ยา หญิงสาวนักศึกษาปี ๔ ผู้เงียบขรีมและเก็บตัว ใบหน้าของเธอเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความคิด หากเธอกลับโดดเด่นด้วยผมสีส้มเพลิงที่สะดุดตา ราวกับเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
เธอไม่สุงสิงกับใครและไม่บ่อยนักที่จะเห็นเธอปรากฏตัวในรั้วมหาวิทยาลัย ความเงียบงันของเธอไม่ใช่เพียงนิสัย หากคือผืนผ้าคลุมบางเบาที่เธอใช้มันปิดบังความลับอันดำมืด
“โอเค เริ่มประชุมกันเลยนะทุกคน”
อร ประธานรุ่นคณะศิลปกรรมศาสตร์เอ่ยขึ้น พร้อมส่งสัญญาณให้ก้านพลูซึ่งเดินตามเธอมาติด ๆ ช่วยเปิดโปรเจกเตอร์ที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้า
“โปรเจกต์ที่เราเข้าไปคุยกับอาจารย์กึ้งมาแล้วมีชื่อว่า ‘รอยไม้ รอยคน’ นะคะ”
เสียงของอรดังชัดเจนขึ้นท่ามกลางแสงสลัวจากจอฉาย
“โปรเจกต์นี้เราจะไปศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวบ้าน เราจะเน้นเื่บ้านไม้โดยเฉพาะบ้านที่ทำจากไม้ไผ่เป็หลัก และตอนสุดท้ายเราจะช่วยกันคิดว่า จะถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเป็รูปแบบไหนดี”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนที่จะถามต่อ
“นี่คือแนวทางคร่าว ๆ ที่เราคุยกับอาจารย์ไว้ มีใครอยากเสนออะไรเพิ่มเติมไหม?”
“เราว่ารูปแบบโปรเจกต์โอเคแล้วนะอร”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมห้อง ก่อนที่หลายเสียงทยอยสนับสนุน
“ใช่ ๆ เห็นด้วยเลย ได้ทำโปรเจกต์แถมยังได้เที่ยวอีกด้วย”
เสียงหัวเราะแ่เบาปนด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นทั่วห้อง
ไม่ใช่เพียงเพราะทุกคนได้ข้อสรุปของโปรเจกต์จบเสียที หากแต่เพราะโปรเจกต์นี้เป็โปรเจกต์บังคับที่จะให้นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ออกไปใช้ชีวิตและเก็บข้อมูลในพื้นที่จริงร่วมกันเกือบ ๆ ๒ เดือน
สำหรับหลายคน นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของปี
“แล้วเราจะไปไหนกันดี?”
ก้านพลูเอ่ยขึ้นด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
“ไปกาฬสินธุ์ บ้านของอรไหมล่ะ”
เพื่อนคนหนึ่งเสนอเสียงใส
“เราเคยเห็นในข่าว บ้านของอรทำจากไม้ไผ่ทั้งหลังเลยหนิ”
“นั่นสิ เราเห็นด้วยนะ ถ้าไม่เป็การรบกวนพ่อของอรมากเกินไป”
เพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ
“จริง ๆ ก็น่าจะได้นะ พ่อเรามีเรือนแยกอยู่ไม่ไกลออกไปมากนัก พวกเรานอนเบียด ๆ กันก็น่าจะพอ…..ถ้าพวกเธอไม่กลัวน่ะนะ”
คำว่า ‘ไม่กลัว‘ ทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่ เพราะทุกคนรู้ดีว่า ’เรือน’ ที่อรพูดถึงนั้น ไม่ใช่เรือนธรรมดา แต่มันคือ ‘เรือนลมวูบ‘ และ ’เรือนเวทจำ‘
เรือนเก่าแก่ที่พ่อของอร ผู้ที่มีชื่อเสียงในแวดวงหมอผีและการปลดปล่อยพลังงานเงา ใช้เป็สถานที่ให้แก่ผู้ที่มา ‘แก้ของ’ หรือ ผู้ที่ถูกบางสิ่งเกาะกุม
เมื่อได้ข้อสรุปทั้งในเื่ของโปรเจกต์และสถานที่ สิ่งที่เหลืออยู่ ก็มีเพียงการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางกันในเดือนหน้า
แน่นอนว่าภาระหน้าที่ในการประสานงานต่าง ๆ ั้แ่เื่การเดินทาง ไปจนถึงติดต่อเ้าของพื้นที่อย่างพ่อของอร ย่อมตกอยู่กับ ประธานรุ่น และ รองประธานรุ่น อย่าง อร และ ก้านพลู
เมื่อสิ้นสุดการประชุม ต่างคนต่างเก็บของ เตรียมตัวไปพักผ่อนยังที่พักของตนเอง
อรจัดการปิดจอโปรเจกเตอร์ ก่อนจะหันกลับไปมองรอบห้องเป็ครั้งสุดท้าย
แต่แล้วเธอกลับต้องชะงักเล็กน้อย
‘หายไปไหนอีกแล้ว?’
สายตาของเธอกวาดมองไปที่นั่งหลังห้อง ที่เมื่อครู่ยังมีเงาของ ยา หญิงสาวลึกลับผู้ไม่เคยเอ่ยคำใดเกินความจำเป็ ตอนนี้กลับว่างเปล่า ราวกับไม่เคยมีใครนั่งอยู่ตรงนั้นแต่ต้น
ความเงียบปกคลุมอีกครู่ ก่อนอรจะสลัดความคิดนั้นออกไป แต่ในใจลึก ๆ กลับไม่อาจจะทิ้งคำถามที่ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความเงียบของตน
อรกลับมาที่หอพัก ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลรั้วมหาวิทยาลัยนัก
เธอวางกระเป๋าลงบนเตียง แล้วเริ่มเก็บข้าวของอย่างเงียบงัน ขณะเดียวกัน ใจของเธอกลับยังวนเวียนอยู่กับภาพของหญิงสาวผมสีส้มที่ลึกลับเกินจะเข้าใจ
ทำไมถึงต้องแปลกแยกขนาดนั้น?
มีอะไรซ่อนอยู่ในความเงียบของเธอกันแน่?
หรือ…เธอกำลังทุกข์ทรมานเงียบ ๆ คนเดียว?“
คำถามมากมายไหลวนไม่หยุดในหัว ราวกลับโลกทั้งใบกลับตาลปัตร
แม้จะไม่มีคำตอบ แต่ความรู้สึกนั้นกลับฝังลึก
อรสะบัดหัวเบา ๆ ราวกับจะปัดเป่าความคิดทั้งหมดไป เธอคว้าผ้าขนหนู เดินเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย หลังจากกลับมาจากการวาดรูปที่ตึกร้างอยู่นาน
แม้ิญญาจะไม่กล้าเฉียดใกล้เธอด้วยฤทธิ์ของสร้อยพระที่ห้อยติดอยู่บนอกทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ‘กลิ่นสาป‘ หรือ พลังชั่วร้าย’ บางอย่าง จะไม่ติดตามเธอกลับมา
ในขณะที่ความคิดกำลังจางหาย เสียงกระซิบแ่เบาข้างหูขวา เสียงเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งแตะิั
“คิดฮอดข่อยอยู่บ่”
อรสะดุ้งหันขวับทันที
ไม่มีมีใคร
ไม่มีเงา
ไม่มีแมีแต่ลมหายใจของผู้อื่น
เป็ไปได้ไง?
เธอยืนนิ่งอยู่กลางห้อง
'สับสน'
ไม่ใช่เพราะไม่เคยเจอสิ่งเหล่านี้ แต่เพราะปกติแล้ว
พวกมัน ไม่มีทางกล้าเข้ามาใกล้เธอ
พวกมัน ต่างรู้ดี ว่าสร้อยพระที่พ่อของเธอมอบให้นั้น รุนแรงพอที่จะสยบได้ ไม่ว่าจะเป็ภูตตนใดก็ตาม
แล้วเสียงเมื่อครู่คืออะไร?
อรยืนนิ่งไปอีกครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ อาจเป็แค่ ‘เสียงผีเว่า’ เสียงกระซิบแ่ลอยผ่าน ที่บางคนว่าคือสัญญาณของการถูกจ้องมองจากอีกฝั่งของโลก
เธอเลือกจะไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินไปทำธุระของเธอต่อ
ณ เวลา ราว ๆ ๑ ทุ่ม อากาศเริ่มเย็นตัวลง เสียงจักจั่นเรไรดังแ่จากพุ่มไม้ข้างทาง อรเดินลงมาจากหอพัก มุ่งหน้าไปยังลานหน้าหอ ซึ่งเป็ที่ตั้งแผงลอยของพ่อค้าแม่ค้าขาประจำ
แสงจากหลอดนีออนสลัว ๆ สะท้อนกับควันหอมของหมูกะทะและหม่าล่า สร้างกลิ่นชวนหิวให้ตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ
ที่นี่ไม่เคยเงียบเหงา เด็กมหา’ลัยมักลงมาฝากท้องไว้กับร้านประจำเสมอ
อรเองก็เช่นกัน ค่ำนี้เธอเลือกหม่าล่ากับชาเย็นมานั่งกินใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีม้านั่งตั้งอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง
แสงสุดท้ายของวันได้หมดไป
อรนั่งกินไป เปิดมือถือหาข้อมูลบริษัทรถทัวร์ไปด้วย เตรียมตัวสำหรับโปรเจกต์จบที่กำลังจะเริ่มขึ้น เธอกดโทรศัพท์หาพ่อทันทีที่คิดขึ้นได้
“ฮัลโหลอิพ่อ เป็จังได๋บ้างจ๊ะ”
ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงคุ้นเคยตอบกลับมา
“เอ้า บักหล่า มีอิหยังคือโทรมามืดค่ำแท้”
“ข่อยแค่สิโทรมาบอกอิพ่อว่า เดือนหน้าหมู่ข่อยสิไปทำโปรเจกต์จบที่บ้านเฮากันเด้อ ข่อยกะว่าสิให้หมู่เขานอนที่เฮือนลมวูบกับเฮือนเวทจำ พอได้บ่จะ?“
เสียงเงียบชั่วครู่ คล้ายพ่อกำลังใช้ความคิด
แท้จริงแล้ว พ่อของอีรู้ความเคลื่อนไหวของลูกสาวทุกฝีก้าว เพราะผีพรายในเรือนคอยเฝ้ามอง และติดตามดูแลอยู่ไม่ห่าง ครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ได้ซิ ข่อยจัดการให้”
“ขอบคุณหลายจ้า แล้วนี่ อิพ่อกินข้าวกินปลาแล้วบ่?”
“โอ๊ย เวลานี้แล้ว ข่อยเฮ็ดหยังเสร็จจนสิไปนอนแล้ว…..นี่แหล่วหนา ไปเป็เด็กกรุงเทพฯ นอนดึกจนเคยชินแล้วเด้”
เสียงหัวเราะเบาๆแลกเปลี่ยนกันไปมาผ่านสายโทรศัพท์ที่ทอดยาวจากบ้านไกลถึงเมืองหลวง แม้จะห่างกันคนละภาค แต่ใจของพ่อลูกยังคงเชื่อมถึงกันเสมอ
ทว่า
“ออกไปโลด…อย่าได้คิดสิแอ่วมา”
เสียงพ่อของเธอดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย น้ำเสียงนิ่งเย็นจนเหมือนสายลมที่พัดเฉือนผิว
อรชะงักไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
“อิหยังนะจ๊ะอิพ่อ?” เธอถามพรางมองโทรศัพท์ในมือ ปลายสายนิ่งสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงของพ่อเธอจะกลับมานุ่นนวลดังเดิม
“บ่มีหยังดอกลูก….ฟ้าวกลับหอ ดึกแล้ว ตกดึกำลังของผีเป้าแฮงหลาย เดี๋ยวมันสิไปกันใหญ่”
เธอยิ้มนิด หารู้ไม่ว่าเื้ัคำเตือนนั้นแฝงไปด้วยความจริงจังบางอย่างที่เธอรู้เป็อย่างดี
“ได้จ้าอิพ่อ พักผ่อนเด้อ แล้วพ้อดันเดือนหน้าเด้อจ้า”
เธอวางสาย ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองความมืดที่กลืนกินท้องฟ้า อากาศเย็นเฉียบราวกับมีใครยืนมองอยู่จากเงาไม้
ยา
อรลุกพรวดขึ้นในทันที เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวผมสีส้มเพลิง ผู้ซึ่งเธอพึ่งนึกถึงไปเมื่อ่เย็นที่ผ่านมา หัวใจเต้นระส่ำ ทั้งแปลกใจ ทั้งสงสัย หญิงสาวคนนั้นยืนอยู่ใต้เงาไม้ ใกล้กับพุ่มต้นเข็มที่กำลังออกดอกสีแดงเข้ม ร่างนั้นนิ่งสนิท ราวกับภาพวาดที่มีชีวิต
ราวกับว่า 'ยา' กำลังรอให้เธอเดินเข้าไปหา
อรค่อยๆก้าวเข้าไปใกล้ ฝ่าความมืดเข้าสู่รัศมีเงาของไฟดวงน้อยที่ส่องเพียงแ่เบา เธอสูดลมหายใจเข้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะเอ่ยประโยคแรกออกไป เป็ประโยคแรกที่เธอได้พูดกับอีกฝ่าย ตลอดเวลา ๔ ปีที่เธอได้มีโอกาสได้เผชิญหน้ากัน
“มายืนทำอะไรมืดค่ำตรงนี้คนเดียว?”
อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบไม่ขยับ ไม่หันมา ไม่แม้แต่น้อย ราวกับกำลังตั้งใจจ้องมองพุ่มไม้ตรงหน้าอย่างจดจ่อ
อรกลืนน้ำลาย ก่อนจะเรียกชื่อที่ติดอยู่ในใจมาตลอด
“ยา….ใช่ไหม?” ความเงียบหนาแน่นค่อยๆแทรกตัวระหว่างคนทั้งสอง
“มาหาอะไรกินหรอ?” เธฮถามเบาๆอีกครั้ง
“ใช่”
เพียงคำตอบสั้น ๆ จากอีกฝ่าย แต่นั่นกลับทำให้อรรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่างกาย เสียงเรียบราบและไร้อารมณ์จนผิดปกติ
อรยังไม่อยากให้การพบกันครั้งนี้จบลงเร็วเกินไป เธอยื่นมือไปแตะท่อนแขนของอีกฝ่ายไว้เบาๆ
“เดี๋ยวสิ…..เราไม่เคยคุยกันเลยนะ อยู่คุยกันก่อนสิ”
เสียงของเธออ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
“เธอโอเคไหม ที่เดือนหน้าเราต้องไปกาฬสินธุ์กัน?.....บ้านเราไม่มีแอร์หนะ เลยกลัวว่าเธอจะนอนไม่ได้”
อีกฝ่ายไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะกระพริบตา
อรจึงพูดต่อ คล้าย้าถมความเงียบไม่ให้ไหลเข้ามากลืนกิน
“แล้วถ้าไม่โอเค….มึงจะเปลี่ยนโปรเจกต์หรือไง?”
“แต่เพื่อน ๆ โอเคกันหมดแล้วนะ ถ้าจะเปลี่ยน เราก็ต้องประชุ…”
“มึงจะเปลี่ยนโปรเจกต์เพราะกูคนเดียวเลยหรือไง?”
อรพูดยังไม่ทันจบ เสียงเรียบนิ่งของยาแทรกเข้ามาเสียก่อน
น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงบางอย่างที่ทำให้อรชะงัก
เธอหัวเราะกลบเกลื่อน แหะ ๆ ในลำคอ
เพราะความจริงแล้ว เธอไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น เพียงแค่อยากยื้อเวลาให้นานขึ้น อยากคุยกับอีกฝ่ายให้นานกว่านี้….เท่านั้นเอง
“ไอ้อร!!!”
เสียงะโแหลมสูงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปดู อรก็นรู้ทันทีว่าเป็ใคร เสียงของก้านพลู เพื่อนสนิทตัวแสบของเธอนั่นเอง
“มึงไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น! มานี่เลย!”
“กูคุยอยู่กับ…”
อรกันกลับไปะโตอบ ทว่า แค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เมื่อเธอหันกลับมาอีกครั้ง ร่างของ ยา ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเมื่อครู่ ได้หายวับไปราวกับละอองหมอกยามค่ำ เหลือแต่ความว่างเปล่า
“อ้าว?...”
“มึงมาทำอะไรคนเดียวในที่มืด ๆ เนี่ย! กูเสี่ยงชีวิตเดินเข้ามาหามึงอีกแล้วนะเว้ย!”
ก้านพลูเดินกระแทกเท้าเข้ามา พร้อมเสียงบ่นระงม ก่อนที่เธอจะคว้าแขนอร แล้วดึงเธอออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว จนอรเซแทบล้ม
“โอ๊ย มึงจะรีบไปไหนเนี่ย!”
“นี่มึงไม่เห็นอะไรเลยหรอ?”
“ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นแหละ มึงหนะ ระแวงจนมโนไปเองอีกแล้วหรือเปล่า?” อรพูดพลางปัดฝุ่นที่ขา
เธอรู้ดีว่าเพื่อนของเธอขวัญอ่อนและมักหวาดกลัวอะไรต่อมิอะไรเป็ทุนเดิม โดยเฉพาะในที่มืดเงียบแบบนั้น
แต่ก้านพลูไม่ได้คิดเช่นนั้น
เธอยืนอยู่นิ่ง ๆ ดวงตาจ้องเขม็งไปยังจุดที่อรยืนอยู่เมื่อครู่ ความสงสัยปะปนกับความหวาดผวาปรากฏชัดบนใบหน้า
เธอเห็น…
เธอเห็นจริงๆ
ไม่ใช่ภาพหลอน ไม่ใช่จินตนาการ แต่มันคือฝูงสัมภเวสีที่ยืนรายล้อมเป็วงกว้าง สูงบ้าง ต่ำบ้าง บิดเบี้ยว บางตนยาวระยางเกินมนุษย์ปกติและในหมู่พวกมัน ยังมีฝูงเปรตที่สูงจดยอดไม้ใหญ่ยืนเงียบอยู่บริเวณนั้น
“เป็ไปได้ยังไง….” ก้านพลูพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแ่เบาราวลมหายใจ
อีกหนึ่งสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเธอไม่ได้ตาฝาด เธอเห็น ยา ยืนอยู่ตรงนั้นเช่นเดียวกับอร
“แล้วมึงลงมาทำอะไรดึก ๆ แบบนี้?”
อรเปลี่ยนเื่ พยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง
“ก็กูหิว! วันนี้กูวิ่งรอบมหา’ลัยมาทั้งวัน เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว เลยมาหามึง แต่มึงก็ไม่อยู่ห้อง!”
“โทรมาก็ได้ เดี๋ยวกูลงไปรับที่ห้อง”
“โทรแล้ว! โทรไลน์ไปแล้ว แต่มึงไม่รับ”
“แล้วทำไมถึงไม่โทรเบอร์?”
“....เออ กูลืม”
ก้านพลูหัวเราะแหะ ๆ ขำกลบเกลื่อน ขณะที่อรได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
“ไปเหอะมึง กูหิวแล้ว ไปเป็เกาะป้องกันให้กูหน่อย”
ทั้งสองเดินกลับไปยังแผงค้าหน้าหอในจุดที่มีแสงไฟมากขึ้น
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของพวกเธอ ค่อย ๆ กลืนไปกับเสียงผู้คน เหตุการณ์กลับสู่ความปกติ
พวกเธอเลือกโต๊ะนั่งกินข้าวใต้แสงไฟที่สว่างขึ้น มีผู้คนนั้งรายล้อม ถึงแยกย้ายกันกลับห้องตามวิถีเดิมของคืนหนึ่งในหอพัก
แต่ทว่า
ไม่ว่าจะหัวเราะหรือเดินไปทางใด
สายตาคู่หนึ่ง ยังคงจับจ้องพวกเธอจากความมืดมิดของเงาไม้
เฝ้าดู…เฝ้าติดตามอยู่ตลอดเวลา
