ฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 30 จิตใจมนุษย์น่ารังเกียจ

            ฮวาชีเยว่หัวเราะส่งสัญญาณให้โหย่วชุ่ยแปรงผมนางต่อ

            ลู่ซินใจเต้นไม่เป็นส่ำอย่างตกตะลึงนางคิดถึงความเปลี่ยนแปลงของคุณหนูในช่วงหลายวันมานี้หากคุณหนูเข้าร่วมประลองยุทธ์จริงๆ ไม่แน่ว่านางอาจจะได้ผลน่าตกตะลึงอะไรอีก

            เมื่อล้างหน้าเสร็จแล้วฮวาชีเยว่ก็เดินออกไปนอกห้องนอนพอเทียนซีเห็นก็เข้ามาจับมือนางแน่น ดวงตาน่าสงสารคล้ายกำลังกล่าวว่า “ท่านแม่ตื่นแล้วหรือ? เหตุใดท่านไม่ยอมให้ข้านอนกับท่าน? ท่านโกรธข้าหรือ” อย่างไรอย่างนั้น

            เพียงมองเขาแวบเดียวนางก็เข้าใจแล้ว

            เด็กเล็กอ่อนไหวมากแม้เทียนซีจะพูดไม่ได้ทว่ายังคงสื่อสารทางสายตาได้

            “เมื่อคืนแม่ป่วยเป็นไข้ลมเกรงว่าจะติดลูกจึงให้ลูกไปนอนกับพี่ลู่ซิน เข้าใจหรือไม่?”

            เทียนซีดูคล้ายลังเลก่อนจะพยักหน้าเร็วๆ แล้วใช้หน้าน้อยถูแขนนาง

            ฮวาชีเยว่ยินดีนักไม่นานสาวใช้ก็ยกอาหารเช้าเข้ามา เมื่อรับประทานจนเสร็จนางและเจ้าตัวเล็กก็ตรงไปยังเรือนฝูซินเพื่อเข้าพบฮูหยินผู้เฒ่า

            ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นฮวาชีเยว่ดวงตาก็ทอประกายขึ้นมา

            “มามานั่งกับย่านี่ เทียนซีก็มาด้วยสิ”

            ฮวาชีเยว่พาเทียนซีไปนั่งข้างท่านย่าตนอย่างเชื่อฟังฮูหยินผู้เฒ่ามองประเมินเทียนซีอย่างชื่นชม “เทียนซีโตขึ้นแล้วไม่กี่วันก็มีเนื้อมีหนัง ชีเยว่เลี้ยงเด็กคนนี้ได้ดีจริงๆ!”

            ฮวาชีเยว่ยิ้มกริ่ม “ต้องขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ!เพราะท่านแข็งแรงดี ทั้งบ้านก็วางใจจึงได้กินอิ่มนอนหลับ แม้แต่เด็กๆก็ยังน้ำหนักขึ้นมาเล็กน้อย”

            คำหวานของฮวาชีเยว่ทำให้จิตใจฮูหยินผู้เฒ่าเบิกบานนักร่างกายนางฟื้นสภาพเป็นอย่างดี รู้สึกดีกว่าเดิมสองสามเท่าตอนนี้นางกระปรี้กระเปร่าได้ทั้งวัน

            อย่างไรต้นหลงแดงก็เป็นสมุนไพรวิเศษได้ดื่มน้ำแกงนั้นเข้าไปแล้ว ใครบ้างจะไม่มีชีวิตชีวาลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น!

            ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้ปฏิบัติต่อฮวาชีเยว่ราวกับสมบัติล้ำค่าแทบจะตามใจนางจนเสียคน

            อย่างไรเสียฮวาชีเยว่ก็ได้รับความช่วยเหลือจาก “ยอดปรมาจารย์” ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงมิกล้าเป็นอื่นนอกเสียจากเคารพยกย่อง

            ไม่นานนักอี๋เหนียงสองและฮวาเมิ่งซือก็ปรากฏตัว เมื่อเห็นฮวาชีเยว่พวกนางก็เห็นสีหน้าเปล่งปลั่งดูสุขภาพดีแสดงให้เห็นว่าฮวาชีเยว่ใช้ชีวิตสุขสบายเพียงใด

            เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือฮวาเมิ่งซืออยากจะสังหารฮวาชีเยว่เสียเดี๋ยวนี้ ทว่าจิตใจส่วนเหตุผลบอกให้นางอดทนนางต้องอดทน!

            “ฮูหยินผู้เฒ่าเมิ่งซือต้องการเข้าร่วมงานประลองยุทธ์ของสกุลจี้เจ้าค่ะคราวนี้นางต้องสร้างชื่อให้แก่สกุลฮวาได้เป็นแน่!” อี๋เหนียงสองยิ้มมองฮวาเมิ่งซืออย่างภาคภูมิใจ

            ลูกสาวคนนี้ทำให้นางภูมิใจเหลือเกินทั่วเมืองหลวงนี้ ลูกสาวนางดีที่สุดแล้ว

            วันนี้ฮวาเมิ่งซือสวมชุดสีชมพูซีดปักลายเฟิ่งหวงเริงระบำสีทองที่ชายกระโปรง ดูรวมๆ แล้วชุดนางมีสีสันสะดุดตาไข่มุกเม็ดหนึ่งปักแทนดวงตาเฟิ่งหวง มุกเม็ดนั้นส่องประกายยั่วเย้าทำให้ผิวนางดูนุ่มนวลยิ่งนัก

            ชุดนี้ตัดออกมาได้พอดิบพอดีกับตัวนางไม่คับไม่หลวมจนเกิดไป ทำให้รูปร่างของฮวาเมิ่งซือดูสมบูรณ์แบบ

            ฮวาเมิ่งซือยิ้มน้อยๆ “ท่านย่าหลานจะพยายามให้เต็มที่ นำชื่อเสียงมาสู่สกุลฮวาเจ้าค่ะ”

            ฮูหยินผู้เฒ่ามิได้กล่าวอะไรมากสีหน้านางนิ่งเรียบราวกับมิได้คาดหวังอะไรจากฮวาเมิ่งซือ “คงได้เพียงหวังเช่นนั้นตระกูลจี้เป็นบ้านของเทพโอสถ คนธรรมดาย่อมไม่อาจสะดุดตาเจ้าบ้านได้พยายามให้เต็มที่ก็พอ อย่าได้หน้ามืดตามัวเสียจนนำตัวเองไปผูกกับระดับที่เป็นไปไม่ได้”

            ฮวาเมิ่งซือรับคำของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างกระตือรือร้นทันทีแม้ในใจจะอารมณ์ดีมากก็ตาม

            นางปรารถนาให้วันแข่งขันมาถึงโดยไวทันทีที่นางก้าวขึ้นสู่เวทีและเอาชนะจอมยุทธ์คนอื่นได้นางย่อมได้รับความสนใจและความชื่นชมมากยิ่งขึ้น

            หากนางได้เป็นศิษย์สกุลจี้จริงเช่นนี้ไม่ว่าใครก็มิอาจโดดเด่นเหนือล้ำไปกว่านาง

            อี๋เหนียงสองคุยกับฮูหยินผู้เฒ่าสักพักก็ขอตัวจากไปกล่าวว่าต้องการพาฮวาเมิ่งซือไปลงชื่อเข้าแข่งขัน

            ฮวาชีเยว่จิบน้ำชาเล็กน้อยดวงตาอ่อนโยนทอประกายราวสายน้ำ น้ำเสียงนิ่งสงบ “ท่านย่า” นางเอ่ย “หลานเองก็จะเข้าร่วมประลองด้วยเช่นกัน”

            ได้ยินคำของฮวาชีเยว่ฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังดื่มน้ำแกงโสมอยู่ก็จ้องฮวาชีเยว่อย่างตกตะลึง ช่วงหลังมานี้หลานสาวที่นางเคยละเลยทำให้นางแปลกใจได้ไม่หยุด

            ยามนี้ฮวาชีเยว่ถึงกับคิดเรื่องเข้าประลองแล้ว?

            “ชีเยว่เจ้าย่อมทราบว่างานประลองนี้หากบาดเจ็บล้มตายย่อมไม่อาจโทษใครได้ทว่าเช่นนี้ก็ยังละเลยเกินไปลมปราณเจ้าโคจรได้ไม่ไหลลื่นทั้งยังไร้ความรู้เหตุใดจึงคิดจะเข้าร่วมประลองได้” ฮูหยินผู้เฒ่าถามเสียงต่ำ

            ฮวาชีเยว่ส่ายหน้าดวงตามีเพียงความมั่นใจ “ท่านย่าเรียนตามตรง ปรมาจารย์ท่านนั้นช่วยขยายเส้นให้หลานโคจรลมปราณผ่านได้มานานแล้วยามนี้หลานจึงสามารถเรียนรู้วิชาได้ที่จริงยามนี้หลานมีพลังอยู่ในระดับหน่ออ่อนแล้ว อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ!”

            ฮูหยินผู้เฒ่าตกตะลึงใจเต้นรัวขึ้นมา

            ฮวาชีเยว่ใช้พลังปราณได้แล้ว?

            เรื่องนี้ไม่มีใครทราบเหตุใดนางจึงเพิ่งรู้เล่า?

            สำหรับสตรีทั่วไปการขึ้นถึงระดับหน่ออ่อนก็นับว่าน่าประทับใจแล้ว ฮวาชีเยว่มาถึงขั้นนี้ได้รวดเร็วทำให้นางตกใจนัก

            “เยว่เอ๋อร์เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกย่าแต่แรกเล่า?”

            “ขออภัยเจ้าค่ะท่านย่าเกรงว่าหลานจะรบกวนท่านหากหลานไร้ความสามารถหลานจึงตัดสินใจรอกระทั่งมีความคืบหน้าบ้างจึงค่อยมาบอกท่านเช่นนี้ท่านจะได้ยินดีมากกว่าเจ้าค่ะ” ฮวาชีเยว่ตอบได้อย่างไหลลื่น

            ฮูหยินผู้เฒ่ามองเทียนซีที่แสนน่ารักน่าชังซึ่งนั่งรออยู่เงียบๆในใจสั่นสะท้านขึ้นมา

            เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆฮวาชีเยว่สั่งสอนเขาไม่กี่วันก็เรียบร้อยรู้จักวางตัวแล้ว

            นิสัยนี้เหนือกว่าเด็กธรรมดาทั่วไปมากนัก

            “เข้าใจแล้วเช่นนั้นเยว่เอ๋อร์ก็ฝึกพลังปราณจนถึงระดับหน่ออ่อนได้แล้ว ยอดเยี่ยม!ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!ไม่น่าเชื่อว่ายามนี้สกุลฮวาเราจะมีผู้มีพลังปราณที่มีพรสวรรค์ถึงสองคนแล้ว! ”ฮูหยินผู้เฒ่าอารมณ์ดีเหลือเกิน นางสั่งให้โจวมามาไปนำรางวัลมามอบให้ฮวาชีเยว่ทันที

            ฮวาชีเยว่พยายามปฏิเสธทว่าสุดท้ายก็แพ้ให้แก่การยืนกรานของฮูหยินผู้เฒ่า จึงต้องรับของมา

            ลู่ซินและโหย่วชุ่ยที่อยู่ข้างๆต่างก็ตกใจจนเกือบร้องอุทานออกมา ไม่แปลกเลยที่คุณหนูเปลี่ยนไปที่แท้ยามนี้คนก็เป็นผู้มีพลังปราณแล้ว!

            “ดีมากแต่เยว่เอ๋อร์ หากเจ้าต้องการเข้าร่วมประลองจริง เจ้าก็ต้องสัญญาณกับย่าอย่างหนึ่งหากคู่แข่งเจ้าทรงพลังกว่าเจ้ามาก เช่นนั้นเวลาสำคัญก็อย่าได้ฝืนตัวเองสิ่งสำคัญที่สุดคือมีชีวิตอยู่ เข้าใจหรือไม่? สกุลฮวาไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตเราไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงแม้แต่น้อย อย่าได้นำชีวิตไปแลกกับชื่อเสียงเด็ดขาด”

            ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งสอนนางอย่างจริงใจด้วยความกังวลทั้งหมดฮวาชีเยว่ล้วนจดจำใส่ใจ หลังจากนั้นฮวาชีเยว่ก็เริ่มวางแผนกับฮูหยินผู้เฒ่าฮวาชีเยว่ตัดสินใจจะมอบต้นหลงแดงสองต้นให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลังจบการแข่งขันเพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่านำหลงแดงสองต้นนี้ไปถวายให้แก่ฮ่องเต้

            ฮูหยินผู้เฒ่าตกตะลึงกับความคิดนี้ได้ต้นหลงแดงถึงสองต้นฮ่องเต้ย่อมต้องยินดีเป็นอย่างยิ่ง

            ฮูหยินผู้เฒ่าเคยคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้วแต่ตัดสินใจผลัดออกไปก่อนด้วยเกรงว่าฮวาชีเยว่จะไม่เห็นด้วย

            อย่างไรฮวาชีเยว่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากยอดปรมาจารย์ผู้น่าจะเป็นเอกอุในบรรดาปรมาจารย์ระดับสูงฮูหยินผู้เฒ่ามิกล้าทำให้เขาไม่พอใจเพียงเพื่อของเล็กๆ น้อยๆ

            ยามนี้ฮวาชีเยว่เสนอขึ้นมาเองฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้วางใจ

            ฮวาชีเยว่ทิ้งเทียนซีไว้กับโหย่วชุ่ยที่บ้านส่วนนางและลู่ซินออกไปลงชื่อเข้าร่วมแข่งขัน

            บนถนนคลาคล่ำด้วยเสียงจากฝูงชนสองฝั่งถนนมีร้านค้ามากมาย ทั้งร้านสมุนไพร โรงรับจำนำ และร้านอื่นๆที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

            ชายชราผู้หนึ่งเร่ถือถาดน้ำตาลปั้นโดยมีเด็กที่ชอบของหวานวิ่งไล่ตามเด็กคนนั้นทานน้ำตาลปั้นหมดไปหลายไม้ ทำให้พ่อค้าน้ำตาลปั้นยิ้มกว้าง

            ซุ้มลงทะเบียนของสกุลจี้แน่นขนัดเป็นพิเศษเมื่อฮวาชีเยว่เห็นแถวยาวเหยียดก็นิ่วหน้าเช่นนี้ไม่รู้ต้องรออีกนานเพียงใดจะถึงตานาง

            เวลาของนางล้ำค่าเกินไปนางไม่อยากเสียเวลาเข้าแถวเช่นนี้

            ลู่ซินเห็นฮวาเมิ่งซือและอี๋เหนียงสองในอาณาจักรฉางจิงนี้สตรีก้าวออกจากบ้านได้แต่ยังมีบางคนที่ชอบมีผ้าโปร่งปิดหน้าอยู่บ้าง

            แน่นอนย่อมมีคนที่เผยใบหน้าได้อย่างมั่นใจพวกนางออกจากบ้านโดยไม่เขินอาย เวทีการแข่งขันก็ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งคลาคล่ำไปด้วยสตรีงามสตรีหน้าตาดีในบริเวณนี้ราวกับก้อนเมฆบนผืนฟ้าบุรุษที่ต่อแถวลงชื่อพากันหันมามองสตรีจากหลากหลายตระกูลอย่างหลงใหล

            แน่นอนว่าสตรีจากตระกูลที่มีเงินทองบางคนก็ส่งสาวใช้มาลงชื่อแทนตนเอง

            “มาไปทางนั้นกัน” ฮวาชีเยว่เห็นฮวาเมิ่งซือทำให้ดวงตาทอประกายขึ้นมารอยยิ้มจางผุดขึ้นขณะนางก้าวเข้าไปหน้าแถวอย่างมั่นอกมั่นใจ

            “คุณหนูทำอะไรเจ้าคะ? มิใช่เราต้องต่อคิวหรือ? ” ลู่ซินถาม

            นางอึ้งไปเมื่อเห็นฮวาชีเยว่ก้าวออกไปอย่างมั่นใจจะทำอะไรกันแน่ ให้ฮวาเมิ่งซือช่วยคุณหนูลงชื่อหรือไม่?

            ด้วยนิสัยของฮวาเมิ่งซือนางย่อมไม่มีทางช่วยฮวาชีเยว่แน่นอน

            เมื่อฮวาชีเยว่เดินเข้าไปจนถึงตัวฮวาเมิ่งซือและอี๋เหนียงสองนางก็ยิ้มกว้าง “อี๋เหนียงสองน้องสาว มิคาดจะได้พบพวกเจ้าที่นี่”

            อี๋เหนียงสองรักลูกสาวตนเองนักสาวใช้สกุลอื่นเห็นนางเป็นผู้พาฮวาเมิ่งซือมาสมัครด้วยตนเองก็พากันชื่นชมพวกนางยกยอฮวาเมิ่งซือว่าเก่งกาจไปไกลถึงขนาดกล่าวว่าฮวาเมิ่งซือเป็นสตรีที่ถูกกำหนดให้ชนะการประลองคำชมเหล่านี้ทำให้อี๋เหนียงสองยิ้มกว้าง

            จู่ๆได้ยินเสียงฮวาชีเยว่ ทั้งอี๋เหนียงสองและฮวาเมิ่งซือต่างก็นึกว่าตนเข้าใจผิดไป

            แต่เมื่อหันไปมองคนที่อยู่ตรงนั้นกลับเป็นฮวาชีเยว่จริงๆ คนยืนอยู่ตรงนั้น ยิ้มให้พวกนางลู่ซินเองก็อยู่ด้วย ใบหน้าน้อยๆ ย่นยู่เข้า

            “โอบังเอิญเหลือเกินเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ ท่านมาซื้อของหรือเจ้าคะ?” ฮวาเมิ่งซือยิ้มกริ่มท่าทีที่มีต่อฮวาชีเยว่ดูอบอุ่นอ่อนโยน

            ฮวาชีเยว่มองแถวยาวด้วยความลังเลเล็กน้อยคนในแถวนั้นโดยมากคือบ่าวไพร่ที่มาลงชื่อแทนคุณหนูในบ้านตน

            “ไม่หรอก...ข้า... ที่จริง... ข้าเองก็มาลงชื่อเช่นกัน” ฮวาชีเยว่ดูเขินอายดวงตาวาดหวัง “ท่านปรมาจารย์กล่าวว่าปีนี้เป็นปีโชคดีของข้าเช่นนี้ลงแข่งขันข้าก็มีโอกาสชนะใช่หรือไม่?”

            คราวแรกที่ได้ยินก็ฟังดูเป็นถ้อยคำไร้สาระฮวาเมิ่งซือและอี๋เหนียงสองมองหน้ากัน ดวงตาทอประกายยินดี

            “เช่นนี้เป็นโอกาสอันดียิ่ง!” พวกนางคิดขึ้นมา

            ก่อนหน้านี้ฮวาเมิ่งซือเคยต้องพยายามหาทางให้ฮวาชีเยว่ลงชื่อร่วมแข่งขันแต่ตอนนี้ฮวาชีเยว่กลับสมัครใจลงชื่อตายด้วยตัวเอง!

            ฮวาเมิ่งซือยิ้มดังเคยน้ำเสียงอ่อนโยนใจเย็น นางจับมือฮวาชีเยว่ เอ่ยอย่างอบอุ่น “พี่สาวเหตุใดจึงไม่บอกพวกเราแต่แรกว่าต้องการร่วมแข่งขันล่ะเจ้าคะ? ท่านแม่กับข้าย่อมต้องลงชื่อให้ท่านแน่”

            รูปโฉมของฮวาเมิ่งซือนับว่าเป็นอันดับหนึ่งของเมืองรอยยิ้มของนางทำให้บุรุษที่ต่อแถวอยู่ถึงกับลืมหายใจดวงตามากมายนับไม่ถ้วนยามนี้จับจ้องนาง

            ความงามของฮวาชีเยว่เองก็ไม่แพ้ฮวาเมิ่งซือหากฮวาเมิ่งซือเป็นดอกโบตั๋น ฮวาชีเยว่ก็ราวกับดอกไป่เหอขาวในสระดูยิ่งใหญ่และสง่างาม

            อี๋เหนียงสองพยักหน้า “ใช่แล้วคุณหนูใหญ่ เจ้าไม่ต้องลำบากต่อแถวหรอก ประเดี๋ยวพวกเราจะลงชื่อให้เจ้าเอง!”

    คล้ายกับเรื่องฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน