บทที่ 105 การมาถึง
ภายในกระท่อมไม้ไผ่ ชายหนุ่มยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับความคิดมากมายที่กำลังแล่นอยู่ในหัวของชายหนุ่ม ก่อนที่ในเวลาต่อมาชายหนุ่มจะผสานมือคำนับไปยังความว่างเปล่า
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”
สิ้นเสียงชายหนุ่มได้เดินออกจากกระท่อมไม้ไผ่นี้ไปและเดินหาทางออกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ลงไปจนถึงชั้นที่หนึ่งของตำหนักขัดเกลาที่สอง
ระหว่างที่ชายหนุ่มลงมาชายหนุ่มพยายามจะดูว่าชั้นต่างๆ มีอะไรบ้าง ทว่าแต่ละชั้นเป็นห้องโถงพร้อมกับประตูเหมือนชั้นที่หนึ่ง ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงลงไปยังชั้นหนึ่งและค่อยหาโอกาสกลับมายังชั้นอื่นๆ ทีหลัง
เมื่อมาถึงชั้นที่หนึ่งก็ปรากฏชายชราทั้งสามในสายตา และเป็นผู้อาวุโสหยินหยางที่เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“เป็นเช่นไรบ้างเจ้าหนู แล้วจักรพรรดิวิถีสวรรค์ล่ะเขาไปไหนแล้ว”
“ข้าได้คำแนะนำที่ดีมามากเลยขอรับผู้อาวุโส ส่วนผู้อาวุโสจักรพรรดิวิถีสวรรค์ท่านไม่อยู่แล้วขอรับ”
จากนั้นชายหนุ่มจึงเล่าเรื่องราวที่เจอกับจักรพรรดิวิถีสวรรค์ให้ชายชราทั้งสามและคนอื่นๆ ฟัง
“อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าเขายังมีชีวิต”
ชายชราจิตวิญญาณอาวุธเอ่ยออกมา
“ตอนนี้ข้าว่าเจ้าควรไปยังชั้นที่สี่เสียก่อน ในนั้นมีตำราวิชามรรคและเทคนิคบ่มเพาะอยู่พอสมควรเจ้าควรไปศึกษาวิชาเหล่านั้นและมาสร้างวิชาบ่มเพาะของเจ้าเสียก่อนนี่เป็นสิ่งที่เจ้าควรทำโดยเร็ว”
สิ้นเสียงของชายชราช่องว่างมิติก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง
“ไปเสีย เมื่ออ่านตำราวิชาเหล่านั้นหมดแล้วเจ้าก็มาสร้างวิชาบ่มเพาะของเจ้าในประตูทำความเข้าใจมรรควิถีเสียเถิด พวกข้าทั้งสามจะไปรออยู่ในนั้น”
“ขอรับผู้อาวุโส”
สิ้นเสียงชายหนุ่มจึงก้าวเท้าเข้าไปในช่องว่างมิติก่อนที่ในเวลาต่อมาร่างของชายหนุ่มจะหายไปพร้อมๆ กับประตูมิติที่ปิดลง
“พวกเจ้าเองก็แยกย้ายไปได้แล้ว”
ผู้อาวุโสหยินหยางเอ่ยกับเหล่าจิตวิญญาณธาตุทั้งห้า
“ส่วนเจ้า อิ้งเยว่ มารอเจ้าหนูนั่นกับพวกข้าอย่าได้ไปยุ่งกับผู้อื่นให้มากนัก”
เจ้าตัวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทำให้ตัวนางที่เป็นก้อนพลังสีดำทมิฬสั่นไหวเล็กน้อยแต่นางก็ไม่ได้ปฏิเสธอันใด ก่อนที่ในเวลาต่อมาร่างของทุกคนจะหายไปจากห้องโถงแห่งนี้
ในด้านของชายหนุ่ม เวลานี้ตัวเขาเข้ามาอยู่ในห้องขนาดใหญ่ กำแพงห้องโถงเป็นชั้นวางตำราทั้งหมด ทว่ากลับมีตำราวิชายุทธ์และเทคนิคบ่มเพาะต่างๆ อยู่บางตายิ่งนัก
ไม่รอช้าชายหนุ่มหยิบหนึ่งในตำราเหล่านั้นมาก่อนที่จะศึกษาวิชามรรคด้านใน หลังจากอ่านเพียงไม่นานดวงตาของชายหนุ่มก็ลุกวาว
และเวลาก็ได้ผ่านไปถึงสองวันเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคบ่มเพาะหรือวิชายุทธ์คที่อยู่ในตำราภายในชั้นวางของห้องนี้ชายหนุ่มก็ได้อ่านจนหมดสิ้น
แต่เมื่อเทียบเทคนิคบ่มเพาะกับวิชายุทธ์ที่ชายหนุ่มมีอยู่นั้น วิชาของในชั้นที่สี่นี้ยังเทียบไม่ติดทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มได้รับมาคือความเข้าใจในมุมมองต่างๆ และรายละเอียดของวิชามรรคที่ยังไม่เคยรู้ ซึ่งถือว่านี่เป็นผลดีกับชายหนุ่มเป็นอันมากในการที่จะสร้างเทคนิคบ่มเพาะของตนเอง
หลังจากนั้นชายหนุ่มได้ลงไปจากชั้นที่สี่และเข้าไปยังประตูทำความเข้าใจมรรควิถี และพูดคุยกับชายชราทั้งสามเล็กน้อยก่อนจะลงไปทำความเข้าใจและสร้างวิชามรรคที่จุดไร้คลื่นที่หนึ่งร้อย
เวลาผ่านไปหนึ่งวัน ในวันนี้เองด้านหน้าตำหนักขัดเกลาที่สอง ร่างอันทรงพลังหนึ่งร่างก็ได้มาปรากฏด้านหน้าตำหนักขัดเกลาที่สอง
เจ้าของร่างนี้ไม่ใช่ใครอื่นนางคือหลิวจินเยว่ นางคือคนที่บรรลุตัดผ่านเป็นระดับจ้าวดินแดนคนแรกและหลังจากนางปรับสมดุลพลังของนางจนเสร็จ นางก็ไม่ลืมที่จะตามหาตัวชายหนุ่มด้วยตราประทับสังหารที่นางประทับเอาไว้ที่มือซ้ายของชายหนุ่ม
และด้วยตราประทับนี้นั่นเอง จึงทำให้นางรู้ด้วยว่าชายหนุ่มเป็นผู้ที่ตัดผ่านเป็นระดับจ้าวดินแดน เพราะเมื่อผู้ที่มีตราประทับสังหารเพิ่มระดับพลัง ผู้ที่ใช้ตราประทับนี้ใส่อีกฝ่ายจะรับรู้ได้ทันที และถ้าระดับห่างกันมากเกินไปตราประทับนี้จะหายไป
หญิงสาวมองไปยังตำหนักห้าชั้นเบื้องหน้าก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปด้านในอย่างไม่รีบร้อน
เมื่อนางเข้ามานั้น นางก็สังเกตเห็นประตูทั้งสามบานและศิลาที่เขียนคำอธิบายไว้ เมื่อนางอ่านเสร็จและคิดที่จะเลือกหนึ่งในสามประตูนั้นเอง
หญิงสาวผู้หนึ่งก็ออกมาจากประตูฝึกฝนกายหยาบพอดี นางไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหลี่เฟย
หญิงสาวทั้งสองสบตากัน ก่อนที่หลิวจินเยว่จะเอ่ย
“เจ้านี่เอง เจ้านั่นอยู่ที่ใดไปเรียกเจ้านั่นออกมา”
“วันนี้ข้าจะไม่ให้เจ้านั่นเล่นลูกไม้อะไรได้อีก”
หลี่เฟยที่เห็นว่าสตรีตรงหน้าตนเป็นใครและรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็มีสีหน้าตกต่ำลง พลังที่นางสัมผัสได้จากสตรีตรงหน้านั้นไม่ต่างจากจอมยุทธ์ระดับจ้าวดินแดนที่นางเจอในดินแดนคมวายุเลย
“เหตุใดสตรีนางนี้ถึงมาอยู่ที่นี่”
“หรือว่า…ตราประทับนั่น”
นางคิดอยู่ในใจก่อนจะยกยิ้มเอ่ยตอบ
“เจ้าเก่งนักมิใช่รึเหตุใดไม่ไปหาด้วยตัวเองเล่า”
หลิวจินเยว่ที่เห็นการแสดงออกของหลี่เฟยที่มีต่อตนก็ได้ยกยิ้มขึ้นมา
“เช่นนั้นข้าจะเล่นกับเจ้าจนกว่าเจ้านั่นจะออกมาก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงร่างของนางก็หายไปก่อนจะมาปรากฏตัวด้านหลังหลี่เฟยและซัดหมัดเข้าหาหญิงสาว
หลี่เฟยกว่าที่จะรับรู้ถึงการโจมตีที่เข้ามาก็สายเกินไปเสียแล้ว ในตอนนั้นนางทำได้เพียงหันหลังกลับไปและไขว้แขนทั้งสองรับการโจมตีของหลิวจินเยว่
ตูม....
ร่างของหลี่เฟยกระเด็นลอยเข้าอัดกับกำแพงตำหนักขัดเกลาเข้าอย่างจัง แรงปะทะนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากแต่ตำหนักแห่งนี้กลับไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย ต่างจากหลี่เฟยที่บัดนี้นางได้กระอักโลหิตคำโตออกมากระดูกทั่วร่างของนางร้าวรานไปทั่วโดยเฉพาะกระดูกแขนทั้งสองข้างของนางที่บัดนี้หักไม่เหลือชิ้นดี หลี่เฟยในตอนนี้หมดสภาพต่อสู้โดยสิ้นเชิง
อย่างไรเสียระดับพลังของสตรีทั้งสองก็ยังห่างกันเกินไป หลี่เฟยในตอนนี้ไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ให้หลิวจินเยว่ได้แม้แต่น้อย
“ข้าไม่อยากจะสังหารสตรีอ่อนแอเช่นเจ้า เรียกเจ้านั่นออกมาเสียไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยมกับคนไม่มีทางสู้”
หลิวจินเยว่เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเฉยชา นางไม่สนใจจะสังหารหลี่เฟยจริงๆ ถึงแม้นางจะเป็นคนของสมาคมดับดาราแต่การจะสังหารใครสักคนสำหรับนางมันก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอและที่สำคัญตัวนางเองไม่ชอบสังหารผู้ที่อ่อนแอกว่าตนมากเกินไป
หลี่เฟยที่ได้ยินคำพูดของสตรีตรงหน้าก็ได้แต่เงียบงัน ยามนี้นางได้แต่ผิดหวังกับตัวเองนางอยากจะเป็นคนที่สามารถเดินตามผู้ชายคนนั้นให้ทันและยืนหยัดไปกับเขาได้ แต่ตัวนางในตอนนี้ช่างอ่อนแอสิ้นดีเมื่อเทียบกับศัตรูของชายผู้นั้น
แล้วนี่ศัตรูคนนั้นจะให้นางเรียกเขาออกมาเพื่อแลกกับการให้นางมีชีวิตงั้นรึ ไม่มีทางและตอนนี้นางก็ไม่รู้เช่นกันว่าชายหนุ่มอยู่ที่ใดต่อให้รู้นางก็ไม่ยอมเรียกชายหนุ่มออกมาเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นนี้แน่
ที่หญิงสาวคิดเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่านางนั้นไม่รู้ว่าชายหนุ่มตัดผ่านเป็นจอมยุทธ์ระดับจ้าวดินแดนแล้ว นางจึงมีภาพจำชายหนุ่มในระดับพลังของราชันย์ยุทธ์เท่านั้น เมื่อนางเอามาเทียบกับสตรีตรงหน้านางจึงเข้าใจว่าชายหนุ่มนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสตรีนางนี้อย่างแน่นอน
ในระหว่างที่หลี่เฟยกำลังคิดอยู่นั่นเอง เวลาก็ผ่านไปหลายลมหายใจจนหลิวจินเยว่หมดความอดทน
“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมเรียกเจ้านั่นออกมาข้าก็คงต้องสังหารเจ้าเสีย ข้าเชื่อว่าเจ้านั่นจะต้องออกมาอย่างแน่นอน ข้าล่ะไม่อยากสังหารคนอ่อนแอเช่นเจ้าโดยไม่จำเป็นเสียเลย”
สิ้นเสียง นางง้างหมัดและกำลังจะชกออกไปอีกครั้ง ทันใดนั้นเองร่างของผู้อาวุโสอัสนีม่วงก็ปรากฏขึ้นด้านหน้าของหญิงสาวก่อนจะเอ่ย
“ตราบใดที่อยู่ในที่แห่งนี้ห้ามมีผู้ใดสังหารกัน”
ผู้อาวุโสอัสนีม่วงเอ่ยขึ้นพร้อมกับปล่อยแรงกดดันออกมา ทำให้สีหน้าของหลิวจินเยว่เปลี่ยนไปทันที
จากผู้เขียน: กลับมาแล้วนะครับ ต้องขออภัยทุกท่านที่หายไปเป็นเดือนนะครับ ช่วงที่ผ่านมาผมต้องเดินทางไปธุระต่างจังหวัดหลายวันและด้วยผมไม่มีนิยายสต๊อกไว้ทำให้การลงนิยายขาดตอนต้องขออภัยเป็นอย่างสูงครับ
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio