แสงแดดยามสายส่องลงบนถนนดินนอกเมือง
รถลากคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางอย่างเอื่อยเฉื่อย
ด้านหน้ามีลาตัวหนึ่งเดินลากรถไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีท่าทีรีบร้อนแม้แต่น้อย
ส่วนบนกองฟางด้านหลัง…
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนเอามือหนุนศีรษะอย่างสบายใจ
เขามองท้องฟ้าเหนือศีรษะ พลางหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน
“เฮ้อ…”
“การเดินทางนี่ช่างเหนื่อยจริง ๆ”
พูดจบก็พลิกตัวไปอีกด้านหนึ่ง
รถลากยังคงเคลื่อนต่อไปอย่างช้า ๆ
ชายหนุ่มหลับตาลง แต่ไม่นานนักความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
ภาพของชายชราผมขาวผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขา
หมอเทวดาไป๋หยุนเหอ…
ชายชราผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพจากฝีมือการรักษา
หลายปีก่อน เขาเคยตรวจร่างกายให้ชายหนุ่ม และพบว่าร่างกายของอีกฝ่ายมีความผิดปกติอย่างประหลาด
พลังภายในในร่างมีมากเกินกว่าคนทั่วไป แต่กลับไม่สามารถควบคุมและนำออกมาใช้ได้เต็มที่
ทว่าแม้แต่หมอเทวดาไป๋หยุนเหอก็ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
เขาไม่รู้เลยว่า ความผิดปกตินี้เกิดจากโอสถไร้ขอบเขตที่ไม่ได้เข้าสู่ร่างโดยตรง แต่ส่งต่อผ่านสายเืของมารดา
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงได้รับฤทธิ์ของโอสถเพียงไม่สมบูรณ์
ทำให้มีพลังและความสามารถเหนือคนทั่วไป…
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดในการควบคุมพลังของตนเอง
⸻
“เ้ารู้หรือไม่ว่าปัญหาของร่างกายเ้าอยู่ที่ใด?”
หมอเทวดาถาม
ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ไม่รู้”
หมอเทวดาลูบเครา พลางมองชายหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้า
“พลังภายในของเ้ามากเกินไป”
“มากเกินไป?”
“ใช่”
หมอเทวดาพยักหน้า
“หากเป็คนทั่วไป มีพลังภายในถึงระดับหนึ่งก็คงแทบจะทนไม่ไหวแล้ว”
“แต่ตัวเ้าแตกต่างออกไป”
“ร่างกายของเ้าสามารถกักเก็บพลังได้มากมายจนน่าใ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
“แล้วมันไม่ดีหรือ?”
“ถ้าเ้าเอาไว้เฉย ๆ ก็ไม่เป็ไร”
หมอเทวดาถอนหายใจ
“แต่หากเ้าดึงพลังทั้งหมดออกมาใช้ในคราวเดียว ร่างกายของเ้าจะรับภาระไม่ไหว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
หมอเทวดามองชายหนุ่มด้วยสีหน้าจริงจัง
“หมายความว่า…เ้ามีพลังมากกว่าที่ร่างกายจะควบคุมได้”
“ยิ่งใช้มากเท่าไร ความเสียหายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง
“แล้วมีวิธีแก้หรือไม่?”
หมอเทวดาพยักหน้า
“มี”
“ถ่ายทอดพลังภายในของเ้าให้ผู้อื่น”
“ถ่ายทอด?”
“ใช่”
หมอเทวดาอธิบาย
“แบ่งพลังส่วนหนึ่งออกจากร่างกายของเ้า ให้คนอื่นนำไปใช้”
“เมื่อพลังในร่างเ้าลดลง ร่างกายก็จะค่อย ๆ ปรับตัว”
“จนวันหนึ่ง…เ้าจะสามารถควบคุมพลังของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“แล้วต้องถ่ายทอดให้กี่คน?”
หมอเทวดาเงียบไป
ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ข้าเองก็ไม่รู้”
“ไม่รู้?”
“พลังในร่างกายเ้ามีมากเกินกว่าที่ข้าจะประเมินได้”
หมอเทวดาส่ายหน้า
“หากเป็คนธรรมดา…อาจต้องใช้คนเป็พันคน”
“แต่หากเป็ผู้มีพร์สูง อาจใช้เพียงหลายสิบ หรือหลายร้อยคน”
ชายหนุ่มถอนหายใจ
“ฟังดูยุ่งยากจริง ๆ”
หมอเทวดาหัวเราะเบา ๆ
“เพราะเหตุนี้ ข้าจึงมีคำแนะนำให้เ้าเพียงข้อเดียว”
ชายหนุ่มมองหมอเทวดาอย่างตั้งใจ รอฟังว่าอีกฝ่ายจะกล่าวสิ่งใดต่อไป
หมอเทวดาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“หากวันหนึ่งเ้าคิดจะถ่ายทอดพลังให้ผู้ใด…”
“จงเลือกคนที่เป็คนดี”
“มีคุณธรรม และไม่คิดใช้พลังนั้นไปทำร้ายผู้อื่น”
หมอเทวดาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“จำไว้ให้ดี…”
“พลังที่ยิ่งใหญ่ หากตกอยู่ในมือคนชั่ว ย่อมนำมาซึ่งหายนะ”
“เพราะฉะนั้น…”
“อย่ามอบพลังของเ้าให้คนชั่วเป็อันขาด”
⸻
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น
ท้องฟ้ายังคงอยู่เหนือศีรษะ
เขามองก้อนเมฆที่ลอยผ่านไปอย่างช้า ๆ ก่อนถอนหายใจ
“คนดีงั้นหรือ…”
เขาพึมพำกับตัวเอง
“ถ้าหาเจอง่ายก็คงดี”
เื่ถ่ายทอดพลังให้คนอื่นนั้น เขาไม่ได้ปฏิเสธ
แต่ปัญหาคือ…
จะหาคนที่เหมาะสมได้จากที่ไหน?
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาหัว
คิดแล้วก็รู้สึกยุ่งยาก
สุดท้ายจึงตัดสินใจไม่คิดต่อ
“เอาไว้เจอค่อยว่ากัน”
เขาพลิกตัวกลับไปนอนบนกองฟาง
แต่ยังไม่ทันหลับตา ความคิดอีกเื่ก็ผุดขึ้นมา
เื่การต่อสู้
นี่เป็ข้อจำกัดที่เขารู้ดีอยู่แก่ใจ
แม้เขาจะสามารถใช้กำลังภายในได้ แต่การโจมตีด้วยพลังโดยตรงนั้นมีขีดจำกัด
วันหนึ่งใช้ได้เพียงสามครั้ง
สามครั้งเท่านั้น
และหากเป็การโจมตีที่รุนแรงกว่าปกติ…
จะสามารถใช้ได้เพียง
หนึ่งครั้งต่อวัน
หากฝืนใช้เกินกว่านั้น ร่างกายจะเริ่มต่อต้านทันที
เริ่มจากความเ็ปทั่วร่าง
เส้นลมปราณอาจฉีกขาด
หากรุนแรงกว่านั้นอาจถึงขั้นพิการ
หรือแม้แต่เสียชีวิต
ชายหนุ่มถอนหายใจ
“เพราะงั้น…”
เขาชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
“สามครั้ง”
จากนั้นลดนิ้วลงเหลือหนึ่งนิ้ว
“ถ้าเอาจริงมากหน่อย ก็หนึ่งครั้ง”
ชายหนุ่มมองนิ้วของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะพึมพำ
“ถ้าใช้หมดแล้วก็จบกัน”
เขาจึงไม่ชอบการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ
หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ เขาย่อมเลือกหลีกเลี่ยง
ใช้ปากแก้ปัญหาได้ก็ใช้ปาก
ใช้เงินแก้ได้ก็ใช้เงิน
ใช้สมองแก้ได้ก็ใช้สมอง
ส่วนกำลัง…
เก็บไว้ใช้ยามจำเป็จริง ๆ
ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก
“ชีวิตสงบ ๆ แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
เขาพลิกตัวนอนลงอีกครั้ง
รถลากยังคงเคลื่อนตัวไปตามถนน
เ้าลาตัวน้อยเดินอย่างเชื่องช้า ราวกับไม่สนใจว่าคนบนรถกำลังคิดเื่อะไร
ทว่าเดินทางไปได้ไม่นาน…
“ช่วยด้วย!”
เสียงร้องดังมาจากริมทาง
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น
เขานั่งตัวตรงแล้วหันไปมอง
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งออกมาจากทางเข้าหมู่บ้าน
เสื้อผ้าของนางเต็มไปด้วยฝุ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน
นางวิ่งตรงเข้ามาหารถลาก
“ท่านผู้มีพระคุณ!”
ชายหนุ่มชี้ตัวเอง
“ข้า?”
หญิงสาวพยักหน้ารัว ๆ
“ใช่เ้าค่ะ!”
“ช่วยพวกเราด้วย!”
ชายหนุ่มมองหญิงสาวั้แ่หัวจรดเท้า
จากนั้นมองไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้านหลัง
มีชาวบ้านหลายคนกำลังวิ่งวุ่น
บางคนะโเรียกหากัน
บางคนรีบร้อนขนของออกจากบ้าน
ดูเหมือนภายในหมู่บ้านกำลังเกิดเื่ใหญ่
ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อครู่นี้เอง…”
เขาพึมพำกับตัวเอง
“ว่าอยากใช้ชีวิตสงบ ๆ”
หญิงสาวมองเขาด้วยสีหน้าสับสน
“ท่านพูดว่าอะไรนะเ้าคะ?”
“ไม่มีอะไร”
ชายหนุ่มะโลงจากรถลาก
ปัดฟางที่ติดอยู่บนเสื้อออกสองสามครั้ง
จากนั้นหันไปมองเ้าลา
“เ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน”
ลาร้อง
“อี๊…”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“ดีมาก”
เขาหันกลับไปมองหญิงสาว
“เอาล่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น?”
หญิงสาวกำลังจะตอบ แต่เสียงะโจากในหมู่บ้านก็ดังขึ้นเสียก่อน
“พวกมันมาแล้ว!”
“รีบปิดประตูบ้าน!”
“พาคนแก่กับเด็กไปหลบก่อน!”
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันที
นางรีบหันกลับไปมอง
ชายหนุ่มเองก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
เขามองเข้าไปยังหมู่บ้านอย่างเงียบ ๆ
ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง
“ดูท่าจะไม่ใช่เื่เล็กเสียแล้ว”
เขาเดินตามหญิงสาวเข้าไป
ระหว่างทางยังอดบ่นไม่ได้
“ข้าแค่อยากเดินทางเงียบ ๆ สักหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร…”
เขาส่ายหน้าแล้วเดินต่อไป
โดยไม่รู้ว่าเบื้องหน้าจะมีเื่ยุ่งยากเพียงใดรออยู่