คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 43: บททดสอบอัคคี

    สายลมกรรโชกแรงพัดผ่านร่างของคนสองคนที่ยืนอยู่บนหลังนกกระเรียนยักษ์สีขาวปลอด ซึ่งกำลังโผบินฝ่าทะเลเมฆขึ้นสู่ยอดเขาสูงเสียดฟ้า ความหนาวเหน็บของอากาศในระดับความสูงเช่นนี้ทำให้เกล็ดน้ำแข็งบางๆ เริ่มเกาะตัวตามชายเสื้อคลุม


    เบื้องล่าง... ลานประลองเป็นตายและฝูงชนที่ส่งเสียงอื้ออึงกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่เลือนหายไปในม่านหมอก


    เย่เฉินยืนนิ่งอยู่บนหลังนกกระเรียน แม้ร่างกายจะยังคงมีคราบโลหิตแห้งกรังจากการต่อสู้ติดอยู่ตามผิวหนัง แต่แววตาของเขากลับสงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก เขามองดูแผ่นหลังของชายชราผมขาวตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง


    ผู้อาวุโสไป๋ เจ้าหอโอสถ... ผู้ยื่นมือเข้ามาฉุดดึงเขาขึ้นมาจากปากเหวแห่งความตาย


    "เจ้าคงกำลังสงสัย..."


    จู่ๆ ชายชราก็เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงของเขาฝ่าสายลมหวีดหวิวเข้ามาในโสตประสาทของเย่เฉินอย่างชัดเจน


    "ว่าเหตุใดตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้า ถึงกล้าหักหน้าหอคุมกฎเพื่อช่วยชีวิตศิษย์สายนอกไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้า?"


    เย่เฉินประสานมือคารวะ "ศิษย์มิกล้าคาดเดา... แต่ศิษย์ทราบนิสัยของท่านผู้อาวุโสหลิวหยวนดี เขาเป็นคนผูกใจเจ็บและกัดไม่ปล่อย การที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยข้า เท่ากับท่านได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับเขาโดยตรง"


    "ฉลาดพูด..." ผู้อาวุโสไป๋หัวเราะในลำคอ เขาหันกลับมามองเย่เฉินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความเมตตาเมื่อครู่ กลายเป็นสายตาคมกริบของพ่อค้าที่กำลังประเมินราคาสินค้า


    "เจ้าพูดถูก... หลิวหยวนมันเป็นเหมือนสุนัขบ้าที่หวงอำนาจ การงัดข้อกับมันย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย"


    ชายชราขยับเข้ามาใกล้ รัศมีกดดันระดับ "ก่อกำเนิดแก่นแท้" แผ่ออกมากดทับจนเย่เฉินรู้สึกหายใจลำบาก


    "จงฟังให้ดีเจ้าหนู... ในสำนักเมฆาครามแห่งนี้ ไม่มีคำว่า 'เมตตาธรรม' ที่ให้เปล่า ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าเพราะสงสาร หรือเพราะเห็นใจในชะตากรรมของเจ้า"


    ผู้อาวุโสไป๋ชี้ท่อนิ้วเรียวยาวไปที่หน้าอกของเย่เฉิน ตำแหน่งที่หัวใจเต้นกระหน่ำและมีสายเลือดอสูรไหลเวียนอยู่


    "ข้าช่วยเจ้า... เพราะ 'เพลิง' ในกายเจ้า"


    "เพลิงอสูรสีทองนั่น... มันคือทรัพยากรล้ำค่าที่หอโอสถตามหามานาน หากเจ้าสามารถควบคุมมันได้ มันจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการปรุงโอสถระดับตำนานที่ข้าใฝ่ฝัน"


    คำพูดของชายชราตรงไปตรงมาและเปลือยเปล่า ไร้ซึ่งการเสแสร้งปั้นแต่ง


    "หากเจ้ามีค่าพอ... ข้าจะปกป้องเจ้าจากหอคุมกฎ มอบทรัพยากรให้เจ้า และส่งเสริมเจ้าให้ขึ้นสู่จุดสูงสุด"


    "แต่หากเจ้าพิสูจน์ตัวเองไม่ได้... หากไฟของเจ้าเป็นเพียงไฟป่าเถื่อนที่ไร้ประโยชน์..."


    ผู้อาวุโสไป๋หรี่ตาลง แววตาฉายแวว อำมหิต วูบหนึ่ง


    "ข้าจะโยนเจ้าลงไปจากหลังกระเรียนนี้ด้วยมือของข้าเอง... ให้ร่างเจ้าแหลกเหลวไปพร้อมกับความหวังลมๆ แล้งๆ เข้าใจหรือไม่?"


    เย่เฉินสบตาชายชรากลับโดยไม่หลบเลี่ยง มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ


    เขาชอบข้อตกลงเช่นนี้... มันชัดเจน ยุติธรรม และไม่ต้องระแวงระวังมีดที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม


    "เข้าใจแจ่มแจ้งขอรับ" เย่เฉินตอบเสียงหนักแน่น


    "ข้าไม่ต้องการผู้ปกป้องที่ทำเพื่อการกุศล... ข้าต้องการเพียง 'โอกาส' และ 'เวที' ที่จะพิสูจน์ว่าข้ามีค่ามากกว่าที่ท่านประเมินไว้"


    "ดี!"


    ผู้อาวุโสไป๋ตบเข่าฉาดใหญ่ด้วยความชอบใจ "จิตใจเด็ดเดี่ยวสมกับเป็นผู้ที่กล้าท้าทายหอคุมกฎ! ข้าชักจะถูกใจเจ้าเสียแล้วสิ"


    ก๊าซ!


    นกกระเรียนยักษ์ส่งเสียงร้องก้องกังวาน ก่อนจะหุบปีกร่อนลงสู่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่โผล่พ้นทะเลเมฆขึ้นมาเบื้องหน้า กลิ่นหอมของสมุนไพรนับพันชนิดลอยมาแตะจมูก กลิ่นอายพลังวิญญาณในอากาศหนาแน่นกว่าด้านล่างนับสิบเท่า


    "ยินดีต้อนรับสู่ 'ยอดเขาโอสถ'" ผู้อาวุโสไป๋กล่าว


    "ที่นี่คือกรงขังแห่งใหม่ของเจ้า... และจะเป็นสนามรบที่เจ้าต้องสู้ด้วย 'เพลิง' มิใช่ด้วย 'ดาบ'"


    ทันทีที่นกกระเรียนร่อนลงแตะพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ความแตกต่างระหว่าง "โลกเบื้องล่าง" และ "ยอดเขาโอสถ" ก็ปรากฏชัดเจนราวกับอยู่คนละภพภูมิ


    ที่นี่ไม่มีกลิ่นคาวโลหิต ไม่มีเสียงโวยวายของการต่อสู้ มีเพียงความเงียบสงบที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างประณีตบรรจง สายลมอ่อนๆ พัดพากลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรวิเศษนับพันชนิดให้ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งยอดเขา


    แปลงสมุนไพรถูกจัดวางเป็นระเบียบตามธาตุและฤดูกาล ศาลาปรุงยาที่สร้างจากไม้หอมตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา ควันสีขาวจางๆ ลอยกรุ่นออกมาจากปล่องระบายอากาศ ส่งกลิ่นหอมของโอสถทิพย์ที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ


    เหล่า ศิษย์สายใน ของหอโอสถในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบเขียว กำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกสมุนไพรและดูแลเตาหลอมยาตามศาลาต่างๆ พวกเขาดูสง่างามและสูงส่งราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิ


    ทว่า... เมื่อสายตาของพวกเขาเหลือบมาเห็นผู้มาเยือนคนใหม่ บรรยากาศอันสงบสุขก็เริ่มกระเพื่อมไหว


    เย่เฉินก้าวลงจากหลังนกกระเรียน ในสภาพที่เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลนและคราบโลหิตแห้งกรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยจากแรงลม บนแผ่นหลังแบกดาบยักษ์สีดำทมิฬที่ดูป่าเถื่อนและแปลกแยกจากสถานที่อันวิจิตรบรรจงแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง


    "นั่นใครกัน? ท่านผู้อาวุโสไป๋พาคนนอกขึ้นมางั้นรึ?"


    "ดูสภาพมันสิ... สกปรกมอมแมมราวกับพวกใช้แรงงานชั้นต่ำ กลิ่นคาวโลหิตเหม็นคลุ้งจนข้าอยากจะอาเจียน"


    "ป่าเถื่อน... คนหยาบช้าที่พกดาบใหญ่โตเช่นนี้ จะมาทำอะไรในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการปรุงยา? แค่เดินผ่านก็ทำให้สมุนไพรแปดเปื้อนแล้วกระมัง"


    สายตาดูแคลนนับสิบคู่พุ่งตรงมาที่เย่เฉินราวกับลูกธนู พวกเขามองเขาเหมือนมองตัวเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาในห้องปลอดเชื้อ


    เย่เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาคุ้นชินกับสายตาเช่นนี้ดี... สายตาของพวกที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง มองโลกสวยงามผ่านตำรา และไม่เคยสัมผัสความโหดร้ายของโลกความเป็นจริง


    เขาไม่ได้รู้สึกอับอายในคราบเลือดบนตัว เพราะเลือดเหล่านี้คือเหรียญตราแห่งชัยชนะของผู้รอดชีวิต


    "ที่นี่..." เย่เฉินพึมพำกับตัวเอง "สะอาดเกินไป... สะอาดจนน่าขนลุก"


    ในขณะที่บรรยากาศกำลังอึดอัด ฝูงชนในชุดขาวก็แหวกทางออกอย่างพร้อมเพรียง เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินตรงเข้ามาด้วยท่วงท่ามาดมั่นดุจพญาหงส์ที่เดินย่างกรายในฝูงไก่


    เขาเป็นบุรุษรูปงามที่มีใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจด ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหยกเนื้อดี สวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาวขลิบทองที่ตัดเย็บด้วยไหมสวรรค์ราคาแพงระยับ ที่หน้าอกเสื้อปักตราสัญลักษณ์รูป "เปลวไฟสามสี" อันวิจิตรบรรจง บ่งบอกถึงสถานะอันสูงส่งที่มิใช่ใครจะครอบครองได้ง่ายๆ


    "นักปรุงยาระดับสาม"


    นี่คือ เฉินมู่ ศิษย์เอกอันดับหนึ่งของหอโอสถ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่จะมาสืบทอดตำแหน่งเจ้าหอคนต่อไป


    เฉินมู่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผู้อาวุโสไป๋ แล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมทว่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจ


    "คารวะท่านอาจารย์" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลชวนฟัง "ศิษย์ได้ยินเสียงนกกระเรียนสวรรค์ จึงรีบออกมาต้อนรับ... มิทราบว่าภารกิจที่ด้านล่างเรียบร้อยดีหรือไม่ขอรับ?"


    "เรียบร้อยดี" ผู้อาวุโสไป๋พยักหน้ารับ "ข้าได้ตัวคนที่เราต้องการมาแล้ว"


    รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินมู่แข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำตอบ สายตาของเขาค่อยๆ เคลื่อนจากใบหน้าของอาจารย์ มาหยุดอยู่ที่ร่างของเย่เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ


    แววตาที่เคยนุ่มนวลพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดูแคลนอย่างปิดไม่มิด


    "คนผู้นี้หรือขอรับ..." เฉินมู่เอ่ยถามพลางยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกเล็กน้อย ราวกับรังเกียจกลิ่นสาบสางที่โชยออกมา "คนที่ท่านอาจารย์ลงทุนลงแรงไปช่วยชีวิตมา?"


    เย่เฉินมองกิริยานั้นด้วยสายตาเรียบเฉย เขาไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับรู้สึกขบขันในความดัดจริตของคนตรงหน้า


    "มีปัญหาอะไรงั้นรึ?" ผู้อาวุโสไป๋ถามเสียงเข้ม


    "ศิษย์มิกล้า..." เฉินมู่รีบตอบ "เพียงแต่... หอโอสถของเราคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เน้นความสะอาดบริสุทธิ์เป็นสำคัญ สมุนไพรวิเศษเหล่านี้ล้วนอ่อนไหวต่อกลิ่นอายอัปมงคล"


    เขาชี้นิ้วเรียวยาวไปที่ดาบทัณฑ์ปฐพีที่เปื้อนเลือดบนหลังเย่เฉิน


    "แต่คนผู้นี้... เต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตและจิตสังหารที่รุนแรงป่าเถื่อน การพาคนหยาบช้าเช่นนี้เข้ามาเดินเพ่นพ่าน อาจทำให้พลังวิญญาณในแปลงสมุนไพรด่างพร้อยได้... ข้าเกรงว่าเขาจะไม่เหมาะกับที่นี่ขอรับ"


    คำพูดของเฉินมู่เรียกเสียงสนับสนุนจากศิษย์รอบข้างได้ทันที พวกเขาต่างพยักหน้าเห็นด้วย มองเย่เฉินเป็นตัวปัญหาที่ควรถูกกำจัดออกไป


    เย่เฉินแค่นเสียงในลำคอ เขาขยับตัวเล็กน้อย ดาบยักษ์บนหลังส่งเสียง กริ๊ก เบาๆ


    "กลิ่นอายอัปมงคล?"


    เย่เฉินเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่น แตกต่างจากน้ำเสียงดัดจริตของเฉินมู่อย่างสิ้นเชิง


    "ศิษย์พี่ท่านนี้คงจมูกไวเกินไปกระมัง... กลิ่นโลหิตบนตัวข้า มันคือกลิ่นของชัยชนะ กลิ่นของผู้ที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากความตาย"


    เย่เฉินก้าวเท้าเข้าไปใกล้เฉินมู่หนึ่งก้าว รัศมีกดดันบางอย่างทำให้เฉินมู่เผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว


    "ข้าว่า... กลิ่นเลือดของข้า ยังดูสะอาดและจริงใจกว่ากลิ่นเครื่องหอมฉุนกึกที่พรมอยู่บนตัวท่านเสียอีก"


    เย่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก


    "นักปรุงยาที่แท้จริง... ควรสนใจกลิ่นของสมุนไพร มิใช่กลิ่นเครื่องหอมปรุงแต่งเพื่อกลบเกลื่อนความกลวงเปล่าของตนเองมิใช่หรือ?"


    "เจ้า!!"


    ใบหน้าขาวผ่องของเฉินมู่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและอับอาย เขาไม่เคยถูกใครฉีกหน้าท่ามกลางธารกำนัลเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากคนนอกคอกที่ดูเหมือนขอทาน


    "ไอ้คนเถื่อน! สามหาว!"


    เฉินมู่ชี้หน้าเย่เฉิน นิ้วสั่นระริก "กล้าดียังไงมาสั่งสอนข้า! ที่นี่คือหอโอสถ สถานที่ของปัญญาชนผู้ทรงภูมิ! ศาสตร์แห่งการปรุงยาคือศิลปะชั้นสูงที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและการควบคุม... คนที่รู้จักแต่ใช้กำลังฆ่าฟันอย่างเจ้า ไม่มีวันเข้าใจหรอก!"


    "ความละเอียดอ่อนงั้นรึ?" เย่เฉินเลิกคิ้ว "ข้าก็นึกว่าการปรุงยา... วัดกันที่ผลลัพธ์เสียอีก"


    บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดระเบิด ศิษย์สองฝ่ายจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร


    "พอได้แล้ว!"


    เสียงตวาดทรงอำนาจของผู้อาวุโสไป๋ดังขึ้น ยุติศึกน้ำลายลงในทันที


    ชายชรามองหน้าศิษย์เอกสลับกับสมาชิกใหม่ แล้วแอบลอบยิ้มในใจ... การแข่งขันย่อมก่อให้เกิดการพัฒนา แต่หากมากไปก็จะกลายเป็นความแตกแยก


    "เฉินมู่พูดถูกในเรื่องหนึ่ง..." ผู้อาวุโสไป๋เอ่ยขึ้น "การปรุงยาต้องการความละเอียดอ่อนและการควบคุมไฟที่แม่นยำ... พลังดิบเถื่อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกลั่นโอสถทิพย์ได้"


    เขาหันมาจ้องตาเย่เฉินเขม็ง แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง


    "เจ้าคุยโวไว้เยอะบนหลังนกกระเรียน... และเมื่อครู่เจ้าก็เพิ่งอวดดีใส่ศิษย์เอกของข้า"


    "ตอนนี้... ได้เวลาพิสูจน์แล้วว่าเจ้ามีดีแค่ฝีปาก หรือมีของจริงซ่อนอยู่"


    ผู้อาวุโสไป๋ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อกว้าง หยิบวัตถุสีดำทึบก้อนหนึ่งออกมาถือไว้ในมือ


    "หากเจ้าผ่านบททดสอบนี้ไปไม่ได้... ก็จงไสหัวลงไปจากยอดเขาของข้าเสีย เดี๋ยวนี้!"


    วัตถุสีดำทึบในมือของผู้อาวุโสไป๋ถูกโยนลอยละลิ่วกลางอากาศ พุ่งตรงมายังเบื้องหน้าของเย่เฉิน


    หมับ!


    เย่เฉินคว้ามันไว้ได้อย่างแม่นยำ ทันทีที่ผิวเนื้อสัมผัสกับวัตถุนั้น ความรู้สึก เยียบเย็น และหนักอึ้งก็แล่นปราดเข้าสู่ฝ่ามือ มันคือก้อนแร่ขนาดเท่ากำปั้นที่มีผิวขรุขระ สีดำสนิทจนดูเหมือนมันกำลังดูดกลืนแสงรอบข้างเข้าไป


    "แร่เหล็กทมิฬ?"


    เสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นจากกลุ่มศิษย์สายใน โดยเฉพาะเฉินมู่ที่เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ


    "ท่านอาจารย์..." เฉินมู่เอ่ยเสียงหลง "ท่านจะใช้สิ่งนี้ทดสอบเขาหรือขอรับ? แร่เหล็กทมิฬขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อความร้อนเป็นเลิศ จุดหลอมเหลวของมันสูงเสียดฟ้า แม้แต่ศิษย์พี่ระดับสูงที่ใช้ไฟวิญญาณขั้นสาม ยังต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำนานกว่าครึ่งชั่วยามกว่ามันจะเริ่มละลาย!"


    ผู้อาวุโสไป๋มิได้สนใจเสียงทักท้วง เขาจ้องมองเย่เฉินด้วยสายตาคมกริบดุจเหยี่ยว


    "ถูกต้อง... นี่คือแร่เหล็กทมิฬ วัตถุดิบหลักในการสร้างเตาหลอมยาระดับสูง"


    ชายชราเอามือไพล่หลัง ก้าวเดินวนรอบตัวเย่เฉินอย่างเชื่องช้า


    "การปรุงยา มิใช่เพียงแค่การเผาสมุนไพรให้ไหม้เกรียม... แต่คือการ 'ควบคุม' ความร้อนเพื่อดึงเอาแก่นแท้ออกมาโดยไม่ทำลายโครงสร้างภายใน ไฟที่แรงเกินไปจะทำลายยา ไฟที่อ่อนเกินไปก็จะดึงสรรพคุณออกมาไม่ได้"


    ผู้อาวุโสไป๋หยุดเดิน แล้วชูนิ้วขึ้นมาสิบนิ้ว


    "โจทย์ของข้าคือ... จงใช้ไฟของเจ้า หลอมแร่ก้อนนี้ให้กลายเป็นของเหลวบริสุทธิ์ภายในเวลา สิบลมหายใจ"


    "สิบลมหายใจ!?"


    เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วลานฝึกราวกับรังผึ้งแตก


    "เป็นไปไม่ได้! นี่มันจงใจแกล้งกันชัดๆ!"


    "ปกติใช้เวลาครึ่งชั่วยาม... แต่นี่ให้เวลาแค่สิบอึดใจ? ต่อให้เป็นนรมาจารย์มาเองก็ยังตึงมือ!"


    "ท่านอาจารย์ต้องการไล่มันลงเขาทางอ้อมแน่ๆ"


    เฉินมู่แสยะยิ้มที่มุมปาก ความกังวลเมื่อครู่มลายหายไปจน หมดสิ้น เขาเปลี่ยนมามองเย่เฉินด้วยสายตาเวทนาปนสะใจ


    "ได้ยินแล้วใช่ไหมเจ้าคนนอก..." เฉินมู่เอ่ยเยาะเย้ย "สิบลมหายใจ... มันคือกฎเกณฑ์ของสวรรค์ที่คนอย่างเจ้าไม่มีวันเอื้อมถึง หากเจ้าทำไม่ได้ ก็รีบไสหัวลงไปซะ อย่าได้มาถ่วงเวลาอันมีค่าของพวกเรา"


    เงื่อนไขที่ผู้อาวุโสตั้งมานั้นโหดหินเกินจินตนาการ นอกจากเรื่องเวลาแล้ว ยังมีเงื่อนไขแฝงที่ไม่ได้พูดออกมา นั่นคือห้ามทำลายโครงสร้างของแร่... ซึ่งการใช้ไฟที่รุนแรงเพื่อเร่งเวลา มักจะจบลงด้วยการระเบิดของแร่เสมอ


    เย่เฉินก้มลงมองก้อนแร่ในมือ สัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของโมเลกุลธาตุโลหะที่อัดแน่นอยู่ภายใน


    เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผู้อาวุโสไป๋... และพบว่าในแววตาของชายชรานั้น มิได้มีความล้อเล่นเจือปนอยู่เลย


    "ทำไม่ได้รึ?" ผู้อาวุโสไป๋ถามเสียงเรียบ "ถ้าทำไม่ได้ ก็วางแร่ลง แล้วเดินกลับลงไปทางเดิมที่เจ้าขึ้นมา"


    บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดระเบิด ทุกสายตาจับจ้องมาที่เย่เฉินเพื่อรอสมน้ำหน้า


    ทว่า... เย่เฉินกลับโยนก้อนแร่เล่นในมือเบาๆ ราวกับมันเป็นเพียงลูกแก้วของเล่น


    "สิบลมหายใจ..."


    เย่เฉินพึมพำ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มั่นใจและท้าทาย


    "สำหรับไฟธรรมดาอาจจะยาก..." เขาปรายตามองเฉินมู่ "แต่สำหรับข้า... สิบลมหายใจนั้น มากเกินไป"


    "สามหาว!" เฉินมู่ตวาด "ยังจะกล้าปากดีอีก! ข้าจะคอยดูน้ำหน้าเจ้าตอนที่มันระเบิดใส่หน้า!"


    เย่เฉินไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขาแบมือขวาออกวางก้อนแร่ไว้กลางฝ่ามือ แล้วหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิ


    "ท่านผู้อาวุโส... จับตาดูให้ดี"


    เย่เฉินยืนนิ่งสงบอยู่กลางลานหินขาว มือขวาประคองก้อนแร่เหล็กทมิฬไว้ ลมหายใจของเขาผ่อนยาวและลึกซึ้ง ตัดขาดจากเสียงรบกวนรอบข้างจนเหลือเพียงความเงียบงันในจิตใจ


    "เริ่ม!" ผู้อาวุโสไป๋ให้สัญญาณเสียงเข้ม


    ตึกตัก!


    ทันทีที่สิ้นเสียง หัวใจของเย่เฉินก็เต้นกระหน่ำรุนแรงดุจกลองศึก! เลือดอสูรในกายเดือดพล่าน ส่งคลื่นความร้อนระอุพุ่งทะยานจากจุดตันเถียนขึ้นสู่ฝ่ามือขวา


    "จงตื่น!"


    พรึ่บ!


    เปลวเพลิงสีทองอมแดง ปะทุออกมาจากฝ่ามือของเย่เฉิน!


    มันมิใช่ไฟดวงเล็กๆ ที่ค่อยๆ ลุกไหม้ แต่มันระเบิดออกมาอย่างเกรี้ยวกราดราวกับมังกรเพลิงที่หลุดจากโซ่ตรวน! เปลวไฟลุกโชนสูงท่วมศีรษะ ความร้อนระอุอันป่าเถื่อนแผ่กระจายออกไปรอบทิศทางเป็นระลอกคลื่น ทำให้บรรยากาศบนยอดเขาที่เคยหนาวเย็นกลับร้อนผ่าวขึ้นมาในพริบตา


    "ร้อน!"


    เหล่าศิษย์สายในที่ยืนล้อมวงอยู่ถึงกับหน้าถอดสี พวกเขารีบยกแขนเสื้อขึ้นป้องหน้าและถอยกรูดหนีด้วยความตกใจ ผิวหนังของพวกเขารู้สึกแสบไหม้ราวกับยืนอยู่หน้าปากปล่องภูเขาไฟ


    "ไฟบ้าอะไรกันเนี่ย!" เฉินมู่ตะโกนลั่น แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "รุนแรงและป่าเถื่อนขนาดนี้... ขืนใช้หลอมแร่ มันจะระเบิดเป็นจุณก่อนที่จะละลายเสียอีก! ไอ้โง่นี่มันกะจะเผาทุกอย่างให้วอดวายรึไง!"


    ในสายตาของนักปรุงยาทั่วไป การใช้ไฟที่รุนแรงเกินไปคือข้อห้ามร้ายแรง เพราะมันจะทำลายโครงสร้างของวัตถุดิบ


    แต่เย่เฉินมิใช่นักปรุงยาทั่วไป...


    "หนึ่ง..." เขาเริ่มนับในใจ


    ดวงตาสีดำสนิทของเย่เฉินส่องประกายวาวโรจน์ พลังจิตวิญญาณอันมหาศาลที่เขาได้รับจากการกลืนกินดวงจิตกู่เทียน ถูกรีดเร้นออกมาใช้ควบคุมเปลวเพลิงที่บ้าคลั่ง


    "บีบอัด!"


    จิตสั่งการดุจประกาศิต! เปลวเพลิงสีทองที่กำลังลุกโชนอย่างสะเปะสะปะ พลันถูกอำนาจที่มองไม่เห็นบีบรัดเข้ามา!


    จากกองไฟขนาดมหึมา... หดเล็กลง... เล็กลง... จนกลายเป็นเพียง "เส้นแสงสีทอง" ขนาดเท่าเส้นผมเส้นเดียว!


    ทว่าความร้อนและความเข้มข้นของมันกลับทวีคูณขึ้นนับร้อยเท่า!


    "สอง..."


    ฟิ้ว!


    เย่เฉินซัดเส้นไฟอสูรนั้นเจาะทะลุเข้าไปในเนื้อของก้อนแร่เหล็กทมิฬ!


    มันมิใช่การเผาไหม้จากภายนอกเข้าสู่ภายในอย่างที่ใครๆ ทำกัน... แต่เขาใช้วิธี "แทรกซึม" เข้าไปเผาผลาญจากแกนกลาง! พลังความร้อนระดับวิกฤตระเบิดออกภายในก้อนแร่ ทำลายพันธะโลหะที่แข็งแกร่งที่สุดให้แตกสลายในชั่วพริบตา


    "สาม..."


    ก้อนแร่สีดำสนิทเริ่มสั่นระริก ผิวภายนอกเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจถ่านไฟ... แล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวสว่างจ้าจนแสบตา!


    "สี่..."


    วูบ!


    โครงสร้างอันแข็งแกร่งของเหล็กทมิฬทลายลงอย่างสมบูรณ์! คราบสกปรกและสิ่งเจือปนถูกไฟอสูรเผาผลาญจนระเหยกลายเป็นไอสีดำจางๆ ลอยขึ้นฟ้า


    เหลือไว้เพียง "หยดของเหลวสีเงินยวง" ที่บริสุทธิ์ไร้มลทิน ลอยคว้างอยู่เหนือฝ่ามือของเย่เฉิน หมุนวนอย่างงดงามราวกับหยดน้ำทิพย์


    "ห้า!"


    เย่เฉินสะบัดมือวูบหนึ่ง เปลวไฟสีทองหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง


    เขาใช้พลังปราณห่อหุ้มหยดของเหลวร้อนจัดนั้นไว้อย่างแผ่วเบา แล้วส่งมันลงไปในขวดหยกเย็นพันปีที่เตรียมไว้


    ติ๊ง...


    เสียงหยดของเหลวตกกระทบก้นขวดดังกังวานใสเสนาะหู


    ความเงียบเข้าปกคลุมลานฝึก... ไม่มีใครกล้าส่งเสียง แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทุกสายตาจ้องมองขวดหยกในมือเย่เฉินด้วยความตะลึงงันจนตาค้าง


    เฉินมู่อ้าปากค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน


    "หะ... ห้าลมหายใจ... เป็นไปไม่ได้... แถมยังบริสุทธิ์ถึงขนาดนี้..."


    เขาพยายามจะหาข้อโต้แย้ง พยายามจะจับผิด... แต่ความจริงตรงหน้ามันชัดเจนเกินกว่าจะบิดเบือนได้


    "มันต้อง... มันต้องเป็นเพราะแร่นั่นมีตำหนิแน่ๆ! ใช่แล้ว! แร่นั่นต้องเปราะบางอยู่แล้ว..." เฉินมู่พึมพำอย่างคนเสียสติ


    "พอได้แล้ว เฉินมู่"


    ผู้อาวุโสไป๋เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาจ้องมองผลงานตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกายวาวโรจน์ ริมฝีปากที่เม้มแน่นค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น


    "ฮ่าๆๆๆ! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมที่สุด!"


    ชายชราเดินเข้ามาตบไหล่เย่เฉินอย่างแรงด้วยความชอบใจ


    "ไฟอสูรที่รุนแรงดุดัน ผสานกับการควบคุมระดับจิตวิญญาณที่ละเอียดอ่อน... นี่มันพรสวรรค์ที่ข้าตามหามาทั้งชีวิต!"


    ผู้อาวุโสไป๋หันไปประกาศก้องต่อหน้าศิษย์ทุกคนด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ


    "พวกเจ้าจงดูไว้! นี่คือตัวอย่างของผู้ที่มีความสามารถที่แท้จริง! ตั้งแต่วันนี้ไป... เย่เฉินคือคนของหอโอสถ! ใครที่กล้าดูถูกมัน ก็เท่ากับดูถูกข้า!"


    คำประกาศนั้นดังกึกก้องประทับลงในจิตใจของทุกคน สายตาที่เคยมองเย่เฉินด้วยความรังเกียจ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความยำเกรงและหวาดหวั่น


    เย่เฉินเก็บขวดหยกเข้าในอกเสื้อ เขายืนนิ่งสงบ ไม่แสดงอาการลำพองใจแม้แต่น้อย


    สายตาของเขาตวัดไปมองเฉินมู่ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ


    "ข้าบอกแล้ว..." เย่เฉินเอ่ยเสียงเรียบทว่าบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของอีกฝ่าย


    "ว่าสำหรับข้า... สิบลมหายใจนั้น มากเกินไป"


    เฉินมู่กัดฟันกรอด กำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจและความอับอาย แต่เขาก็ไม่อาจเอ่ยคำใดโต้แย้งได้ เพราะความจริงตรงหน้ามันชัดเจนยิ่งกว่าแสงตะวัน


    นี่คือก้าวแรกของมังกรในถิ่นพยัคฆ์... และมันเป็นการก้าวที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขาโอสถ!


    [จบตอนที่ 43]