บทที่8 ตอนที่48 : ดิเอ๊กซ์คาลิเบอร์!
กลับไปที่เหตุการณ์ ณ หอประชุมแอนวู้ด ในเวลาไล่เลี่ยกัน “ดันมาเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรตอนนี้เนี่ย?” คุณเวิร์ดคิดขึ้นในใจด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “ด้วยพลังแห่งเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช!! ขอบันดาลให้นำตัวผู้ที่ก่อความวุ่นวายครั้งยิ่งใหญ่ให้กับเหล่าออแกเนียนมาที่หอประชุมแห่งนี้!” ผู้คุมกฎของเหล่าผู้มีอวัยวะพิเศษร่ายคาถาออกมาในทันที และหลังจากสิ้นสุดการคำกล่าว.. ก็ได้ปรากฏแสงสีน้ำเงินขึ้นดั่งเคย พร้อมกับตัวของชายผู้ต้องหาในคดี “ฮะ..ฮาชิโทบิซัง!!..” มิทาจิมองไปยังชายหนุ่มชุดนินจาก่อนพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ประหลาดใจอย่างมาก “เขาเป็นใครน่ะ? เกี่ยวข้องอะไรกับพี่ชายของเธอที่เคยเล่าให้ฉันฟังหรอ?” ซีรินญ่าถามขึ้นหลังเห็นท่าทีตกใจของนินจาสาว “ฮาชิโทบิซัง คือคุณอาของมิทาจิที่ออกไปทำภารกิจกับพี่ก่อนที่จะหายตัวไปค่ะ อย่างนี้แสดงว่าพี่ของมิทาจิยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมคะ? ใช่ไหมคะ? ใช่ไหมคะ?” แววตาของสาวน้อยเปล่งประกายขึ้นมาทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวัง “คุณนามิคาชิ ฮาชิโทบิ ( Namikashi Hashitobi ) คุณจะยอมรับไหมว่า คุณได้ก่อความวุ่นวายครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการตั้งใจประกาศตัวว่าเป็นออแกเนียนต่อหน้าสาธารณชน และการประกาศตัวของคุณทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ กระจายข่าวออกไปเป็นวงกว้าง” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม ไม่รอช้าที่จะสอบสวน “ผมยอมรับ” ชายผู้สวมชุดนินจาตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันเฉยชาไร้ซึ่งความรู้สึก “ดี! จะได้ไม่ต้องเสียเวลา!” ชายมาดผู้ดีอังกฤษเอ่ยขึ้นก่อนจะร่ายคาถาลงโทษ “ด้วยพลังแห่งเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช! ขอบันดาลให้ นามิคาชิ ฮาชิโทบิ รับโทษ ติดคุกใต้ดินไปตลอดชีวิตจากความผิดที่เขาทำ!” “และนี่คือตัวอย่างการลงโทษของผู้กระทำความผิดร้ายแรง..” หลังจากจัดการลงโทษเสร็จเรียบร้อย เดอะคอนโทรลเลอร์ก็ได้หันไปพูดต่อหน้านักศึกษาทุกคน “ในตอนนี้.. ผมขอพักการประชุมนี้ไว้ชั่วคราว และให้นักศึกษาทุกคนกลับไปที่ห้องพักของตัวเองจนกว่าผมจะประกาศให้มาประชุมกันอีกครั้ง” คุณเวิร์ดพูดด้วยความร้อนรนอย่างบอกไม่ถูกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล บุคลิกภาพของเขาแตกต่างออกไปจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งความนิ่งและความสงบเยือกเย็นที่เคยมีกลับหายไปทั้งหมด.. “ด้วยพลังแห่งเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้นักศึกษาออแกเนียนทุกคนกลับไปยังหอพัก” เขาใช้พลังอีกครั้ง และหลังจากที่ส่งนักศึกษาทุกคนกลับที่พักเสร็จ เดอะคอนโทรลเลอร์ก็รีบร่ายวาจาสิทธิ์ติดกันเป็นครั้งที่สามในทันที “ด้วยพลังแห่งเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ คนทุกคนบนโลกที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของสภาออแกเนียน ที่รู้เรื่องของเหล่าออแกเนียน ลืมเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับออแกเนียน และลบแหล่งข้อมูลทุกอย่างที่อาจจะเชื่อมโยงถึงเหล่าออแกเนียนให้หมดสิ้น!” แต่ทว่า.. การใช้พลังในครั้งสุดท้ายนี้กลับไม่สัมฤทธิ์ผล เขากระอักเลือดออกมาจากปากพลันรู้ตัวเองว่าพลังของเขายังไม่พอที่จะสามารถลบความทรงจำและหลักฐานทั้งหมดได้ อันเนื่องมาจากว่าผลกระทบในครั้งนี้มันเป็นผลกระทบวงกว้าง เพราะจาการที่มีการถ่ายทอดสดสถานการณ์ที่นามิคาชิ ฮาชิโทบิ เปิดเผยตัวเองต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและน่าสนใจ จึงทำให้ผู้คนต่างส่งเรื่องราวต่อ ๆ กันไปจนเป็นกระแสในโลกออนไลน์ และเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเองข่าวที่น่าพิศวงนี้ก็สามารถแพร่กระจายไปไอย่างกว้างขวาง “ฮึก!..” เอ็ดเวิร์ดที่ฝืนความเจ็บปวดไว้ไม่อยู่ได้สำลักเลือดออกมา “แย่แล้ว ยิ่งช้าก็ยิ่งไม่ได้การ ต้องทำให้เรื่องนี้มันจบให้ได้เร็วที่สุด” เขาใช้มือป้องไปที่ปากเพื่อป้องกันเลือดที่คลั่งอยู่ไม่ให้เลอะเทะเปรอะเปื้อน พลางเดินกลับไปยังห้องทำงานของตนเองทันที เขาเดินไปหยุดที่นาฬิกาเรือนเก่าบริเวณผนังห้องก่อนจะปรับเข็มนาฬิกาให้เป็นเวลา 23.29 อันเป็นรหัสในการเปิดประตูลับเพื่อไปยังห้องส่วนสมอง ชายมาดผู้ดีชาวอังกฤษสลัดภาพความสุขุมนุ่มลึกออกไปจนหมดสิ้น.. เขาพยายามรีบเดินกึ่งวิ่งไปยังดาบในตำนานที่ปักอยู่บนศิลาให้เร็วที่สุด ก่อนที่ผู้คุมกฎของเหล่าออแกเนียนดึงดาบที่มากไปด้วยอิทธิฤทธิ์ออกจากแท่นหินก่อนจะชูขึ้นเหนือศีรษะ! และในฉับพลันที่มือของเขาสัมผัสไปยังออกาเน็ม ก็ได้เริ่มมีชุดเกราะอัศวินสีทองอร่ามไล่ประดับติดไปตามตัวจนครบองค์ประกอบ ก่อนที่จะมีลวดลายสิงโตสีเงินที่กำลังคำรามอย่างเกรี้ยวกราดไปวาดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ทั่วทั้งชุด ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัวไหล่ทั้งสองข้าง แขนซ้ายขวา เกราะตรงมือ รวมทั้งต้นขา สนับแข้ง และรองเท้าเกราะ แต่ที่เด่นเป็นสง่าที่สุดก็คงจะไม่พ้นส่วนของเกราะตรงกลางลำตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่เป็นลวดลายพญาราชสีห์กำลังเหยียบย่ำอริราชศัตรูพลางคำรามขึ้นฟ้าเพื่อประกาศศักดา และสุดท้าย มงกุฎทองคำอันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชา ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นล้อมรอบครอบอยู่บนศีรษะจนมาจรดจบอยู่ตรงกลางหน้าผาก จึงถือเป็นอันเสร็จสิ้นการทรงเครื่อง.. “ในนามของเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช และด้วยพลังแห่งดิเอ๊กซ์คาลิเบอร์.. ขอบันดาลให้ คนทุกคนบนโลกที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของสภาออแกเนียนที่รู้เรื่องของเหล่าออแกเนียน ลืมเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับออแกเนียน และลบแหล่งข้อมูลทุกอย่างที่อาจจะเชื่อมโยงถึงเหล่าออแกเนียนให้หมดสิ้น!” พลันที่สิ้นสุดการร่ายคาถาเพื่อปกป้องความปลอดภัยของเหล่าออแกเนียนทั่วโลก ก็ได้บังเกิดแสงสีน้ำเงินประกายทองสว่างวาบออกจากดาบในตำนานของ เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สามในทันที ซึ่งด้วยพลังแห่งออกาเน็มนั้น มันก็ได้ทำให้สิ่งที่เขาร่ายออกมาเป็นไปตามประสงค์ทั้งหมด แต่ราคาที่ต้องแลกมันก็สาหัสอยู่พอสมควร เอ็ดเวิร์ดทรุดเข่าลงพลางเอาดาบศักดิ์สิทธิ์ปักค้ำยันไว้ไม่ให้ร่างล้ม แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร.. สภาพร่างกายของเขาไม่สามารถทานทนได้อีกต่อไปแล้ว หลังจากการโหมใช้พลังเพื่อปกป้องเหล่าออกแกเนียนความดูแล ชายผู้เสียสละก็ล้มตึงลงกับพื้นพร้อมทั้งมีเลือดค่อย ๆ ไหลรินออกมาจากปากก่อนที่จะสลบไป และทันทีที่มือของเขาคลายดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ถืออยู่ เกราะทองที่เคยประดับตามตัวก็ค่อย ๆ สลายหายไปรวมถึงมงกุฎอันสุดสง่างามเองก็ด้วย ก่อนที่ดิเอ๊กซ์คาลิเบอร์เล่มนั้นจะลอยพุ่งกลับไปปักอยู่บนศิลาเช่นเดิมราวกับเจ้าหินก้อนนั้นมีแรงดึงดูดอันแข็งแกร่งสถิตย์อยู่.. และเวลาก็ได้ผ่านเลยไปจนถึงช่วงเย็นของวัน.. ณ ตลาดชานเมืองแถว ๆ บ้านของเกษม สรณ์ก็ได้ออกไปตลาดจับจ่ายซื้อของเพื่อนำมาทำอาหารรับประทานตามปกติ จนกระทั่งได้วัตถุดิบทุกอย่างที่ต้องการแล้วก็เดินกลับบ้าน แต่ระหว่างทางนั้นเอง เขาก็ได้รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่.. จนทำให้ในตอนนี้สรณ์มีเพียงสองทางเลือก หนึ่งคือพยายามเดินในที่ที่มีคนเยอะ ๆ เพื่อไม่ให้คนที่กำลังสะกดรอยตามกล้าลงมือทำอะไร สองคือปลีกตัวออกมาเพื่อให้บุคคลปริศนาเปิดเผยตัวออกมา ชายผู้มีดวงตาพิเศษคิดทบทวนอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเลือกทางที่สอง คือปลีกตัวออกห่างจากชุมชน เพราะเขาคิดว่าคนที่กำลังสะกดรอยมานั้นบางทีอาจจะปรารถนาดี มีสิ่งอะไรที่จะมาตักเตือนก็ได้ เพราะถ้าหากเขายังอยู่ในที่ที่ผู้คนพลุกพล่านแล้วคนที่กำลังสะกดรอยตามคิดร้ายขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดการต่อสู้ต่อหน้าฝูงชนซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวาย และยังเป็นการสร้างภาระเพิ่มให้กับเอ็ดเวิร์ด สปีชด้วย เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าเดอะคอนโทรลเลอร์เพิ่งจะใช้พลังครั้งใหญ่ไปเพื่อลบคำทรงจำของคนจำนวนมาก จากเหตุการณ์ในตอนเช้า สรณ์เดินแยกตัวออกมาก่อนจะเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่มีเพียงแค่เสาไฟริมทางคอยให้แสงสว่างอยู่ เมื่อเดินไปได้สักพักจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีคนอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวเขาและผู้สะกดรอยแล้ว สรณ์ก็ได้หยุดพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ออกมาได้แล้วมั้งครับ..” ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไป และเมื่อได้ยินดังนั้นผู้สะกดรอยจึงได้เผยตัวออกมาจนได้ในที่สุด.. เขาเป็นคนรูปร่างสูงผอม สวมชุดนินจาสีดำทมิฬทั้งชุดพร้อมปกปิดใบหน้าเหลือไว้เพียงแค่ดวงตา ดูภายนอกยังไม่สามารถจำแนกเพศได้อย่างชัดเจนแต่จากลักษณะและความสูงแล้วน่าจะเป็นผู้ชาย นินจาปริศนายืนอยู่บนยอดของเสาไฟในขณะที่เบื้องหลังเป็นพระจันทร์ดวงโตที่กำลังปรากฏออกมาทำงานแทนดวงอาทิตย์ที่พึ่งจะลับขอบฟ้าไป.. “มีธุระอะไร?” สรณ์แหงนหน้าขึ้นไปมองบุคคลลึกลับ.. ก่อนที่เดอะไซท์สตีลเลอร์จะยืนจ้องอยู่พักใหญ่เพื่อรอคำตอบ แต่ผู้รับสารกลับนิ่งเงียบ และไม่มีการโต้ตอบใด ๆ กลับมาทั้งสิ้น.. จึงทำให้สรณ์ตัดสินใจหันหลังกลับก่อนจะเดินมุ่งตรงไปที่บ้านพัก และในจังหวะนั้นเอง!! นินจาชุดดำก็ได้ยิงดาวกระจายออกมาจากเล็บพุ่งตรงไปยังสรณ์! แต่เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเดียวกัน ชายผู้มีตาวิเศษก็สามารถเอี้ยวตัวหลบทุกการโจมตีได้อย่างพลิ้วไหว “หมาลอบกัด..” สรณ์วางถุงสิ่งของที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดลง เขากำหมัดแน่ด้วยความโกรธก่อนจะหันกลับไปมองผู้ฉวยโอกาสด้วยแววตาที่ไม่สบอารมณ์ และเมื่อเห็นว่าการโจมตีในชุดแรกนั้นพลาดเป้าไป นินจาร่างสูงก็ได้ซัดดาวกระจายเข้าใส่อีกหนึ่งระลอก โดยคราวนี้เมื่อปาอาวุธลับชุดที่หนึ่งออกหมด เขาก็ได้กระโดดไปมาเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งก่อนจะโจมตีชุดต่อไปอย่างรวดเร็ว! ซึ่งนั่นก็ทำให้เล็บปลายแหลมจำนวนมากได้พุ่งประดังประเดมาที่สรณ์ จนเรียกได้ว่ามาจากทั่วทุกทิศทางทางเลยก็ว่าได้ แต่.. อาวุธพวกนั้นกลับไม่สามารถกระทบเข้ากับร่างของชายผู้มีตาวิเศษได้เลย ไม่แม้เพียงแค่เฉี่ยวเลยด้วยซ้ำ เขาสามารถหลบมันได้หมดแต่ก็ทำเอาเหนื่อยจนหืดจับอยู่เหมือนกัน “เกิดเรื่องขนาดนี้แล้วทำไมผู้พิทักษ์ยังไม่ปรากฏตัวออกมาช่วยอีกนะ.. ถึงจะหลบได้ก็จริงแต่ถ้ายื้อไปนาน ๆ ก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน..” สรณ์คิดในใจด้วยสีหน้าที่เริ่มจะกังวล และเขาไม่รู้เลยว่าผู้พิทักษ์นั้นไม่สามารถจะมาช่วยเขาได้ เนื่องจากพลังของแหวนที่มีหน้าที่คอยพาเหล่าผู้พิทักษ์เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เกิดเหตุเลวร้ายนั้น ขึ้นอยู่กับพลังของเอ็ดเวิร์ดด้วยเช่นกัน ซึ่งในตอนนี้เดอะคนโทรลเลอร์ก็ยังคงนอนสลบอยู่ในห้องส่วนสมอง ณ ตึกเมลฟิลด์หรือตึกทอง อันเป็นที่ทำงานของเขานั่นเอง หลังจากการโจมตีชุดแรกและชุดที่สองนั้นยังไม่สามารถทำอะไรชายผู้เป็นเป้าหมายได้ นินจาผู้มากไปด้วยกลยุทธจึงจัดการทำลายไฟที่คอยส่องสว่างอยู่ทั้งหมด และเป็นโชคที่เข้าข้างผู้ปองร้าย.. ดวงจันทร์กลมโตอันเป็นความหวังสุดท้ายในการให้แสงสว่าง กลับถูกเมฆใหญ่บดบังจนสนิท จึงทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ความมืดไปชั่วขณะ.. เขาปาดาวกระจายอีกหนึ่งชุดออกไปหวังเพื่อจะปิดฉากการลอบโจมตีในครั้งนี้ให้ได้เสียที! แต่!.. ภายใต้ความมืดสนิทนั้นสรณ์ก็ยังคงสามารถหลบการโจมตีได้ทั้งหมด “ยังโชคดีที่สายตาของมันฝึกมาดีมาก ขนาดในที่มืดแบบนี้ยังเห็นได้ชัดเจน” สรณ์คิดในใจ โดยที่จริงแล้วพลังพิเศษของดวงตาเขาก็คือ มันสามารถจะเข้าไปใช้ดวงตาของใครก็ได้เพื่อใช้ดวงตาเหล่านั้นให้ราวกับเป็นดวงตาของตัวเอง จนเป็นที่มาของฉายาเดะไซท์สตีลเลอร์ หรือจอมขโมยทัศนะนั่นเอง ซึ่งเขาก็ได้ใช้พลังนั้นเพื่อเข้าไปใช้ดวงตาของนินจาปริศนา จึงสามารถรู้ทิศทางได้ว่าจะมีดดาวกระจายจะมาจากทางไหนตอนไหนบ้าง และด้วยความที่นินจาคนนี้ฝึกสายตาในการมองเห็นในที่มืดมาอย่างดี ก็เลยทำให้สรณ์สามารถเห็นอาวุธลับนั้นได้ด้วยเช่นกัน.. มวลเมฆใหญ่ค่อย ๆ ลอยผ่านไปทำให้พระจันทร์กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง นินจาร่างบางถอนหายใจเฮือกพลางกระโดดกลับขึ้นไปยืนบนยอดเสาไฟ และไขว้มือเป็นรูปตัวเอ๊กซ์ก่อนจะประสานไว้ที่อก “พึ่บ!..” เขาสะบัดแขนออกจนเหยียดตรงเหมือนกำลังกับปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมาโดยเล็งเป้าหมายไปยังสรณ์! “มันทำอะไรน่ะ?.. ไม่มี.. ไม่เห็นอะไรเลย..” ชายผู้มีตาวิเศษพูดอย่างสับสนหลังจากที่ใช้พลังในการยืมสายตาของนินจาปริศนามองแล้วแต่กลับไม่ได้ผล แต่หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที.. “ฉึก ๆ ๆ !..” กลับมีอะไรบางอย่างปักเข้ากลางลำตัวของเขา.. สรณ์ก้มลงไปมองก็ได้พบว่ากำลังมีเลือดสีแดงฉานที่ค่อย ๆ ไหลออกมาจากตัวของเขา แล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายนั้นกำลังเกิดอาการชาอันเป็นผลมาจากพิษอะไรสักอย่างที่กำลังแล่นเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเพียงไม่กี่อึดใจต่อจากนั้นเองเขาก็ได้สลบลงและหมดสติไปในที่สุด..