ตอนที่ 46: เย่ลั่ว
“สมบัติจิตของจักรวรรดิแดวูนั้นถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่รุ่นของบรรพชนคนอื่นจะสยบมันเพื่อยึดครองได้รึ เจ้าอย่าเปลี่ยนเรื่องจะดีกว่ารีบบอกวิธีควบคุมพู่กันนี่มาเดี๋ยวนี้ !” หยวนชีมองไปที่หยางเฉินแล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“งั้นก็ต้องบอกว่าข้าไม่รู้วิธีควบคุมสมบัติจิต” หยางเฉินโล่งอกขึ้นมาทันทีเขารู้ว่าตอนนี้เขายังรอดอยู่
“ เด็กน้อยอาจารย์ข้าถามเจ้าอยู่ ทำไมเจ้าไม่ตอบ ?” เท้าของหยูเหวินยีกดลงไปหนักยิ่งกว่าเก่าจนทำให้หยางเฉินเจ็บขึ้นไปอีก
‘ เจ้าเด็กบัดซบ! ‘ หลังจากที่สบถในใจหยางเฉินก็รีบพูดขึ้นมา “ ระ..ร่างกายข้า...อ่อนแอเกินไป...ไม่อาจจะ...”
ก่อนที่หยางเฉินจะพูดจบหยวนชีก็ได้พูดขึ้นมา “ ปล่อยเขา มีข้าอยู่ที่นี่ เขาหนีไม่ได้หรอก !”
หยูเหวินยีพยักหน้าตอนที่เขากำลังจะยกเท้าออกไปนั้น เขากลับเพิ่มแรงมากขึ้นไปอีก หยางเฉินฮึดฮัดออกมาก่อนจะโดนเตะไปที่หลังอีกครั้งแต่หยางเฉินก็ไม่ได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว แต่นั่นก็เป็นเพราะอาการบาดเจ็บของหยูเหวินยีจึงทำให้เขาอ่อนแอลงไปอย่างมาก หากเขาไม่บาดเจ็บบางทีหยางเฉินอาจจะโดนเตะจนตายไปแล้วก็เป็นได้เพราะหยูเหวินยีนั้นอยู่ถึงขอบเขตปรมาจารย์
แน่นอนว่าหยวนชีนั้นมองออกว่าหยูเหวินยีแอบทำเช่นนี้แต่เขาก็ไม่ได้ถือสาหยูเหวินยีแม้แต่น้อย เขามองไปที่หยางเฉินแล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ เด็กน้อย บอกมาได้รึยัง ?”
หยางเฉินลุกขึ้นนั่งโดยวางมือไว้ที่พื้นก่อนจะมองไปที่พู่กันที่ลอยอยู่เขาเผยรอยยิ้มออกมา “ มันไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่จะทำให้สมบัติจิตยอม ข้าได้มันมาเพราะความบังเอิญถึงข้าอยากจะทิ้งมันแต่ก็ไม่อาจจะทำได้”
เถาเถาที่อยู่ในพู่กันเมื่อได้ยินที่หยางเฉินพูดมา ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ‘ เสี่ยวหยาง เจ้าจงใจให้ข้าหนีเจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว เมื่อเป็นเพื่อนกันวันหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นไปตลอดกาลเจ้ายังกล้าขนาดนี้ แล้วข้าจะปอดแหกได้อย่างไร ? ’
หยวนชีไม่ได้ยินเสียงของหยางเฉินแม้แต่น้อยเขาฮึดฮัดออกมาด้วยท่าทีหมดความอดทน “ อย่าพูดไร้สาระ ไม่งั้นแล้วอย่าหาว่าข้าทารุณเจ้า”
‘ เจ้าเฒ่าคนนี้ไม่ได้หลอกง่ายๆข้าไม่รู้วิธีครอบครองสมบัติจิต นี่ไม่ต้องนับการสยบมันได้เลย หากข้าแต่งเรื่องไปมันก็มีแต่จะดูพิรุธ ข้าควรทำอย่างไรดี ? ’ หยางเฉินรีบคิดหาวิธีในหัวแต่ก็ไม่อาจจะหาวิธีไหนที่ดูเข้าท่าได้เลย
เมื่อเห็นหยางเฉินก้มหน้าและไม่มีทีท่าว่าจะเปิดปากพูดหยวนชีก็ฮึดฮัดออกมา “ เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว ข้าคิดวิธีดีๆออกแล้วตราบใดที่เจ้าตาย สมบัติจิตนี่ก็จะไร้เจ้าของ !” เขาพูดพร้อมกับเดินเข้ามาเพื่อจะลงมือปลิดชีวิตของหยางเฉิน
สีหน้าของหยางเฉินเปลี่ยนไปทันทีเขาอยากจะลุกขึ้นแล้วถอยกลับ แต่เขาก็ไม่มีแรงมากพอ เขาไม่อาจจะขยับตัวได้ และได้แต่รอความตายเท่านั้น
‘ ท่าไม่ดีแล้ว !’ เถาเถาเองก็หน้าถอดสีเช่นกัน ฟรืด !ตอนนั้นพู่กันได้พุ่งแทงเข้าใส่หยวนชีทันที!
“ ฮึ่ม !” หยวนชีฮึดฮัดออกมาเขาสะบัดมือพร้อมกับลมที่ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงกันพู่กันเอาไว้
ปัง ปัง...เถาเถาควบคุมพู่กันให้โจมตีกำแพงลมอย่างบ้าคลั่งพร้อมประกายไฟที่กระจายไปโดยรอบแต่ก็ไม่อาจจะแทงทะลุกำแพงลมนี้ได้เลย เถาเถาอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้ากังวลออกมา
“ ตายซะ !” หลังจากที่หยวนชีกันการโจมตีของพู่กันเอาไว้ได้มือของเขาก็พุ่งเข้าใส่หยางเฉิน !
หยางเฉินอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมาด้วยความโกรธ“ เจ้าเฒ่า หากข้ารอดไปได้ ข้าจะฆ่าเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่ซาก !” สีหน้าเขาไม่ได้มีความกลัวแม้แต่น้อย สายตาของเขาก็ดูเด็ดเดี่ยวอย่างมาก
หยวนชีฮึดฮัดออกมาอีกครั้งเขาไม่ได้ใส่ใจคำพูดของหยางเฉินแม้แต่น้อย หยูเหวินยีที่อยู่ไกลออกไปก็ฮึดฮัดออกมาเช่นกัน เขาไม่ลืมว่าหยางเฉินเคยเกือบฆ่าเขามาแล้ว
เมื่อเห็นว่าหยวนชีกำลังจะตบหยางเฉินจนตายในพริบตาก็มีเสียงดังขึ้น ลูกธนูได้พุ่งตัดอากาศและระเบิดปราณหยินออกมา ไม่ว่ามันจะผ่านไปที่ไหนต้นไม้ใบหญ้าก็จะโดนแช่แข็งไปด้วย ก่อนที่สุดท้ายจะโดนกัดกร่อนจนเป็นผุยผง
ลูกธนูนี้พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อปราณอันหนาวเย็นมีพลังเพียงพอที่จะทำลายที่นั่นได้ มันเต็มไปด้วยปราณแห่งความตายลูกธนูนี้เล็งเป้าและกำลังยิงมาที่หัวของหยวนชี.....มีคนกำลังจะช่วยชีวิตหยางเฉินเอาไว้
“ นี่...”หยวนชีได้ยินเสียงลูกธนูพุ่งตัดอากาศมาก็เงยหน้าขึ้นและพบกับอากาศหนาวเย็นที่กัดกร่อนต้นไม้ใบหญ้ารอบตัวมันจึงทำให้เขาอึ้งและอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “ ธนูซวนเฮา !”
ตอนที่อุทานออกมานั้นเขาก็ไม่มีเวลาให้คิดจึงรีบถอยกลับมาด้วยความเร็วสุดกำลัง ด้วยความเร็วขอบเขตราชา แต่ก็ไม่อาจจะสลัดการระเบิดของลูกธนูได้
ทุกคนต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันทีใครเป็นผู้ยิงลูกธนูนี้มา ? ด้วยความแข็งแกร่งของหยวนชีที่อยู่ขอบเขตราชาแล้ว เขาถึงกับไม่อาจจะหลบพลังของลูกธนูนี้ได้เลย
“ เย่ลั่วจักรวรรดิแดวูไม่เคยหาเรื่องเจ้า ทำไมเจ้าถึงคิดจะฆ่าข้า !” ในตอนที่หยวนชีถอยไปนั้น เขาก็ได้ตะโกนออกมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นแต่ก็แฝงไปด้วยความกลัว
ปัง ! ทันใดนั้นกลับมีเสียงดังขึ้นเมื่อเสียงนี้ดังขึ้น ลูกธนูที่ยิงเข้าใส่หยวนชีก็กลายเป็นควันดำแล้วสลายไป
หยวนชีถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเขาใจสั่นและมองเข้าไปในป่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ชายชุดขาวเดินออกมาจากป่าซึ่งเป็นชายวัยกลางคนคนเดียวกับที่เย่หลุนจากโถงเถียเรียกว่าหัวหน้า เขายิ้มแย้มรอยยิ้มของเขาราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ทุกคนที่เห็นต่างก็รู้สึกเป็นกันเองเพราะรอยยิ้มนี้
เขาเดินเข้าไปหาหยางเฉิน เมื่อเถาเถาเห็นแบบนั้นก็ควบคุมพู่กันเข้าไปขวางหน้าหยางเฉินเอาไว้ปลายพู่กันชี้ไปที่ชายชุดขาวที่กำลังเดินเข้ามา
“หากข้าคิดจะทำร้ายเจ้า ข้าคงไม่มาช่วยเจ้าหรอก” ชายชุดขาวยิ้มออกมาแทนที่จะเดินเข้ามาหาหยางเฉินต่อ เขากลับหันกลับไปมองหยวนชีและหยูเหวินยี “เขาเป็นศิษย์ของข้า เขาคงไม่ได้ทำให้พี่หยวนไม่พอใจหรอกนะ ?”
“ ศิษย์งั้นรึ” หยวนชีและหยูเหวินยีสีหน้าเปลี่ยนไปความแข็งแกร่งของชายตรงหน้านี้แข็งแกร่งอย่างมากมันไม่ใช่คนที่พวกเขาจะไปหาเรื่องได้จักรวรรดิแดวูไม่กล้าหาเรื่องคนแข็งแกร่งเช่นนี้
เมื่อได้ยินที่ชายชุดขาวบอกว่าหยางเฉินเป็นศิษย์ท่าทีของหยวนชีก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขายิ้มออกมา “แน่นอนน้องชายคนนี้ไม่ได้ทำอะไรให้เราไม่พอใจ น่าชื่นชมจริงๆที่น้องเย่มีศิษย์ที่สูงส่งเช่นนี้”
“ ขอบคุณที่ชม”ชายชุดขาวหัวเราะออกมาและพูดขึ้น “ เราสองคนมีเรื่องที่จะต้องพูดคุยกันขอรบกวนพี่หยวนให้กลับไปก่อนเถอะ”
“ กลับไปก่อนงั้นรึ?” สีหน้าของหยวนชีและหยูเหวินยีบิดเบี้ยวไปคนของจักรวรรดิแดวูยอมรับการดูถูกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
หลังจากนั้นไม่นานหยวนชีก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ งั้นเราคงต้องขอตัวก่อน เราไม่อยากรบกวนธุระของเจ้ากับศิษย์”หยูเหวินยี ป้องมือคำนับก่อนจะหันกลับแล้วเดินเข้าไปในป่า ตอนที่หยวนชีหันกลับไปนั้นสีหน้าเขากลับหม่นลงทันที
หยางเฉินอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงในใจ‘ เขาเป็นใครกัน? แม้แต่คนของจักรวรรดิแดวูก็ไม่กล้ามีเรื่องกับเขา ?ทำไมเขาถึงบอกว่าข้าเป็นศิษย์ของเขากัน ? ’
ตอนที่หยางเฉินกำลังสับสนอยู่นั้นชายชุดขาวก็พูดสิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าเก่าชายชุดขาวกลับหัวเราะออกมาและพูดขึ้น “ เอาของบนหน้าเจ้าออกไปได้แล้วเจ้าหลอกสายตาข้าไม่ได้หรอก”
หยางเฉินถึงกับอึ้งไป ชายชุดขาวคนนี้รู้ว่าเขาสวมหน้ากากอยู่หลังจากที่อึ้งได้ไม่นานเขาก็ได้สติกลับมา เขารีบถอดหน้ากากออกตามที่อีกฝ่ายบอกแล้วพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ ผู้อาวุโสเย่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าสวมหน้ากากหนังมนุษย์อยู่?”
“นี่เรียกว่าหน้ากากหนังมนุษย์รึ ?”ชายชุดขาวสงสัยกับชื่อของมันและมองไปที่หน้ากากในมือของหยางเฉิน ก่อนจะยิ้มออกมา “เหตุผลที่ว่าทำไมข้าถึงเห็นบางอย่างบนหน้าของเจ้าก็เป็นเพราะข้าเองก็เป็นนักพรตเช่นกัน”
“ นักพรต !” หยางเฉินตกใจแต่เถาเถาในพู่กันไม่ได้ตกใจแม้แต่น้อย เขารับรู้ได้ถึงยันต์ในตัวของชายขุดขาวแต่แรกแล้วดังนั้นเขาจึงรู้ว่าชายชุดขาวเองก็เป็นนักพรตเช่นกัน
“เจ้าบอกชื่อเจ้ากับข้าจะได้รึไม่ ?” ชายชุดขาวถามออกมาตรงๆ แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะบังคับหยางเฉิน
“ ท่านยังไม่ได้บอกชื่อของท่านเลยแล้วเหตุใดข้าจึงต้องบอกชื่อของข้ากับท่านด้วย ?” หยางเฉินถามกลับเขาไม่รู้เป้าหมายกับการที่อีกฝ่ายมาช่วยเขา ดังนั้นเขาจึงไม่อยากเปิดเผยตัวตนของเขาทันที
ชายชุดขาวยิ้มออกมา“ ข้าชื่อเย่ลั่ว เจ้าบอกชื่อของเจ้าได้รึยัง ?”เขารู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้านั้นระวังเขาอย่างมาก เขาจึงชื่นชมความกล้าของเด็กหนุ่มคนนี้ยิ่งกว่าเก่าแค่ขอบเขตกำลังภายในแต่กลับไม่กลัวเขา มันหายากจริงๆ !
“ ข้าไม่ได้รับปากว่าจะบอกชื่อข้ากับท่านท่านคิดไปเอง” ตอนนั้นน้ำเสียงของหยางเฉินก็เปลี่ยนไป เขาลูบจมูกแล้วพูดขึ้น “ ไม่เมื่อท่านช่วยชีวิตข้า ข้าก็จะบอกชื่อกับท่าน ข้า หยางเฉิน”
“ หยางเฉิน...”เย่ลั่วพึมพำชื่อของหยางเฉินออกมา หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มและพูดขึ้น “ เจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดข้าถึงช่วยเจ้าสินะ? ”
“ ใช่ข้าเห็นว่าท่านไม่ได้สนใจสมบัติจิตที่ข้ามี” หยางเฉินพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ “เพราะข้าเป็นนักพรต นั่นเป็นเหตุผลที่ท่านช่วยข้ารึ ? ”
สีหน้าของเย่ลั่วเปลี่ยนไปสายตาของเขาแสดงความแปลกใจออกมา ที่เขาช่วยหยางเฉินเอาไว้ นั้นเป็นเพราะหยางเฉินเป็นนักพรตหากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้แล้ว เขาคงไม่สนใจชีวิตของหยางเฉิน
หยางเฉินเห็นว่าสีหน้าของเย่ลั่วเปลี่ยนไปชั่วขณะก็มั่นใจอย่างมากว่าเขาคิดถูก
“ หือ ? แล้วเหตุใดเจ้าถึงคิดว่าข้าไม่ได้มาช่วยเจ้าเพราะสมบัติจิต?” เย่ลั่วมองไปที่หยางเฉินด้วยความสนใจ เขาชื่นชมหยางเฉินมากขึ้นเรื่อยๆความฉลาดและการสังเกตที่เด็กนี่แสดงออกมานั้น ไม่ใช่สิ่งที่เด็กน้อยอายุเพียงเท่านี้จะมีได้