น
ขั้นที่ 5 ปลุกชีพจร เปิดจุดชีพจรทั้งเก้าเข้าสู่สภาวะครึ่งก้าวสู่อาณาจักรพลังยุทธ์ที่แท้จริง
และในแต่ละขั้นยังแบ่งออกเป็ 4 ระดับได้แก่ ระดับต่ำ, ระดับกลาง, ระดับสูงและระดับสูงสุด ซึ่งเป็ตัวชี้วัดการพัฒนาของผู้ฝึกยุทธ์
⛰️⛰️⛰️
ณ เรือนตระกูลโม่(เรือนช่างไม้เรืองชื่อ)
แสงแดดยามสายลอดผ่านหมู่ไม้ส่องกระทบกับเรือนไม้สองชั้นหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ตรงชายขอบหมู่บ้านอย่างเงียบสงบ
ร่างบอบบางของเด็กชายก้าวขึ้นบันไดไม้ทีละขั้นก่อนจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูไม้ที่เริ่มเก่าและซีดจางตามกาลเวลา
เขายกมือเปิดประตูเบา ๆเสียงบานพับดังเอี้ยดคล้ายกับทักทายเ้าของเรือน ก่อนที่จะก้าวผ่านประตูเข้าไปภายในเรือน
ทว่าก่อนที่บานประตูจะปิดลง ร่างเล็ก ๆของเด็กหญิงคนหนึ่งก็โผล่มาและโผเข้ากอดจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“ท่านพี่เฉิน! ท่านกลับมาแล้ว...ฮิฮิ~ ข้าเตรียมซุปหมูป่าแล้วก็ไก่ฟ้าอบพริกไว้ให้ท่านพี่ด้วยนะ~ ของโปรดทั้งนั้นเลยพวกเราไปกินกันเถอะ ท่านพ่อก็กำลังรอท่านอยู่!”
เสียงใส ๆเต็มไปด้วยความร่าเริงของเด็กหญิงทำให้บรรยากาศอันเงียบสงบกลับมีชีวิตชีวา
เด็กหญิงมีนามว่า โม่ซื่อเสวี่ยเป็น้องสาวของโม่เฉิน เด็กชายร่างบอบบาง เธออายุน้อยกว่าเขาราวสามปี
เธอใบหน้าน่ารักราวกับตุ๊กตาผมยาวสีดำขลับถูกมัดเป็เปียเล็ก ๆ สองข้าง ดวงตากลมใสราวกับหยดน้ำยามเช้า
โม่เฉินยิ้มบาง ๆพลางลูบศีรษะของน้องสาวเบา ๆ เขาอาจถูกมองว่าไร้ค่าในสายตาของคนนอก แต่สำหรับน้องสาวแล้วเขาคือพี่ชายผู้แข็งแกร่งและสำคัญที่สุดในชีวิต
มือเล็ก ๆ ของเธอดึงชายเสื้อของเชสก่อนจะพากันเดินลึกเข้าไปในตัวบ้าน
.
ภายนอกบ้านเต็มไปด้วยกองไม้เรียงรายทั้งท่อนไม้แปรรูปและเศษไม้จำนวนมาก
ข้างผนังมีผลงานแกะสลักวางเรียงอยู่หลายชิ้นบางชิ้นเป็กระบี่ไม้ บางชิ้นเป็รูปสัตว์ในตำนานและบางชิ้นเป็รูปเทพที่เหมือนมีชีวิตจริงจนน่าทึ่ง
ส่วนภายในบ้านกลับตกแต่งเรียบง่ายทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็ระเบียบตามวิถีชีวิตของชาวชนบท
แต่บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมที่ไม่ใหญ่นักถูกจัดวางอยู่กลางห้องอาหาร พร้อมด้วยถ้วยชามช้อน และตะเกียบอย่างครบถ้วน
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารที่หลากหลาย มีทั้งซุปหมูป่าที่มีมันนุ่มละลายในปากไก่ฟ้าอบพริกกลิ่นหอมฉุน ผักป่าผัดน้ำมันงา และข้าวสวยร้อน ๆ ที่พ่นไอจาง ๆลอยขึ้นสู่เพดาน
ที่ปลายโต๊ะด้านหนึ่ง มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่เขาคือ โม่หลิงเทียน ที่เป็บิดาของพวกเขา
เขามีรูปร่างสูงใหญ่ผิวสีทองแดงจากการทำงานกลางแดด กล้ามเนื้อหนาแน่นเต็มไปด้วยพละกำลังใบหน้าแม้หยาบกระด้างเล็กน้อยแต่กลับมีรัศมีองอาจและความสง่างามราวกับแม่ทัพจากแดนไกล
แม้เขาจะมีอายุ 36 ปีแต่กลับบุคลิกกลับดูสุขุมและทรงอำนาจอย่างน่าประหลาดราวกับคนที่ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วน
เมื่อโม่หลิงเทียนเห็นบุตรทั้งสองเดินเข้ามาใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมก็อ่อนลงทันตา เขาวางรูปแกะสลักในมือลงแล้วหันมาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและห่วงใย
“เฉินเอ๋อร์ เสวี่ยเอ๋อร์รีบมากินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด”
เพียงคำพูดเรียบง่ายหนึ่งประโยคก็คล้ายลบเลือนความเ็าและเย้ยหยันไปทั้งหมด
พวกเขาทั้งสองรีบไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ใกล้ๆ กับบิดาของตน และกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข
⛰️⛰️⛰️
เมื่อเวลาผ่านไปถึง่ค่ำคืน
โม่เฉินนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เดิมเขานั่งชันเข่าและแหงนมองท้องฟ้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่กับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อ่อนแอ
ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือซ้ายราวกับจะขว้าดวงจันทรามาไว้ในมือพร้อมกับเอ่ยด้วยความน้อยใจ
“เหตุใดข้าถึงไม่เหมือนเด็กคนอื่น ทำไมข้าต้องเกิดมาพร้อมกับรากปราณที่พิการ ทำไมกัน?”
มือซ้ายพลันกำแน่นพร้อมกับทุบไปยังพื้นดินด้านข้าง
เขารู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง และเสียใจถึงแม้จะไม่แสดงออกให้ผู้อื่นเห็น แต่เขาก็เก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น...
ตู้มมม...!!
สุ้มเสียงะเิคล้ายการต่อสู้ก็ดังขึ้นมา
อะไรน่ะ!!”
เขาพลันลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังป่าเมฆทึบที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนที่จะวิ่งตามเสียงไปด้วยความรู้สึกสงสัยอย่างประหลาด