ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    เอาชนะเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบวัน

    เวลานี้เรือบินของตระกูลหนานและกองกำลังอื่นๆก็เดินทางมาถึงเมืองจิวหยางแล้ว

    ทางฝั่งของตระกูลจิว เมื่อพวกเขาได้รับข่าวว่าตระกูลหนานเดินทางมาถึงแล้ว พวกเขาก็รีบออกมาต้อนรับทันที ถึงอย่างไรในตอนนี้ตระกูลหนานก็นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเส้นทางจิวหยาง

    ถ้าหากพวกเขาทำอะไรให้ตระกูลหนานไม่พอใจ วันดีคืนดีตระกูลหนานอาจจะลบตระกูลจิวออกจากเส้นทางจิวหยางก็ได้ใครจะรู้

    ผู้นำตระกูลจิวเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเรียวยาวดุจกระบี่ คิวตรงหนาดุจดาบ เพียงแค่กลิ่นอายของเขาก็ทำให้เซียนศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆรับรู้ถึงความแข็งแกร่งได้ 

    ชื่อของผู้นำตระกูลจิวก็คือ จิวหยงอี้ เขาเป็นผู้นำตระกูลจิวมานานกว่าหนึ่งพันปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของเส้นทางจิวหยางก็ไม่เกินเลย ปัจจุบันจิวหยงอี้มีความแข็งแกร่งในระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย

    ตอนนี้จิวหยงอี้ได้นำคนของตระกูลจิวมาต้อนรับตระกูลหนาน พวกเขารู้ว่าคนนำกลุ่มมาไม่ใช่ผู้นำตระกูลหนานแต่เป็นบุตรชายคนที่สามของผู้นำตระกูลหนาน หนานหมิง

    ว่ากันว่าหนานหมิงนับว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูลหนาน ปัจจุบันเขาอายุเพียงแค่สี่สิบกว่าปี แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็มาถึงระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์แล้ว นับว่าเป็นอัจฉริยะที่ทั่วทั้งเส้นทางจิวหยางหรือเส้นทางอื่นๆก็ยากที่จะพบเจอ

    ณ ลานจอดเรือบิน ตระกูลจิวรวมไปถึงกองกำลังอื่นๆที่ได้รับข่าวว่าตระกูลหนานได้เดินทางมาถึงแล้ว พวกเขาก็ออกมาดูว่าตระกูลหนานที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

    เมื่อหนานหมิงและคนอื่นๆลงมาจากเรือบิน ผู้นำตระกูลจิว จิวหยงอี้ก็เดินเข้ามทักทายด้วยรอยยิ้ม

    หนานหมิงเองก็ทักทายกับจิวหยงอี้อย่างเป็นกันเองเช่นกัน

    จากนั้นสายตาของจิวหยงอี้ก็เหลือบไปเห็นหนานเทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างของหนานหมิง เมื่อสังเกตดีๆจะพบว่าใบหน้าของเด็กคนนี้และหนานหมิงนั้นคล้ายกันอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าทั้งสองจะเป็นมีความสัมพันธ์ด้านสายเลือดหรือก็คือเด็กคนนี้น่าจะเป็นบุตรชายของหนานหมิง

    แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้จิวหยงอี้ถึงกับตกใจก็คือ เด็กคนนี้อายุเพียงแค่สิบสองปีแต่เขาก็เป็นถึงเซียนแท้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวจริงๆ 

    “ นี้คือบุตรชายของข้าเอง หนานเทียนอวิ๋น ” หนานหมิงแนะนำตัวหนานเทียนอวิ๋นให้กับจิวหยงอี้

    “ โอ้! พ่อเป็นพยัคฆ์บุตรชายย่อมเป็นพยัคฆ์ไม่ต่างกันจริงๆ ข้าเชื่อว่าเด็กคนนี้ในอนาคตจะต้องไปถึงระดับที่เหนือกว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแน่นอน ” จิวหยงอี้กล่าวความมั่นใจ

    หนานหมิงยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ ขอบคุณท่านจิวที่กล่าวชมแต่เจ้าเด็กนี้ยังต้องใช้เวลาอีกเยอะกว่าจะไปถึงระดับนั้นได้ ” 

    จิวหยงอี้หัวเราะร่าและพากลุ่มของหนานหมิงมุ่งหน้าไปยังที่พักที่จิวหยงอี้จัดเตรียมเอาไว้ให้

    เนื่องจากมีตระกูลจิวเป็นคนนำทาง กองกำลังอื่นๆจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่ง 

    แต่ทันใดนั้นก็มีชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้ากลุ่มของหนานหมิงและตระกูลจิว

    จิวหยงอี้เหลือบมองไปยังชายวัยกลางคนผู้นั้นก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นจริงจังขึ้นมา 

    “ มู่ชุ้ย?! แกกล้าโผล่หัวมาที่นี้งั้นเรอะ” จิวหยงอี้หรี่ตาลงพร้อมกับกลิ่นอายของเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายปลดปล่อยออกมา

    มู่ชุ้ยหัวเราะอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “ ทำไมข้าจะมาไม่ได้ล่ะ และอีกอย่างนะข้าอยากไปไหนมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า แต่ที่ข้ามาที่นี้ไม่ได้มาเพราะหาเรื่องเจ้า แต่ข้าแค่มาดูว่าตระกูลหนานที่ล่ำรือกันมาน่ะแข็งแกร่งจริงๆหรือไม่? ” 

    ทันใดนั้นกลิ่นอายของมู่ชุ้ยก็ระเบิดออกมา 

    “ เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง?! ” จิวหยงอี้อุทานออกมาด้วยความตกใจ

    “ คุณชายหนานโปรดระวังตัวด้วย เจ้ามู่ชุ้ยเป็นเซียนรับจ้าง มันทำงานทุกอย่างเพื่อเงิน มันเคยลอบสังหารแม้กระทั้งเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ในตอนที่มันมีความแข็งแกร่งระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย แม้ว่ามันจะไม่สามารถสังหารเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ได้แต่มันก็สามารถหนีรอดมาได้ ทำให้มันเป็นเซียนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในหมู่เซียนรับจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางจิวหยางหรือเส้นทางเจียงหยางก็ต้องเคยได้ยินชื่อของมู่ชุ้ยมาก่อน ” จิวหยงอี้กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

    หนานหมิงเหลือบมองไปที่มู่ชุ้ยก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ เจ้าคงได้รับการจ้างวานมาให้ทดสอบข้าใช่ไหม?  ”

    มู่ชุ้ยยิ้มและกล่าวว่า “ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าเป็นใคร แต่ในเมื่อเจ้าใส่ชุดของตระกูลหนานเจ้าก็ถือว่าเป็นเป้าหมายของข้า เพราะข้าเพียงแค่ทดสอบดูว่าตระกูลหนานจะแข็งแกร่งอย่างที่คนอื่นๆพูดมาหรือไม่? ” 

    สิ้นเสียงของมู่ชุ้ย เขาก็พุ่งหาหนานหมิงทันทีและชกใส่หนานหมิงด้วยความเร็ว

    จิวหยงอี้กำลังจะลงมือแต่เขาก็ถูกหนานหมิงห้ามเอาไว้ก่อน

    “ ข้าจัดการเอง ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นเขาก็กล่าวกับหนานเทียนอวิ๋นว่า “ อวิ๋นเอ๋อร์เจ้าต้องดูคู่ต่อสู้ให้ดีและใช้ประโยชน์จากคู่ต่อสู้ให้มากที่สุด ” 

    หนานหมิงหยิบกระบี่ออกมาและรับหมัดของมู่ชุ้ยทันที

    ดวงตาของมู่ชุ้ยเบิกกว้างด้วยความตกใจ 

    ในตอนแรกเขาคิดที่จะจัดการกับรุ่นเยาว์คนนี้เพื่อเรียกให้ยอดฝีมือของตระกูลหนานปรากฏตัว แต่เขานึกไม่ถึงเลยว่ารุ่นเยาว์คนนี้สามารถรับหมัดของเขาได้ง่ายๆแบบนี้

    ทันใดนั้นมู่ชุ้ยก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทรงพลังปะทุออกมาจากรุ่นเยาว์ด้านหน้า

    “ เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย?! ” มู่ชุ้ยอุทานออกมาทันที

    คนอื่นๆที่อยู่รอบๆเองก็แสดงสีหน้าตกใจออกมาเหมือนกัน พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่ารุ่นเยาว์ที่เป็นผู้นำกลุ่มในครั้งนี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้

    ไม่สิต้องบอกว่าการแข่งขันในครั้งนี้ดูเหมือนว่าตระกูลหนานจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะรุ่นเยาว์ของกองกำลังทั้งหลายที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเซียนทองคำเท่านั้น

    “ เข้ามาอีกสิ ข้าอยากรู้นักว่ายอดฝีมือเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงจะแข็งแกร่งขนาดไหน? ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    จากนั้นทั้งสองก็ปะทะกันอย่างรวดเร็ว จนคนอื่นๆแทบจะมองไม่ทัน

    ดวงตาของหนานเทียนอวิ๋นเปร่งประกายด้วยความตื่นเต้น น้อยครั้งมากที่เขาจะได้เห็นพ่อของเขาต่อสู้แบบจริงๆจัง 

    “ ท่านพ่อสุดยอดจริงๆ ” หนานเทียนอวิ๋นพึมพำด้วยความตื่นเต้นและยินดี

    การปะทะกันไม่ถึงสิบลมหายใจก่อนที่หนานหมิงและมู่ชุ้ยจะแยกจากกัน 

    ตอนนี้ทุกๆคนได้เห็นว่าสภาพของมู่ชุ้ยเต็มไปด้วยรอยดาบนับไม่ถ้วน ส่วนทางด้านของหนานหมิงเขาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย แม้กระทั้งรอยบนเสื้อผ้าก็ยังไม่มี

    ซึ่งการปะทะกันในช่วงเวลาสิบกว่าลมหายใจนี้เห็นได้ชัดว่าหนานหมิงเหนือกว่ามู่ชุ้ยมาก

    มู่ชุ้ยหรี่ตาลงและมองไปยังหนานหมิงและถามขึ้นว่า “ เจ้าเป็นใครกันแน่? ”

    “ ข้าหนานหมิง บุตรชายคนที่สามของผู้นำตระกูลหนาน ” หหนานหมิงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มจางๆ

    “ ดี! หนานหมิงข้าจะลงมืออย่างจริงจังแล้วหวังว่าเจ้าจะเอาชีวิิตรอดมาได้นะ ” มู่ชุ้ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    จากนั้นหมัดของมู่ชุ้ยก็รวบรวมพลังเอาไว้จำนวนมหาศาล จนกระทั้งหมัดของเขาเปร่งแสงสีทองแดงออกมา

    “ คุณชายหนานระวังตัวด้วย นั้นคือทักษะที่รุนแรงที่สุดของมู่ชุ้ย มีชื่อว่า หมัดแสงตะวัน ” จิวหยงอี้ตะโกนเตือนทันที

    หนานหมิงพยักหน้าและกล่าวว่า" เข้าใจแล้ว " 

    “ ตายซะ! ” มู่ชุ้ยคำรามพร้อมกับหมัดยักษ์สีทองแดงพุ่งใส่หนานหมิงด้วยความเร็ว

    หมัดยักษ์สีทองแดงทำให้บรรยากาศรอบๆถึงกับสั่นสะเทือน แม้กระทั้งเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายอย่างจิวหยงอี้และคนอื่นๆก็รู้สึกถึงความสิ้นหวังในหมัดนี้

    หนานเทียนอวิ๋นเองก็รู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน เขามองไปที่หนานหมิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าและรอยยิ้มที่มั่นใจ ไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

    หนานหมิงไม่ได้หลบหนี เขาเพียงแค่ยืนเฉยๆพร้อมกับวาดดาบไปด้านหน้า

    ปราณดาบสีครามพุ่งปะทะกับหมัดยักษ์สีทองของมู่ชุ้ยอย่างรุนแรงจนเกิดคลื่นพลังกระจายไปทั่วพื้นที่

    หลู่เซียงปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าของหนานเทียนอวิ๋นพร้อมกับใช้พลังของตัวเองปกป้องไม่ให้ถูกลูกหลง ส่วนยอดฝีมือคนอื่นๆก็ป้องกันรุ่นเยาว์ของตระกูลหนานเพื่อไม่ให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บ

    ไม่กี่ลมหายใจต่อมา พวกเขาก็มองไปยังบนท้องฟ้าและดวงตาของพวกเขาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

    ตอนนี้ร่างกายของหนานหมิงมีบาดแผลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก ผิดกับมู่ชุ้ยที่ตอนนี้่่แขนซ้ายของเขาถูกตัดขาด ใบหน้าซีดขาว ร่างกายโงนเงนจนเกือบจะล้ม

    “ บ้าเอ้ยเจ้าสารเลวนี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว…แบบนี้ไม่คุ้มกับค่าจ้างเลยจริงๆ  ” มู่ชุ้ยกัดฟันกล่าวด้วยความโกรธก่อนที่เขาจะหยิบเอาโอสถขึ้นมากินและกล่าวต่อว่า “ เจ้าสารเลวต่อไปข้าจะเอาจริงแล้ว เจ้าเตรียมตัวรับมือให้ดี! ”

    เมื่อมู่ชุ้ยกล่าวจบเขาก็ระเบิดพลังของเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงออกมาทันที

    หนานหมิงที่เห็นเขาก็หรีตาลงพร้อมกับเตรียมตัวรับมือกับการโจมตี

    จิวหยงอี้และคนอื่นๆก็มองไปมู่ชุ้ยและเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการโจมตีของมู่ชุ้ยเพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้หลบหนีออกไปได้ทันถ้าหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น

    เพียงแต่ทุกๆคนก็ต้องเบิกตากว้างเพราะจู่ๆมู่ชุ้ยก็วิ่งหนีหายตัวไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและงุนงง

    ฉากนี้ทำให้หนานหมิงและคนอื่นๆถึงกับมองหน้ากันด้วยความสับสน ด้วยการที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามู่ชุ้ยจะหลบหนีแบบนี้ ทำให้หนานหมิงและคนอื่นๆไม่ได้เตรียมตัวทัน

    เสียงกระซิบของเซียนทั้งหลายดังขึ้นเบาๆ พวกเขาเองก็รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก 

    “ เจ้าสารเลวนั้นคิดจะไปก็ไปง่ายๆแบบนี้เลยงั้นเหรอ? ” จิวหยงอี้อุทานเบาๆ จากนั้นเขาก็มองไปยังหนานหมิงด้วยความเคารพและนับถือ เพราะแม้แต่เขาเองก็ไม่กล้าที่จะรับประกันว่าจะสามารถเอาชนะมู่ชุ้ยได้ง่ายๆแบบนี้ 

    หนานหมิงเองก็มองไปยังทิศทางที่มู่ชุ้ยบินหนีไป เขาก็ยิ้มแห้งๆและเก็บดาบไว้ในอุปกรณ์มิติ

    เมื่อมู่ชุ้ยหนีไปแล้ว จิวหยงอี้ก็พาหนานหมิงมุ่งหน้าไปยังที่พักที่เตรียมเอาไว้ให้กับตระกูลหนาน

    ระหว่างทางที่ไปปยังที่พักของตระกูลหนาน ชื่อเสียงของหนานหมิงก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองจิวหยางในทันที เนื่องจากเขาเป็นบุตรชายของผู้นำตระกูลหนาน และยังเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งอย่างมาก อายุเพียงแค่สี่สิบกว่าปีแต่ก็มาถึงระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย 

    แถมการต่อสู้ระหว่างมู่ชุ้ยและหนานหมิงก็ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของหนานหมิงพุ่งทะยานขึ้นไปอีก เพราะต้องไม่ลืมว่ามู่ชุ้ยเป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง นับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างมาก 

    หนานหมิงต่อสู้กับมู่ชุ้ยและยังทำให้มู่ชุ้ยบาดเจ็บสาหัสจนทำให้เขาต้องหลบหนีออกจากเมืองจิวหยางไป 

    เมื่อเป็นแบบนี้เหล่ารุ่นเยาว์จากกองกำลังทั้งหลายรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก เพราะความแตกต่างของพลังนั้นมีมากเกินไป เพราะแบบนี้ทุกๆคนจึงคิดว่าตระกูลหนานก็น่าจะได้รับอันดับหนึ่งในการประลองที่ตระกูลจิวจัดขึ้นในครั้งนี้

    ไม่นานนักจิวหยงอี้ก็พากลุ่มของตระกูลหนานมาถึงที่พักของพวกเขา

    สถานที่ที่พักของตระกูลหนานเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ทั้งหมดสองหลัง ซึ่งหลักหนึ่งเป็นที่พักของรุ่นเยาว์ของตระกูลหนาน ส่วนอีกหลังเป็นที่พักของหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋น

    หลังจากที่จัดการอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จิวหยงอี้ก็ชวนหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นไปรับประทานอาหารเย็น

    หนานหมิงไม่ได้ปฏิเสธเพราะถึงอย่างไรจิวงหยงอี้ก็ถือว่าเป็นเจ้าภาพ อย่างน้อยๆไว้หน้าพวกเขาสักหน่อยก็ไม่ได้เป็นปัญหาใดๆ

    ยามค่ำคืน

    หนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นพร้อมกับผู้ติดตามสองคนอย่างหลู่เซียงและเหมาอี้กังได้นั่งรถม้าไปยังภัตตาคารแสงจันทร์อร่าม ซึ่งเป็นภัตตาคารทีี่หรูหราและมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองจิวหยาง

    จิวหยงอี้ได้แนะนำศิษย์ของเขาให้กับหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นรู้จัก

    ศิษย์ของจิวหยงอี้ทั้งสามนับว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่มากไปด้วยพรสวรรค์และพรแสวง 

    ศิษย์คนโตเป็นบุรุษอายุมากกว่าห้าร้อยปี มีนามว่า จิวเสวียนสุ่ย ความแข็งแกร่งระดับทองคำขั้นสมบูรณ์

    ศิษย์คนรองเป็นบุรุษอายุสามร้อยปี มีนามว่า เป่ยเสี้ยนขุย ความแข็งแกร่งเซียนทองคำขั้นสูง

    สุดท้ายคือศิษย์คนเล็กเป็นสตรีและมีอายุน้อยที่สุด นางเพิ่งจะอายุเพียงแค่หนึ่งร้อยสิบปีเท่านั้น นางมีนามว่า เว่ยเว่ย ปัจจุบันนางมีความแข็งแกร่งระดับเซียนทองคำขั้นต้น และนับว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ติดหนึ่งในสามของตระกูลจิวอีกด้วย 

    ศิษย์ทั้งสามต่างก็ให้ความเคารพหนานหมิงเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้ยินข่าวที่หนานหมิงสามารถต่อสู้กับมู่ชุ้ยแถมยังเอาชนะมาได้ 

    สำหรับหนานเทียนอวิ๋น เนื่องจากนี้เป็นงานเลี้ยงระดับสูงเขาจึงไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่นั่งมองและกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเท่านั้น

    ไม่นานศิษย์ทั้งสามคนของจิวหยงอี้ก็เข้ามาพูดคุยกับหนานเทียนอวิ๋นอย่างเป็นกันเองทำให้หนานเทียนอวิ๋นรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก

    หนานหมิงมองดูหนานเทียนอวิ๋นที่กำลังฟังเรื่องราวต่างๆจากศิษย์ของจิวหยงอี้ด้วยรอยยิ้ม

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน