ตกดึกคนทั้งคู่ยังคงไม่ยอมหลับยอมนอน เพราะเอาแต่คิดวิตกกังวลหาทางออก ซิ่วอิงนอนพลิกซ้ายพลิกขวาคิด แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเสียที จึงลุกขึ้นนั่งมันเสียเลย เขาเหลือบมองอีกคนซึ่งก็กำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากตาใสเช่นกัน เห็นทีราตรีนี้คงจะยังอีกยาวนาน
ซิ่วอิงเรียกเสียงเบา “คุณชายขอรับ”
คนบนเตียงไม่ได้ขานรับ หากแต่กลอกตาคมปลาบนั่นมามองคล้ายกำลังรับฟัง ซิ่วอิงคลานเข้าไปใกล้เกือบชิดขอบเตียง ก่อนจะเสนอแนวทางที่คิดได้ในตอนนี้
“หรือเราควรบอกไปตามตรงว่ากำจัดไม่ได้ขอรับ”
“ไม่ได้”
น้ำเสียงหนักแน่นของอีกฝ่ายเป็การยืนยันว่าห้ามยอมแพ้อย่างเด็ดขาด ส่วนซิ่วอิงก็ได้แต่ก้มหน้าถอนหายใจ
สิงเทียนลุกขึ้นนั่งมองตรงมายังคนที่ค่อย ๆ เงยหน้าสบตาตน กล่าวด้วยใบหน้านิ่งสงบ “ข้ารับปากไว้แล้วย่อมต้องทำตาม จะผิดคำพูดไม่ได้เด็ดขาด”
ซิ่วอิงห่อเหี่ยวจนแทบหมอบคลาน เขาว่า “แต่เราไม่มีเซียนสตรีนะขอรับ แม้่เย็นท่านจะยืมบุตรสาวมาได้ แต่เซียนสตรีเล่าจะไปหาที่ใด”
ร่างสูงยืนขึ้นเดินตรงไปทางหน้าต่างบานน้อย ทอดสายตามองเงาจันทร์ที่เลือนรางเพราะเมฆปกคลุมหนา มือหนึ่งเกาะขอบบานไม้ไว้พลางนึกคิด เพียงเสี้ยววิที่ทำเช่นนั้นเขาก็นึกออกราวกับะเิความคิดแตกดังโพละ รีบหมุนตัวกลับมาทันที
“ข้ารู้แล้ว!”
“อะไรหรือขอรับ” ซิ่วอิงถามอย่างใคร่รู้ แต่แค่มองปราดเดียวเขาก็เข้าใจความคิดอีกฝ่ายขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“ข้ารู้แล้ว! ท่านจะให้นางปลอมเป็เซียนสตรีใช่หรือไม่ขอรับ งั้นดีเลยเดี๋ยวข้าจะปลอมเป็บุตรเอง”
คนในห้องคิดเอาเองเป็ตุเป็ตะโดยไม่สนใจฟังคำพูดของอีกฝ่าย ฉับพลันนั้นสิงเทียนกลับตอบมาเสียงแข็ง
“ไม่ใช่”
ซิ่วอิงงง “ไม่ใช่อะไรขอรับ ข้าน้อยเดาผิดหรือ แต่วิธีนี้น่าจะปลอดภัยกับเด็กสาวนั่นมากที่สุดนะขอรับ”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสริม “สามีย่อมไม่อยู่ห่างภรรยา ส่วนบุตรย่อมไม่ห่างมารดา หนทางนี้รับรองได้ว่านางน้อยนั่นจะต้องปลอดภัยแน่”
“ไม่ใช่” สิงเทียนกล่าวอีก “ให้นางเป็บุตรส่วนเ้าเป็ภรรยา”
“หา!” คนฟังแทบหงายหลังตกเรือน นี่เขาต้องมารับบทเป็สตรีหรือนี่ ซิ่วอิงคล้ายหูฝาดไปจึงถามย้ำให้แน่ใจ “เมื่อครู่…”
“ให้เ้าเป็ภรรยาข้า แล้วให้แม่นางน้อยนั่นเป็บุตรของเรา”
คำตอบยืนยันชัดเจน คราวนี้เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ยังคงไม่ยินยอมทำตามรีบเอ่ยขัดขวาง “เหตุใดไม่ให้นางเป็ภรรยาแล้วข้าเป็บุตรเล่า?”
“นางเพิ่งจะอายุสิบสองปี ปลอมเป็สตรีมีครอบครัวไม่เหมือน แต่เ้าอายุมากแล้วซ้ำยังอยู่ขั้น์ สามารถแปลงกายได้แเีกว่านาง โอกาสถูกจับได้ก็แทบไม่มี”
“คุณชาย” ซิ่วอิงอ้อนวอนร้องขอให้อีกฝ่ายพิจารณาใหม่ หากเขาเป็หมาคงหูตกครางหงิง ๆ ใส่ไปแล้ว
สิงเทียนพยักหน้ากับตนเองพร้อมเดินกลับไปนั่งบนเตียง “เอาตามนี้ รุ่งเช้าข้าจะไปพานางมาที่นี่และร่วมวางแผนตบตา เอาล่ะหมดเื่หารือเสียทีกลับไปนอนได้”
“แต่ว่า..คุณชาย คุณชายขอรับ”
ซิ่วอิงร้องเรียกอยู่นานแต่กลับไม่มีใครตอบ เห็นทีสิงเทียนคงจะทำหูทวนลมแล้วชิ่งหลับใส่เป็แน่ เมื่อ่เย็นเขาได้รับข่าวดีว่าทางนั้นไปขอยืมบุตรสาวจากชาวบ้านได้ แต่กลับหลงลืมสอบถามรายละเอียดไปเสียนี่ บุตรสาวที่ว่าก็บุตรจริง ๆ นางเพิ่งอายุสิบสองปี! ต่อให้ใช้เครื่องแต่งกายหรือประเคนชุดงามงันขนาดไหนมาให้ใส่ ก็คงไม่เนียนอย่างที่ทางนั้นกล่าวมา
นางยังเด็กนักคงไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อมีสามี หากเขาสั่งให้นางจับมือกับสิงเทียนตลอดทางก็คงไม่ดีแน่ หรือต่อให้จับมือกับตนก็คงจะไม่ดีอีกเช่นกัน หากเกิดเหตุการณ์อย่างสะดุดกิ่งไม้เช่นในละครแล้วถูกรวบเอวมากอดเข้าล่ะ นางจะรู้สึกเช่นไร เดาว่าคงแย่มากทีเดียว.. คิดไปคิดมากลับรู้สึกว่าเริ่มคุกคามเด็กน้อยเข้าเสียแล้ว เช่นนั้นก็เอาตามที่อีกฝ่ายบอกแล้วกัน ชีวิตคนต้องมาก่อน! หน้าตาต้องมาก่อน! ส่วนเื่อื่นนั้นเอาไว้ทีหลัง!
รุ่งเช้ามาถึงแล้ว สิงเทียนพาแม่นางน้อยผู้นั้นมายังเรือนดังที่พูดไว้จริง ๆ หากแต่ภายในเรือนขณะนี้กลับไร้บุรุษ เพราะในตอนนี้เขาแปลงโฉมเป็สตรีไปแล้วยังไงล่ะ!
นี่เป็ครั้งแรกกับการแปลงเป็หญิง ซิ่วอิงจัดว่าตื่นเต้นและเกร็งไปหมดจนทำตัวไม่ถูกทีเดียว เพราะฝั่งคุณชายอารมณ์บูดผู้นั้นสั่งกำชับต่อเขาอย่างหนักแน่นว่า ควรแปลงเป็สตรีั้แ่พบหน้ากับแม่นางเลยจะเป็การดีกว่า เพื่อลดความหวาดกลัวและจะทำให้นางไว้วางใจพวกเขามากขึ้น
สิงเทียนเป็คนคอยจัดแจงทุกอย่างให้กับเขา คงเพราะคุ้นเคยกับสตรีมามากมายจึงสามารถระบุรายละเอียดได้อย่างไม่มีตกหล่นสักจุด ต้องมีใบหน้าแบบไหน รูปร่างแบบใดถึงจะดูดีในสายตาผู้อื่น
ซิ่วอิงไม่ขัดเคือง คุณชายว่าอย่างไรเขาก็เอาตามนั้น จัดการพลิกโฉมจนกลบคราบร่างชายชาตรีสิ้น บัดนี้มีเพียงสตรีผิวขาวนวลละออนั่งเรียบร้อยคอยอยู่บนเรือนก็เท่านั้น อาภรณ์ที่สวมใส่ซ้อนทับกันหลายชั้น มีสีอมชมพูโปร่งบางเบาสบาย ชวนให้คลุ้งกลิ่นอายเซียนถ่องแท้
ข้างแก้มขึ้นสีระเรื่อคล้ายทาชาดแต้ม หากแต่มันคือหน้าเปล่าที่ไร้รอยส่วนผสมอื่น ในมือถือพัดจีบคอยโบกเบา ๆ เพื่อแก้เขิน ทว่ามันยิ่งทำให้เขาดูน่าเชื่อถือว่าเป็เซียนสูงส่งขึ้นไปอีก
“ยินดีที่ได้พบท่านเ้าค่ะ”
เด็กหญิงที่เพิ่งผ่านบานประตูเข้ามารีบเอ่ยทัก แววตาของนางยังคงดูใสซื่อและไร้พิษภัย ก่อนหน้านั้นคงคิดกลัวมากเป็แน่เพราะชายเสื้อของนางมีรอยขยำให้เห็นราง ๆ ครั้นมาพบว่ามีสตรีผู้สง่างามคอยอยู่จึงค่อยวางใจลง
คนบนเตียงหุบพัดลงพร้อมระบายยิ้มให้ทีหนึ่ง ก่อนจะเข้าประเด็นหลักเพราะรู้สึกกดดันเนื่องจากถูกจดจ้องไม่วางตา
“ยินดีเช่นกันนะ เ้าคงรู้แล้วว่าพวกเราจะพาไปที่ไหน”
นางตอบเสียงเย็น “รู้เ้าค่ะ แต่มีมี่หากลัวไม่”
“อืม เช่นนั้นก็ดีแล้ว ระหว่างเดินทางเข้าป่าเ้าต้องแสร้งทำเป็บุตรของเราเข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะท่านแม่”
ซิ่วอิงลมหายใจสะดุดที่ถูกเรียกเช่นนั้น ตรงหน้าประตูกลับมีชายผู้หนึ่งกำลังยืนเก็บอาการอย่างสุดขีด ยกมือปิดปากหัวเราะขบขันจนใบหูขึ้นสีแดงก่ำราวกับจะกลายเป็โลหิต แต่เพียงไม่นานก็กลับมามีท่าทีนิ่งขรึมดังเดิม
สิงเทียนเดินมาหยุดอยู่ใกล้นาง ชี้นิ้วไปที่ตนเอง “ส่วนข้าคือท่านพ่อของเ้า ฝากด้วยนะ”
นางมองพวกเขาสลับกันไปมา พยามจดจำให้ขึ้นใจ “ท่านแม่.. ท่านพ่อ..”
เมื่อองค์ประกอบสามอย่างมีครบแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าเข้าสู่เขตป่าที่สองแม่ลูกได้หายตัวไป ชายผู้ร้องไห้ตาบวมเมื่อวันก่อนกล่าวอย่างละอายใจอยู่หน้าเส้นทาง ว่าเขานั้นบังเอิญป่วยกะทันหัน คงมิอาจนำทางพวกเขาให้ไปยังจุดเกิดเหตุได้ ด้วยกลัวว่าจะยิ่งเป็ภาระแก่คนทั้งคู่ แต่ยังดีที่ฝ่ายนั้นได้วาดแผนที่มาให้ฉบับหนึ่ง จึงทำให้การเดินทางครั้งนี้ยังพอสะดวกรวดเร็วอยู่บ้าง
ซิ่วอิงที่ปลอมเป็เซียนสตรียิ้มรับอ่อนโยนพร้อมอวยพรให้เขาหายป่วยในเร็ววัน ก่อนจะแยกทางชายผู้นั้นยังบอกอีกว่าฝีมือในการวาดรูปของเขาอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่รายละเอียดอย่างต้นไม้หรือก้อนหินอันเป็จุดเด่น เขามั่นใจว่าจำได้แม่นไม่มีหลงทางแน่นอน
เมื่อได้รับการยืนยันเช่นนั้น พวกเขาถึงค่อยวางใจ เร่งมือออกเดินทางตามหาคนหายทันที แม่หนูมีมี่ผู้รับหน้าที่เป็บุตรสาว ครั้นเริ่มเดินทางเข้าป่าก็จับมือสตรีโฉมงามข้างกายไม่ยอมปล่อย เอาแต่พึมพำคนเดียวว่า ‘ท่านแม่’ มาตลอดทาง โดยไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด
ซิ่วอิงเหลียวหน้ากลับไปมองด้านหลัง ก็เห็นเพียงแสงไฟเริ่มริบหรี่ลงทีละน้อย เถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งก็คล้ายกับกำลังเคลื่อนตัวมาปิดทางออก เขามองไปก็แอบรู้สึกว่าสถานที่นี้ชักเริ่มคุ้น ๆ ชอบกล แต่ไม่แน่ใจเท่าไหร่นักว่าจะเกี่ยวพันกับคดีปริศนาที่เคยอ่านผ่านตาหรือเปล่า