คนขับรถที่เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเหล่าคนในห้องยามนี้ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่แห่งหนตำบลใด หรือไม่แน่ว่าอาจจะถูกสถาปนิกไพศาลจัดการไปแล้วก็ได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ขณะที่บรรยากาศภายในห้องกลับดูเหมือนจะร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่เกิดจากความกังวล ความเครียด หรือ ความโกรธเท่านั้น แต่ยังมาจากการร้องโอดครวญ ตำหนิ ต่อว่า หรือ ด่าทอ ของซินแสและลูกศิษย์กำมะลอทั้งสองคนที่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องยุติธรรมเลย ที่ตนที่ต้องมาเจอกับสถานการณ์นี้ และยังมีการถกเถียงตำหนิกันของผู้อาวุโสสองคนภายในห้องด้วยเช่นกัน แต่บรรยากาศที่ว่านั้นดูเหมือนจะไม่ใช่แค่เรื่องกายจิตใจและความคิดเท่านั้น แต่มันกลับยังร้อนในทางกายภาพด้วย โดยที่วิษณุเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตขณะที่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตและเปรยเบาๆ กับทีมงานทั้งสามของตนที่นั่งร่วมอยู่กับแพรวาและบิดาของเธอ ส่วนภาวิณีนั้นเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องด้วยอาการคิ้วขมวดๆ ตลอดเวลา
“ฝนก็ตกแต่ทำไมมันถึงรู้สึกร้อนๆ นะ” วิษณุกวาดสายตาไปรอบบริเวณ “มันร้อนมาจากไหนวะเนี่ยะ”
“เออ…นั้นซิ” ดาวเสริมตามมาอีกคน “คิดว่าหนูรู้สึกแค่คนเดียวซะอีก พี่นุก็รู้สึกเหรอ”
“ร้อนเหรอ” คุนถาม “ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย”
“มึงมันหนังหนา ไม่รู้สึกก็ไม่แปลกหรอกไอ้คุน” วิษณุสวนกลับทันควัน
“อ้าว…หลอกด่าเฉย…ก็คนมันไม่รู้สึกจริงๆ นี่นา” คุนนิ้วหน้า “แต่ผมว่านะ พวกผมนะไม่แปลกหรอก ที่แปลกคือพี่กับไอ้ดาวต่างหาก อุปทานกันไปเองสองคนรึเปล่า ลองถามหมอดูเราซิ ว่าร้อนไหม”
“ฉันชื่อปอย…” ปอยตวัดหางตาเหลือบแลไปยังคุนอย่างเอาเรื่อง แต่ก็เปลี่ยนใจที่จะไม่ทะเลาะและหันไปทางดาวและวิษณุแทน “จะว่าร้อนก็ร้อนแหละ แต่ว่าก็รู้สึกหนาวๆ ด้วย มันรู้สึกหนาวๆ เหมือนกำลังอยู่ในป่าช้านะ คงเป็นเพราะ…”
“ฉันก็ด้วย” แพรวาเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบมาเนิ่นนาน “ร้อนแต่ก็รู้สึกหนาวๆ เศร้าๆ หดหู่ๆ ยังไงก็ไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน”
“ใช่…ห้องนี้มันร้อนขึ้นจริงๆ” ภาวิณีเสริมตามมา หลังจากที่เธอเดินเคาะผนังกำแพงไปทั่วห้อง “แถมยังแข็งแรงมากๆ อีกด้วย พังหรือทำลายก็ไม่ได้เอีกต่างหาก”
ทว่าขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้นเอง ก็พลันมีเสียงของสถาปนิกไพศาลดังขึ้นจากรอบห้อง พร้อมกับภาพใบหน้าเขาฉายขึ้นที่ผนังห้อง
“สวัสดีครับทุกคน” น้ำเสียงเขายังคงสดใสเช่นเคย ตรงข้ามกับใบหน้าที่ก็แฝงเร้นไปด้วยความรู้สึกอำมหิตและเฉียบขาดอยู่ในที “จะร่ำลาสั่งเสียอะไรก็รีบๆ ทำกันนะครับ คงเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วล่ะ…คงจะเริ่มรู้สึกร้อนๆ กันแล้วใช่ไหมล่ะ นี้แค่พึ่งเริ่มต้นเองนะครับ เพราะว่ามันจะร้อนกว่านี้ขึ้นอีกเรื่อยๆ”
“แกคิดจะทำอะไรกับพวกฉันยะ” ภาคินณ์ไม่ซ่อนเร้นความเป็นหญิงไว้ในตัวอีกต่อไปแล้ว “อีเลว ปล่อยพวกฉันออกไปนะ”
“ภาคินณ์!” บิดาของเขาตวาดเสียงดัง “จะทำอะไรก็ไว้หน้าพ่อแกบ้าง”
“ต้องไว้หน้าอะไรอีกค่ะพ่อ” ภาคินณ์ตวัดสายตากลับไปที่บิดาตน “ก็เป็นเพราะพวกพ่อไม่ใช่เหรอที่ทำให้พวกเราต้องมามีสภาพแบบนี้นะ”
เกิดเสียงเพี๊ยะ! หนักๆ ขึ้นครั้งหนึ่ง ขณะที่ใบหน้าของภาคินณ์หันไปตามแรงตบของผู้เป็นบิดา
“แค่แกเป็นแบบนี้ฉันก็ทนแทบไม่ได้แล้วนะ” บิดาของภาคินณ์ถลึงตามองดูบุตรชายเพียงคนเดียวของตน “อย่ามาลองดีกับฉันอีก…จำไว้…!”
เขาเงื้อง้างมือขึ้นอีกครั้ง เพื่อหวังจะฟาดซ้ำไปบนใบหน้าภาคินณ์ที่เริ่มปรากฏเป็นรอยปื้นสีแดง แต่ในทันใดแพรวาก็ถลาตัวเข้าไปขวางคั่นไว้ระหว่างสองคนพ่อลูก
“หยุดนะคุณลุง!” แพรวาพูดเสียงดัง
“อย่ามายุ่ง!” บิดาของภาคินณ์จะใช้มือข้างหนึ่งผลักแพรวาไปให้พ้นทาง ขณะที่ง้างมือที่ยกค้างไว้ให้สูงกว่าเดิมเพื่อหวังจะหวดลงมาให้เต็มแรง แต่ทว่าเขาก็ถูกมือของภาวิณีคว้าจับไว้ได้เสียก่อน
“ใจเย็นๆ กันก่อนดีไหมครับ” คุนเห็นท่าไม่ดีเลยรีบพูดแทรก “ผมว่านี้ไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะมาทะเลาะกันเองนะครับ”
“พ่อหนุ่มพูดถูก” บิดาของแพรวาพูดพลางเดินมายืนข้างๆ บุตรสาวตน “พวกเราควรจะมาช่วยกันคิดกันดีกว่าไหมธานิน ว่าจะออกไปจากที่นี่ยังไง”
“ไม่มีวันซะหรอกฮาๆๆๆๆ” ภาพและเสียงของสถาปนิกไพศาลหัวเราะร่า “พวกแกก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ ที่นี่นะมันถูกตัดสัญญาณทุกอย่างจากโลกภายนอก นอกจากการเชื่อมต่อสัญญาณโดยตรงของฉันเท่านั้นที่ทำได้ และห้องก็ถูกออกแบบมาด้วยวัสดุคาร์บอนพิเศษที่แข็งเหมือนเพรช เผาก็ไม่ไหม้นอกจากจะใช้อุณหภูมิที่สูงหลายร้อยองศา…แต่นั้นก็ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เพราะห้องนี้ถูกตั้งโปรแกรมให้ค่อยๆ ร้อนขึ้นและร้อนขึ้น ร้อนจนกระดูกของพวกแกกลายเป็นขี้เถ้าไปพร้อมกับบ้านหลังนี้นั่นแหละ พวกแกถึงจะออกมาได้…สิ่งที่พวกแกทำได้ตอนนี้ก็มีแค่ทำใจ และ สำนึกกับความผิดบาปที่พวกแกเคยก่อไว้!”
“ไม่นะนายท่าน” ซินแสหวังร้องคร่ำครวญในทันทีที่จบประโยค “ปล่อยผมออกไปเถอะ ผมสัญญาว่าผมจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว ผมจะไม่หลอกลวงใครอีกแล้วครับ”
“ใช่ครับ” ลูกศิษย์หรืออีกนัยหนึ่งก็คือผู้ร่วมขบวนการร้องตามมาอีกคน “พวกผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่เอาอีกแล้วครับ…ปล่อยพวกเราออกไปเถอะ”
ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ โดยที่เสียงและใบหน้าบนผนังและกำแพงก็พลันอันตรธานหายวับไป
ขณะที่ภาวิณีเปรยขึ้นเบาๆ ด้วยอาการพยักหน้าพอใจ
“คงจะมาแล้วซินะ”
“ใคร…” วิษณุอุทานขึ้นอย่างสงสัย “ใครมา…เธอหมายความว่ายังไงนะยัยโหด”
“คนที่จะมาช่วยพวกเราไง” ภาวิณีว่า พลางมองไปยังประตูลูกกรงเพียงบานเดียวของห้อง ซึ่งปรากฏเงาร่างของคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา “ฉันบอกให้เขาไปตัดไฟ และ ให้ไปหาของที่พอจะใช้ง้างเหล็กพวกนี้ได้มานะ”
“ทันเวลาใช่ไหมครับทุกคน” บนใบหน้าและร่างกายเขาเปียกโฉกไปทั้งตัวจากน้ำฝน ขณะที่แขนสองข้างหอบกระเป๋าและอุปกรณ์อะไรไม่รู้พะรุงพะรังมาด้วยอาการหอบเหนื่อย “หามาได้เท่านี้ครับคุณภาวิณี พอจะใช้ได้ไหมครับ”
“เอก…!” แพรวาอุทานเสียงดัง “ทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ได้ รู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่ที่นี้” เธอพูดก่อนจะหันไปทางภาวิณี “แล้วพวกพี่ไปคุยอะไรกันตอนไหน ไม่เห็นเข้าใจเลย”
“รหัสมอร์สนะ” ภาวิณียิ้มบางๆ ให้แพรวา ก่อนจะเดินไปหาเอกแต่ก็ยังอธิบายต่อไป “ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะที่ต้องใช้วิธีนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าสถาปนิกคนนั้นคิดหรือวางลูกไม่อะไรไว้บ้าง เลยต้องใช้ภาษามอสส์คุยกัน จะได้ปลอดภัยที่สุดนะ”
“รหัสมอร์สเหรอ…” วิษณุพึมพำ “อ๋อ…เข้าใจละ คงคุยกันตอนที่เธอเดินเคาะผนังไปเรื่อยนั้นใช่ไหม”
“ก็พอจะฉลาดบ้างเหมือนกันนี่นา” ภาวิณีหันมายังวิษณุ “แต่จะฉลาดขึ้นมาก ถ้านายจะรีบมาช่วยฉันงัดไอ้กรงบ้านี่เร็วๆ ก่อนที่ไอ้สถาปนิกโรคจิตนั้นจะกลับมา”
“แต่ว่าคุณภาวิณีก็บอกเองนิ ว่าห้องนี้มันทำลายไม่ได้” ดาวท้วง “แล้วมันก็ทำมาจากไอ้คาร์บง คาร์บอนพิเศษอะไรนั้นไม่ใช่เหรอ”
“ห้องทำลายไม่ได้ แต่ว่าเหล็กไม่ใช่” คุนแทรกขึ้น “ฉลาดมาก….” สิ้นเสียงเขาก็เดินจ้ำเข้าไปหาวิษณุและภาวิณีในทันที