บทแทรก : เพาะชำ
“เรียกมามีธุระอะไรกับฉันรึไง” ทินเอามือซุกกระเป๋ากางเกงหันกลับมาจ้องหน้าคนที่มาขอคุยกับเขาแบบสองต่อสองชวนให้เข้าใจผิดถ้าอีกฝ่ายไม่ได้พามาตรงทางหนีไฟ และสีหน้าเจ้าตัวก็ไม่ได้ชวนให้มีอารมณ์ทำนองนั้นเลยสักนิด
“นายยังติดค้างคำอธิบายฉันอยู่” วาลทำหน้านิ่งแต่ดูจริงจังกว่าครั้งไหน เธอจ้องเขาอย่างไม่วางตา แต่เขาแค่ยักไหล่
“ไม่ยักรู้ว่าฉันต้องอธิบายอะไรด้วย ‘โทษนะแต่รีบกลับไปก่อนที่พวกเจ้าเตี้ยจะคิดว่าเราถูกจับตัวไปไหนอีกดีกว่า”ทินว่าพลางจะหันไปจับกลอนประตู
“ ‘เธอไม่ใช่คนที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเองหรอก’ “ วาลโพล่งขึ้น และมือของอีกฝ่ายก็ชะงักลง “สิ่งที่นายฝากเนนให้มาบอกฉันจะบอกว่าไม่รู้เรื่อง?”
“แล้ว?” ทินย้อนถามมองเหมือนคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าสนตรงไหนแล้วสีหน้าที่เคยเรียบนิ่งของวาลก็เริ่มขมวดนิ่ว
“นั่นมันไม่จริง บีดีฆ่าพวกเขาเพราะฉันต้องการให้เป็นแบบนั้นต่างหาก”
ทินขยับยิ้ม “ฟังจากคนอื่นแล้วมาคิดเป็นตุเป็นตะเองล่ะสิถ้าเป็นงั้นจริง ฉันคงถูกบ๊อกฆ่าวันละหลายๆ เวลา”คนพูดคงรู้ตัวดีว่าทำตัวแบบไหนไปบ้าง
“...เนียร์ไม่คิดฆ่านายอยู่แล้วแต่เกลบอกว่าพวกบีดีรู้ว่าใครสำคัญกับเจ้านายของมันบ้าง หาก...สำคัญจริงก็คงไม่ฆ่าหรอก” วาลกำมือแน่น สายตามองพื้นอย่างไม่อยากเห็นสิ่งใดแต่ในห้วงคิดภาพความตายนั้นยังคงติดตา หลอกหลอนเธอมาจนถึงทุกวันนี้
บีดีทำลงไป...เพราะเธอเองนั่นแหละที่เป็นคนอยากฆ่าพวกเขา
“เธอนี่เข้าใจผิดไปมากเลยนะ” เสียงทักของอีกฝ่าย ทำให้วาลเงยหน้าแล้วร้องค้านในใจว่าผิดตรงไหน ในเมื่อความจริงปรากฏให้เห็นไปแล้ว
“คนสำคัญของเจ้านายก็คือคนสำคัญของเจ้านายแต่คนสำคัญของพวกสัตว์เลี้ยงน่ะ มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้นแหละ”ทินพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะสื่อว่า แค่นี้ก็ไม่รู้รึไง“เจ้านายคือคนสำคัญของพวกมันคนเดียวเท่านั้นต่อให้เจ้านายจะมีคนสำคัญอื่นอีกมากก็ตามก็จะยังมีเพียงคนเดียวที่สำคัญเพียงคนเดียวที่มันคิดอยากปกป้องด้วยสัญชาตญาณทั้งหมดที่มี...ถามหน่อย"ทินมองตาวาลตรงๆ
“ระหว่างคนสำคัญของเจ้านายกับตัวเจ้านายเอง ถ้าให้ต้องเลือกคิดว่าพวกสัตว์เลี้ยงจะเลือกปกป้องใคร”
วาลไม่อาจตอบได้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบแต่เพราะความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาจุกที่คอ
ทินถอนหายใจเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาว “เรื่องอื่นไม่อยากเชื่อก็ได้แต่ว่าเรื่องที่สัตว์เลี้ยงจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้านายของมันแน่ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นใครก็ตามทีก็อยากให้เธอเชื่อนะ...หรือถ้าเธออยากบ้าเป็นนางเอกละครโทษตัวเองต่อไป ก็ตามใจ”ทินกำลังจะไป แต่ว่ากลับถูกมือของอีกฝ่ายคว้าชายเสื้อรั้งไว้ก่อน
“แล้ว...แล้วพวกเขาสำคัญกับฉันจริงรึเปล่า” เสียงของวาลสั่น
“นั่นน่ะ อยู่ที่ตัวเธอเองไม่ใช่เหรอว่าคิดยังไง”ทินถอนหายใจอีกเฮือก เมื่อสัมผัสได้ว่าไม่ใช่แค่เสียงแล้วที่สั่นแม้แต่มือที่จับเสื้อเขาอยู่ก็สั่น
มือวาลกระตุกเฮือกเมื่อมีมือของอีกฝ่ายเข้ามาจับไว้แม้เจ้าตัวจะไม่ได้หันมาก็ตาม
ทินไม่อยากรู้หรอกว่าวาลทำหน้าแบบไหนอยู่แต่การมาจับเขาทั้งที่มือสั่นๆ นั่นมันเป็นอะไรที่น่ารำคาญฉะนั้นหากเขากุมมือเธอไว้ คงทำให้มันหยุดสั่นได้สินะ
“พอลองคิดๆ ดูแล้ว ที่เธอรู้สึกผิดจะเป็นจะตายขนาดนี้ คำตอบมันก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้วนะ”เสียงทินตวัดห้วนเล็กน้อย พลางปล่อยมือจากเด็กสาวแต่เธอกลับเข้ามาจับเสื้อเขาอีกจนทินแทบกลอกตา “อะไรอีกล่ะ”
“...ขอบคุณนะ” เสียงดังแผ่วเบาจากด้านหลัง ทำให้ทินนิ่งไปแผ่นหลังรู้สึกถึงไออุ่นของกายอีกฝ่ายที่ขยับเข้ามาใกล้ แม้ร่างของทั้งคู่จะไม่ได้สัมผัสกันตรงๆก็ตาม ทำให้ทินรู้สึกแปลกๆ เขาเคยถูกผู้หญิงเข้ามาจับเนื้อต้องตัวหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้เขารู้สึกได้อย่างนี้เลย
เหมือนอยากใกล้ชิด หากยังรักษาระยะห่าง
เหมือนอยากสัมผัส หากจับเพียงปลายเสื้อ
ความรู้สึกขัดกันนี้เอง ทำให้ทินเผลอคิดไปชั่วแวบหนึ่งว่าเขาจะขจัดความขัดแย้งนั้นให้ไปในทางเดียวกันเองแต่ก็ยั้งตัวเองได้ทันที...ทินกำมือ ...ก็แค่ความหงุดหงิดในความครึ่งๆ กลางๆของอีกฝ่ายเท่านั้นแหละ... แม้อีกใจจะแอบคิด
หรือว่า...
‘ทิน!’
เสียงร้องเรียกของใครบางคนดังขึ้นมาในห้วงคิดเสียงร้องสูงที่สั่นไหวไปถึงข้างใน...ทินดึงสติกลับมาทันที เขาเหยียดยิ้ม
ไม่ได้สิ ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะคิดเรื่องพรรค์นั้นหรอกตอนนี้เขาควรสนมากกว่าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป แล้วเนียร์...
“ปล่อย” ทินบอกเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่เชิงเป็นคำสั่งแต่วาลก็ปล่อยทันที “รีบกลับเถอะ ป่านนี้พวกนั้นอาจหาทางติดต่อกับเนียร์ได้แล้ว”
วาลไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ทินก็รู้ว่าเธอตามเขามาอย่างเงียบๆทินขจัดความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นออกไปทั้งหมดเมื่อยังเหลือเรื่องที่ต้องทำอีกในอนาคตข้างหน้า
เพื่อสิ่งนั้น...เพื่อคำสัญญา
เขาต้องกลับไปอยู่ข้างเธออีกครั้ง จะทิ้งไปไม่ได้เด็ดขาด
‘ทิน!’
เพราะวันนั้นเขาได้สาบานกับตัวเองไว้แล้ว