เฟิ่งอวี้หลันและเสี่ยวเฉินสองพี่น้องหยุดยืนมองบ้านที่ตนอาศัย พวกเขายืนห่างจากบ้านราวห้าสิบเมตร บนหลังของเสี่ยวเฉินนั้นสะพายตะกร้าสาน ด้านในมีผักป่าจำนวนหนึ่ง
" พี่ใหญ่ ข้ากลัว เราเอาแป้งทอดพวกนี้ให้ท่านย่าไปเถอะ " เสี่ยวเฉินเอ่ยเสียงเบา
" เสี่ยวเฉิน เ้าคิดว่าพี่ทำทุกอย่างเพื่ออะไรงั้นหรือ ได้หากเ้าคิดว่าเราควรเอาอาหารที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้ให้ท่านย่างั้นเราก็เอาให้เถอะ เ้าก็กินมาจนอิ่มแล้ว ส่วนน้องเล็กกับท่านพ่อก็ช่างเถอะ อดทนเอาหน่อย พรุ่งนี้ท่านย่าก็คงเวทนา ยกโจ๊กน้ำใสๆ ให้ครอบครัวเราซักชาม "
เสี่ยวเฉินได้ฟังในสิ่งที่พี่ใหญ่พูดก็รู้สึกผิดขึ้นทันที " พี่ใหญ่ข้าขอโทษ " พูดจบเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก พร้อมทั้งยืดอกขึ้น พี่ใหญ่วางใจข้าจะทำเต็มความสามารถช่วยพี่ใหญ่ปกป้องอาหารเหล่านี้ไว้อย่างดี "
เฟิ่งอวี้หลันมองน้องชายอย่างคิดหนัก เด็กคนนี้พยายามมองอย่างไรก็มองไม่ออก บางครั้งก็ดูฉลาดแต่บางครั้งก็ทึ่มทื่อเหลือเกิน ดูท่าทางยืดอกนั่นซิ ทำราวกลับเบื้องหน้าคือสนามรบอย่างนั้น
แต่คิดแล้วบ้านหลังนี้ก็ไม่ต่างจากสนามรบจริงๆ อย่างไรก็ต้องหาทางออกจากบ้านหลังนี้โดยเร็ว ก่อนจะถูกนางจ้าวและเหล่าสมุนป่วนจนเป็โรคประสาท ติดก็ตรงที่วัฒนธรรมของยุคนี้ ช่างอ่อนไหวต่อความกตัญญูเป็อย่างยิ่ง ซ้ำยังต้องยึดการอยู่รวมกันสร้างครอบครัวใหญ่ ไม่รู้เลยว่า มากคนก็มากความยิ่งอยู่รวมกันก็ยากจะกระทบกระทั่ง สู้ต่างคนต่างอยู่ นานทีปีหนมาเจอกันยังจะสร้างความสัมพันธ์ได้ดีเสียกว่า
สองพี่น้องเดินเคียงกันก้าวเข้ามาในบ้าน ทันทีที่ขาก้าวผ่านประตูรั้วเข้ามาก็รู้สึกถึงสายตาที่คอยจับจ้องอยู่
เสี่ยวเฉินนั้นก้มหน้าก้มตาเดินนำหน้าไป ส่วนเฟิ่งอวี้หลันก็แสดงท่าทีเช่นเดียวกัน ไม่ได้หันไปมองทำเพียงใช้หางตาชำเลืองมองผ่านๆเท่านั้น
" หยุด พวกเ้าไปที่ใดมา " นางิซื่อเอ่ยถามขึ้นก่อนใคร พร้อมลุกขึ้นยืน เฟิ่งอวี้หลันนั้น เมื่อนางิซื่อเอ่ยขึ้นก่อนนางก็เงยหน้าขึ้นหันไปมอง จึงพบว่า นอกจากนางิซื่อและนางจ้าวก็ยังมีสตรีอีกคนเพิ่มขึ้นมา สตรีผู้นี้หากให้เฟิ่งอวี้หลันคาดเดาก็คือหลินกุ้ยเหมย
ในความทรงจำ ภาพของหลินกุ้ยเหมยนั้นช่างแสนเลือนลาง ส่วนสาเหตุที่ภาพจำนั้นเลือนลางก็คงเป็เพราะ การแต่งตัวของสตรีผู้นี้กระมัง หากใครได้จ้องนางตรงๆแล้วสีหน้ายังคงสงบนิ่ง ไม่หลุดขำ เฟิ่งอวี้หลันก็ขอนับถือในความสามารถแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่นางจะมีอายุมาจนถึงป่านนี้แล้วยังไม่ได้แต่งงาน คงไม่ใช่เพราะนางเลือกมากเพียงอย่างเดียว ผู้อื่นก็คงไม่เลือกนางด้วยเช่นกัน
หลินกุ้ยเหมยยามนี้ บนศีรษะ เกล้าผมด้วยทรงประณีตซ้อนทับกันมองดูก็สวยเหมาะสม หากนางไม่ปักปิ่นห้าหกอันไว้บนหัวเช่นนั้น ทั้งปิ่นเงินปิ่นหยก หลากหลายสีสันดูขัดตาไปหมด ใบหน้าก็แต่งแต้มพอกแป้งจนหน้าเต๊อะ ปากก็ทาชาดเสียจนแดง เสื้อท่อนบนเป็เสื้อปักลายสีแดงเพลิง ขับให้คนใส่ดูโดดเด่น แต่หลินกุ้ยเหมยผู้นี้ไม่ใช่คนที่มีผิวขาวผุดผ่อง ยิ่งใส่เสื้อผ้าสีนี้ก็ยิ่งทำให้นางดูหมอง แล้วกระโปรงผ้าสีน้ำเงินเข้มเช่นนั้นคืออะไร ดูคร่าวๆ สตรีผู้นี้อย่างมากก็สูงแค่ร้อยห้าสิบกว่าๆ ใส่กระโปรงสีเข้มเช่นนั้นยิ่งทำให้นางดูเตี้ยตันกว่าเดิมไปเสียอีก ของบนตัวนางหากมองแยกกันก็งดงาม แต่หากเอามารวมกันแล้ว เฟิ่งอวี้หลันอดคิดไปถึงตัวตลกที่ชอบใส่ชุดหลากสี ทาหน้าขาวปากแดงผมฟูๆ ในสวนสนุกแบบนั้นไม่ได้จริงๆ
เพราะกลัวจะหลุดขำ เฟิ่งอวี้หลันก็ยิ่งรีบหลบสายตา ก้มหน้าลงต่ำ แต่การแสดงเช่นนี้ในสายตาของนางจ้าวและลิ่วล้อกลับมองดูแล้วน่าสงสัย
" พี่สะใภ้รองถามพวกเ้าไม่ได้ยินหรือว่าไปไหนมา " เป็หลินกุ้ยเหมยที่พูดขึ้น
" เอ่อ พวกเราไปหาผักป่ามาขอรับ หมอหลู่บอกว่าพี่ใหญ่ต้องพักมากหน่อย พี่ใหญ่ท่านรีบเข้าห้องไปเถิด " เป็เสี่ยวเฉินที่เอ่ยขึ้น
เฟิ่งอวี้หลันจึงรีบสาวเท้าตรงไปยังห้องของครอบครัวบ้านใหญ่ ทั้งที่เหลืออีกเพียงสามสี่ก้าวก็จะถึงประตูห้อง แต่หลินกุ้ยเหมยก็ก้าวเข้ามาขวางเธอเสียก่อน ตามมาด้วยนางหลี่ซื่อ
" เ้าซ่อนอะไรไว้ " หลินกุ้ยเหมยเอ่ยถาม
" อาเล็ก พี่ใหญ่ไม่ได้ซ่อนอะไรไว้ทั้งนั้น" เป็เสี่ยวเฉินก้าวขึ้นไปยืนอยู่ด้านหน้าพี่สาว พร้อมอธิบาย
" ใครถามเ้า หลบไปนะ " นางิซื่อออกแรงผลัก เสี่ยวเฉินตัวเล็กกว่านางิซื่อหลายเท่า จึงเสียหลักเซไปทางประตู
" อาสะใภ้รองเหตุใดท่านต้องทำรุนแรงเพียงนั้นด้วย " เฟิ่งอวี้หลันเห็นน้องชายถูกผลักก็เริ่มรู้สึกโมโห ส่วนด้านในห้อง เสี่ยวชิงได้ยินเสียงโต้เถียงกันก็รีบเปิดประตูออกมา แต่ทันทีที่เปิดประตู ร่างของพี่ชายกลับเซถลาเข้ามาในห้อง
" เสี่ยวชิง เ้าหลบอยู่ในห้องอย่าออกมา " เสี่ยวเฉินเอ่ยกับน้องสาว ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากห้องไป จากนั้นก็ปิดประตู
" ทำรุนแรงแล้วอย่างไร พวกเ้ามันเด็กโกหก ไร้พ่อไร้แม่ ข้าเป็ผู้าุโช่วยสั่งสอนก็นับว่าสมควรแล้ว " นางิซื่อเชิดหน้า ทำราวกลับตัวเองกำลังสร้างคุณงามความดี
" อาสะใภ้รอง คำกล่าวของท่านเหมาะสมหรือ แม้ข้าไร้แม่ แต่พ่อข้ายังนอนอยู่ในห้องนั้น ท่านไม่เห็นหรือไร " เฟิ่งอวี้หลันเอ่ยแย้ง
" หึ ยังอยู่แล้วอย่างไร สภาพเช่นนั้นจะอยู่ได้อีกนานเพียงใดกัน " ครั้งนี้เป็นางจ้าวที่พูดขึ้น
" ข้าได้กลิ่นอาหารเ้าซ่อนอะไรไว้ " หลินกุ้ยเหมยเอ่ยขึ้น สายตาจ้องสำรวจไปที่เฟิ่งอวี้หลัน พร้อมขยับจมูกฟุดฟิดไปมา
เดิมทีเพราะเป็บุตรสาวคนเล็กของกินดีๆ อะไรก็ย่อมตกถึงนางก่อน เงินทองนางจ้าวก็แบ่งให้ใช้ไม่ขาดมือ จนเมื่อเสี่ยวอู่ลูกชายบ้านรองเข้าไปเรียนในเมือง หลินเอ้อหลางที่ไม่อยากทำงานในไร่ ก็อาศัยข้ออ้างไปดูแลบุตรชาย เพื่อไปหารับจ้างในเมืองด้วยเช่นกัน ในหนึ่งเดือนสองพ่อลูกก็จะกลับบ้านเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง ทุกครั้งที่กลับมานอกจากไม่ได้นำเงินกลับมาให้ ยังขอเงินนางจ้าวอีกด้วย โดยให้เหตุผลว่า ค่ากินอยู่ในเมืองนั้นแพงกว่าชนบทยิ่งนัก
แต่เพราะหวังว่าหลานชายจะกลายเป็บัณฑิต สอบได้เป็ข้าราชการ นำพาชื่อเสียงเกียรติยศมาให้ ต่อให้ต้องกรีดเนื้อนาง นางย่อมยินดี ไม่ดูพวกเหล่าผู้เฒ่าของเ้าเมืองนั้นหรือ ช่างมีหน้ามีตานั่งเกี้ยวเชิดหน้าอย่างสูงส่ง สาวใช้คอยห้อมล้อมรับใช้
สิ่งที่นางจ้าวเพ้อฝันคือเหตุการณ์เมื่อครั้งเ้าเมืองเข้ามารับต่ำแหน่งใหม่ๆ ตอนนั้นมีการจัดงานต้อนรับใหญ่โต เ้าเมืองนั้นขึ้นชื่อเื่ความกตัญญูย่อมให้หน้าให้ตามารดาของตนอย่างดี
และนั่นจึงทำให้เงินทองที่นางจ้าวแบ่งมาให้หลินกุ้ยเหมยน้อยลง เช่นนี้แล้วนางจะมีของดีใดๆ ให้กินอีกเล่า ยามเข้าไปในเมือง ก็ทำได้แค่สั่งชาเพียงซักกา เพื่อให้ได้นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมสร้างโอกาสให้ได้เจอกับบุรุษสูงศักดิ์ แต่ชาเพียงกาเดียวในโรงเตี๊ยมนั้น ราคาก็ไม่ต่ำ ต่อให้รสเลิศเพียงใดก็เป็เพียงน้ำธรรมดาหรือไม่ จะอิ่มท้องได้อย่างไร
ยามนี้กลิ่นอาหารหอมกรุ่นอยู่ตรงหน้า นางจะยอมปล่อยไปได้หรือ นางกินโจ๊ก กับผักป่าจืดชืดมาหลายมื้อแล้ว อย่างไรวันนี้อาหารหอมกรุ่นนี้ก็ต้องเป็ของนางต่อให้ต้องยื้อแย่งมาก็เถอะ
" ไม่ ข้าไม่ได้ซ่อนอะไรไว้ " เฟิ่งอวี้หลันหลบสายตา มือหนึ่งลูบที่อกเสื้อ ท่าทีเช่นนั้นยิ่งเผยพิรุธ
" ไม่เ้าซ่อน ต้องซ่อนไว้แน่ๆ " นางิซื่อเอ่ยขึ้น
" ซ่อนไม่ซ่อนค้นดูก็รู้ " หลินกุ้ยเหมยพูดจบก็เอื้อมมือมายังอกเสื้อของเฟิ่งอวี้หลัน แต่มือยังไม่ทันได้ัั เฟิ่งอวี้หลันก็จับข้อมือของหลินกุ้ยเหมยไว้แน่น ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
" ไม่อาเล็ก ท่านปล่อยข้านะ ปล่อยข้า อาเล็ก ข้ากลัวแล้ว อย่าทำร้ายข้า " เฟิ่งอวี้หลันมือสองข้างก็กระชากข้อมือหลินกุ้ยเหมย ปากก็ร้องะโสุดเสียง
นางิซื่อเห็นสองคนกระชากกันไปมา ก็คิดเข้ามาช่วย เฟิ่งอวี้หลันก็ปล่อยมือจากหลินกุ้ยเหมยข้างหนึ่งมาจับฝ่ามือนางิซื่อไว้แทน จากนั้นก็บิดฝ่ามือกลับหลัง ปากก็ร้องไม่หยุด
" ไม่พวกท่านอย่ารุมตีข้า อย่ารุมตีข้าข้ากลัวแล้ว "
เสี่ยวเฉินเองก็ไม่อยู่นิ่ง เห็นพี่สาวถูกรุมทำร้ายก็พุ่งตัวเข้ามาช่วย ปากก็ร้องะโ
" ไม่นะอย่าทำร้ายพี่ใหญ่ข้า อย่าทำร้ายพวกเรา "
ท่ามกลางเหตุการณ์ชุลมุนที่ดูแล้วสองพี่น้องกำลังถูกรุมทำร้ายแต่แท้ที่จริงแล้ว เฟิ่งอวี้หลัน ไม่ได้ปล่อยให้ตนเองและน้องชายาเ็แม้แต่น้อย
ยามนางถูกผลัก ก่อนจะล้มนางจากลากเอาร่างของ หลินกุ้ยเหมยมาแทนเบาะรองอยู่ด้านล่าง ยามเสี่ยวเฉินจะล้มนางก็จะลากเอาร่างของิซื่อมารองต่างเบาะให้น้องชาย แต่ถึงแม้ไม่เจ็บ แต่ปากก็ร้องะโไม่หยุด
และด้วยเสียงร้องะโนี้ ทำให้ชาวบ้านในระแวกใกล้เคียงเริ่มเข้ามามุงดู การดุด่าทุบตีหลานของบ้านหลินนั้นนับว่าเป็เื่ที่เกิดขึ้นจนคนโดยรอบชินชา หลายคนไม่อยากยุ่งเพราะ นางจ้าวนั้นเป็คนปากร้าย ซ้ำยังมีลูกคู่อย่าง นางิซื่อและหลินกุ้ยเหมย ที่ผ่านมาชาวบ้านจึงทำเป็ไม่เห็นไม่ได้ยินเสีย
แต่ครั้งนี้ เสียงร้องนั้นกลับดังเป็พิเศษ แถมยังฟังดูน่าสงสาร ยิ่งหลินต้าหลางหมดสติไม่ฟื้นเช่นนี้ ชาวบ้านก็ยิ่งนึกเวทนา คิดว่าวันนี้ต้าหลางไม่รู้สึกตัว นางจ้าวคงกระทำทารุณเด็กโดยไม่ต้องเกรงใจใคร
ตอนนี้สถานการในบ้านวุ่นวาย นางจ้าวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ในตอนแรกก็เข้าร่วมผสมโรงด้วยเช่นกัน
เฟิ่งอวี้หลันที่เหลือบเห็นชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์อยู่ที่หน้าประตู ก็บอกให้เสี่ยวเฉินหลบออกไป ตอนนี้เลยกลายเป็ผู้ใหญ่สามคน รุมทำร้ายเด็กคนเดียวดูน่าสงสารนัก
นางจ้าวที่เข้ามานั้นหมายจะเงื้อมือตบหน้า เฟิ่งอวี้หลัน แต่เฟิ่งอวี้หลันก็กระชากนางหลี่ซื่อเข้ามารับตบนั้นได้อย่างเหมาะเจาะ แต่เพราะการตบตีพัวพัน ท่าทางกระชากของเฟิ่งอวี้หลันในสายตาผู้อื่นก็เหมือนเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวเข้าไปหลบหลังผู้ใหญ่ ทำให้นางจ้าวหลาดตบหน้าิซื่อก็เท่านั้น
"ท่านย่า อย่าตีข้าข้ากลัวแล้ว " เฟิ่งอวี้หลันสะอึกสะอื้นเสียงสั่น ยิ่งทำให้คนชวนสงสาร
นางิซื่อโดนตบจนหน้าหัน เมื่อรู้ว่านางจ้าวเป็คนตบก็ะโสุดเสียง
" ท่านแม่ นี่ท่าน ท่านตบหน้าข้าหรือ "
" ไม่ๆ ข้าไม่ได้จะตบเ้า " นางจ้าวส่ายหน้าปฏิเสธ " เ้า! นางเด็กอกตัญญู " พูดจบนางจ้าวก็เงื้อมือปรี่เข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้โทสะมากกว่าเดิมแรงตบนั้นจึงรุนแรงกว่าเก่า เสียงยามฝ่ามือััเนื้อนั้นกึกก้องไปทั่วลานบ้าน
" ท่านแม่ " หลินกุ้ยเหมย โล่กำบังที่เฟิ่งอวี้หลันกระชากมารับตบของนางจ้าว เอ่ยเรียกนางจ้าวเสียงขุ่น ยามนี้มุมปากนั้นมีเืสีแดงสดไหลหยดลงมา สีเดียวกับชาดที่แต้มอยู่บนริมฝีปาก และเพราะแรงตบ แป้งที่ปากไว้จึงหลุดลอกร่วงหล่น ยามนี้ใบหน้าด้านซ้ายจึงปรากฏเป็รอยแดงห้าริ้ว
" เหมยเอ๋อ แม่ ๆ ไม่ได้ตั้งใจ " และเพราะเป็ห่วงบุตรสาว การทะเลาะตบตีจึงถูกยุติขึ้นชั่วคราว แต่นางิซื่อกลับอาศัยจังหวะนี้ ล้วงเข้าไปที่อกเสื้อของเฟิ่งอวี้หลันแล้วกระชากเอาแผ่นแป้งทอดออกมาได้สำเร็จ
" นี่ไง นังเด็กสารเลว เ้าซ่อนของกินไว้จริงๆ ด้วย " ิซื่อเอ่ยขึ้น
" ไม่ เอาของข้าคืนมานะ เอาคืนมา นั่นของข้า ข้าจะเอาไปให้ท่านพ่อ กับน้องเล็กั้แ่เมื่อวานพวกเรายังไม่ได้กินข้าวเลยนะ " เฟิ่งอวี้หลันเริ่มร้องไห้ ถลาเข้าไปหานางหลี่ซื่อหมายจะแย่งเอาแผ่นแป้งทอด