จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    ตอนที่ 164 เถียนตัน

    ตอนที่ 164

    เถียนตัน

    ทางด้านแคว้นหลี่บัดนี้องค์ไท่จื่อแห่งแคว้นหลี่ที่ได้รับบาดเจ็บเพราะฝีมือของหลิงเฉินก็เดินทางกลับไปถึงเมืองหลวงของแคว้นหลี่เรียบร้อยแล้ว 

    เรื่องราวทุกอย่างถูกเผยแพร่ออกสู่เหล่าประชาชนแคว้นหลี่แม้ว่าความจริงของมันจะถูกบิดเบือนไปก็ตาม

    ฮ่องเต้แห่งแคว้นหลี่เมื่อเห็นว่าแผนการลอบสังหารฮ่องเต้ของแคว้นหมิงไม่สำเร็จ และบุตรชายของตนเองบาดเจ็บสาหัสกลับมาเช่นนี้เขาจึงออกอุบายปลุกระดมเหล่าคนของแคว้นหลี่ให้มีใจสู้มากขึ้นโดยการที่สร้างเรื่องโกหกขึ้นมา

    สิ่งที่ออกไปสู่หูของเหล่าราษฏรของแคว้นหลี่มันคือเหตุการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยเหล่าชาวแคว้นหลี่นั้นได้รับรู้ว่าชาวแคว้นหมิงลอบสังหารองค์ไท่จื่อแคว้นหลี่ที่เดินทางไปร่วมงานดีของแคว้นหมิงที่เป็นพันธมิตรอันดีกันมาเป็นเวลานาน

    แต่เพราะได้การช่วยเหลือจากท่านเถียนโจวที่เป็นรองเจ้าสำนักเทพอัคคีถึงสามารถพาไท่จื่อหลบหนีออกมาจากแผนชั่วของคนแคว้นหมิงได้ นั่นคือสิ่งที่เหล่าประชาชนชาวแคว้นหลี่ล่วงรู้

    ตอนนี้เหล่าชาวแคว้นหลี่ส่วนใหญ่ก็ต่างเรียกร้องสงครามกับแคว้นหมิง ด้วยเหตุผลเพราะเรื่องที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นหลี่แอบสร้างขึ้นมาทั้งที่มันไม่เป็นความจริง ในเวลาแค่นี้มันคงจะบอกออกไปกับเหล่าชาวแคว้นหลี่ไม่ได้ว่ามันสั่งลอบสังหารฮ่องเต้แห่งแคว้นหมิง ถ้ามันยอมบอกความจริงไปความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ปกครองดินแดนแคว้นหลี่ก็จะลดตามลงไปด้วย เพราะเช่นนั้นมันถึงเลือกที่จะโกหก

    แต่การสร้างเรื่องเท็จในครั้งนี้มันก็ส่งผลดีหลายๆอย่างตอบกลับมาอย่างแทบจะไม่น่าเชื่อ ชาวทหารฮึกเหิมขึ้นราษฎรก็เรียกร้องสงคราม 

    ทางด้านของสำนักเทพอัคคีที่ตั้งอยู่ในดินแดนแคว้นหลี่ สำนักขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองเล็กๆใกล้เคียงกับเมืองหลวงของแคว้นหลี่ สำนักสีแดงขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่มากมายถูกสร้างขึ้นมาประหนึ่งคฤหาสน์ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง

    ป้ายด้านหน้ามีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ให้ผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาล่วงรู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือสำนัก เทพอัคคีผู้เลื่องชื่อในยุทธภพ 

    รถม้าจำนวนหนึ่งวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าสำนักเหล่าศิษย์มากมายของสำนักเทพอัคคีบัดนี้ได้กลับคืนสู่สำนักของมันหลังจากที่จากไปเป็นเวลาหลายวัน

    ชายชราผู้ที่มีร่างกายกำยำล่ำสันพร้อมทั้งสวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงก้าวลงมาจากรถม้าที่อยู่ด้านหน้าสุด 

    เหล่าศิษย์ของสำนักที่เป็นเวรยามเฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูบานใหญ่เมื่อเห็นร่างกายของชายชราเถียนโจวก้าวลงมาจากรถม้าเข่าของพวกมันก็ทรุดต่ำลงไปข้างนึงให้อยู่ในท่าคุกเข่า

    “ ศิษย์คำนับรองเจ้าสำนัก!!!! ” พวกมันเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นหลังจากที่ยกสองมือขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าเรียบร้อยแล้ว 

    เถียนโจวผู้นั้นไม่รีรอจะพากายของตนเองมุ่งตรงเข้าไปภายในสำนักทันที มันมีหลายอย่างที่อยากจะรู้และอยากจะถามกับเจ้าสำนักผู้ที่เป็นบรรพบุรุษของมัน 

    เถียนโจวตรงเข้าไปภายในห้องโถงขนาดใหญ่ของสำนักเทพอัคคี ห้องโถงกว้างขวางถูกตกแต่งด้วยผ้าสีแดงเพลิง ด้านในสุดมันคือที่นั่งของเจ้าสำนักที่ถูกทำขึ้นมาจากหินวิญญาณสีแดง ป้ายสัญลักษณ์ที่เป็นรูปเพลิงขนาดใหญ่ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของสำนักตั้งประดับอยู่ด้านหลังของที่นั่งตำแหน่งเจ้าสำนัก

    บนเก้าอี้ตำแหน่งเจ้าสำนักล่างของชายผู้หนึ่งที่แสนน่ายำเกรงกำลังนั่งอยู่อย่างสงบนิ่ง ร่างกายกำยำใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่สามารถมองเห็นผ่านอาภรณ์สีแดงเพลิงที่เป็นชุดประจำสำนักเทพอัคคีได้ด้วยตาเปล่า อาภรณ์สีแดงเพลิงที่ชายผู้นี้กำลังสวมใส่อยู่มันมีลักษณะแตกต่างจากเหล่าศิษย์ทั่วไปมันดูงดงามและแสดงถึงความน่ายำเกรง 

    ผิวหนังทั่วทั้งกายเป็นสีเข้มราวกับโดนแดดที่เหี้ยมเกรียมเผามาเป็นเวลานาน ใบหน้าไม่เด็กแล้วก็ไม่แก่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดดุดันมองอีกมุมนึงก็คล้ายคลึงกับเถียนโจว แต่ชายผู้นี้มีใบหน้าที่แฝงความดุดันมากกว่าระดับนึง

    ชายผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประมุขด้วยท่าทางสุขุมแสดงความน่ายำเกรงคือ เถียนตัน ผู้ที่เป็นหนึ่งในแปดราชันย์ห้าขุนเขาสี่สมุทร

    ทั่วทั้งร่างกายแผ่ซ่านออร่าพลังวิญญาณระดับเซียนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน มันกำลังนั่งรอผู้ใดสักคนอยู่ 

    ไม่นานนักผู้ที่มันกำลังเฝ้ารอก็ย่างกายผ่านเข้ามาภายในห้องโถงประจำสำนัก ร่างของรองเจ้าสำนักเถียนโจวที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากแคว้นหลี่ย่างกายมาหยุดลงตรงหน้าเก้าอี้ของเจ้าสำนักที่มีบรรพบุรุษของมันนั่งอยู่

    เข่าหนึ่งข้างลดต่ำลงไปแนบชิดติดอยู่กับพื้นสองมือยกขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยเสียงหนักแน่น “ เถียนโจวคำนับท่านเจ้าสำนักข้ากลับมาจากแคว้นหมิงแล้วขอรับ ”

    “ ลุกขึ้น...” เถียนตันผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เจ้าสำนักได้เปล่งเสียงโทนต่ำอันเคร่งขรึมออกมา

    “ ขอบคุณขอรับ!!!! ” เถียนโจวขานรับก่อนที่จะลุกขึ้นมา

    “ ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าทำพลาดงั้นรึ ” 

    เถียนโจวแสดงใบหน้าสลดออกมาเล็กๆ งานครั้งนี้มันได้รับมอบหมายไปด้วยความไว้วางใจของเจ้าสำนัก มันเป็นผู้ฝึกตนที่มีพลังวิญญาณอยู่ในระดับเซียนทักษะ การกระทำภารกิจง่ายๆเช่นนี้พลาดเป็นเรื่องน่าขายหน้าสำหรับรองเจ้าสำนักเทพอัคคีเช่นมัน

    ผู้ใดก็ล่วงรู้ว่าภายในแคว้นหมิงแทบจะไม่มีผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังวิญญาณสูงกว่าเซียนทักษะเลย มันเป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนทักษะขั้นสูงการที่ทำพลาดครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าอับอาย 

    “ เหตุใดถึงทำพลาด ” เถียนตันเอ่ยถามด้วยเสียงเคร่งขรึม 

    “ ขออภัยขอรับท่านเจ้าสำนักเรื่องทั้งหมดมันผิดพลาดเพราะว่าเจ้าเด็กหนุ่มนั่น ” เถียนโจวที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากัดฟันพูดด้วยความเจ็บใจ ทุกอย่างมันควรจะสำเร็จไปด้วยดีแล้วถ้าเขาไม่โดนเจ้าเด็กหนุ่มนั้นขัดขวาง 

    “ เด็กหนุ่มงั้นรึ...??? ”

    “ ขอรับเด็กหนุ่มนั่น ”

    “ มันเป็นผู้ใดกันถึงทำให้ผู้ฝึกตนระดับเซียนทักษะเช่นเจ้าทำพลาด ”

    “ ข้าเองก็ไม่ทราบความเป็นมาของเด็กหนุ่มผู้นั้นเหมือนกันขอรับ แต่ว่าเจ้านั้นมันฝากคำทักทายมาให้ท่านด้วยนะขอรับ ” 

    ใบหน้าที่แฝงไปด้วยความดุดันที่นิ่งเฉยมาเป็นเวลานานของเถียนตันเริ่มขมวดมุ่นเข้าหากันเมื่อได้ยินว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นฝากคำพูดบางอย่างมาให้กับตนเอง 

    “ อันใดกันมันรู้จักข้างั้นรึ.. ”

    “ เด็กหนุ่มผู้นั้นพูดว่าชื่อของมันคือหลิงเฉินและฝากคำทักทายส่งมาถึงท่านด้วย ” เถียนโจวเอ่ยตามความจริง 

    เมื่อได้ยินชื่อของเด็กหนุ่มผู้นั้นดวงตาทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันดุดันเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตระหนก เพียงแค่ได้ยินชื่อมันทำให้ใบหน้าของผู้ที่เป็นถึง 1 ในแปดราชันย์ห้าขุนเขาสี่สมุทรตื่นตระหนกได้มากเพียงนี้ 

    ความทรงจำในวัยเด็กมากมายที่เริ่มเลือนรางไปภายในหัวของเถียนตันย้อนกลับมาอีกครั้งราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ชื่อนี้เขาไม่ได้ยินมันมานานเพียงใดแล้วแซ่หลิงและมีนามว่าเฉิน 

    มือทั้งสองข้างที่เคยวางนิ่งเอาไว้เป็นเวลานานได้ถูกยกขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างมองมือคู่นั้นที่กำลังสั่น 

    “ ไม่จริงใช่มั้ย... ”

    “ ชายผู้นั้นจะกลับมาอีกครั้งได้ยังไง ” เถียนตันบ่นพึมพำอยู่ภายในปากของตนเอง มันทำให้เถียนโจวที่อยู่เบื้องหน้ามองอาการที่ผิดแปลกด้วยความฉงน

    “ ท่านเจ้าสำนัก!!! ” เถียนโจวเปล่งเสียงเข้มเพื่อเรียกสติของเจ้าสำนักกลับมา

    เมื่อเสียงนั้นดังแว่วเข้ามาภายในหูสติที่กำลังสับสนนั้นกลับมาอีกครั้ง ท่าทางของเถียนตันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของเจ้าสำนักกลับมาสุขุมเช่นเดิม

    รองเจ้าสำนักเทพอัคคีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่อยู่ๆเจ้าสำนักของมันก็ทำท่าทางสับสนเช่นนี้ มันเกิดภายในตระกูลเถียนเจ้าสำนักคือบรรพบุรุษของมันตั้งแต่เกิดมามันยังไม่เคยเห็นท่านเจ้าสำนักผู้เป็นบรรพบุรุษทำท่าทางเช่นนั้นเลยสักครั้ง

    “ เถียนโจวเจ้าบอกว่าเจ้านั้นเป็นเด็กหนุ่มนั้นรึ ” เถียนตันเอ่ยถามหลังจากที่มันตั้งสติได้ 

    “ ขอรับเด็กหนุ่ม ” มันยืนยันในคำพูดของตนเอง

    “ เด็กหนุ่มผู้นั้นมีจุดสังเกตอันใดบ้าง ” เถียนตันต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมันจะยืนยันสิ่งที่มันกำลังคิดอยู่ว่าถูกต้องหรือไม่ 

    เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นเถียนโจวก็นึกย้อนำลับไปยามที่ได้ต่อสู้กับเด็กหนุ่มผู้นั้นว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นมีอันใดที่เป็นจุดสังเกต

    “ ดวงตาที่อยู่ๆก็เปลี่ยนไปเป็นเย็นชาราวกับไร้ความรู้สึก ไปหน้าที่ดูไม่เหมือนกับเด็กหนุ่มที่ยังไม่ย่างเข้าวัย 20 ปีและท่าทางที่ผิดแปลกไปเมื่อเทียบกับช่วงอายุ พรสวรรค์ในพลังวิญญาณที่มากเหลือล้น และในด้านอักขระ ” เถียนโจวนึกย้อนกลับไปแล้วเริ่มกล่าวออกมาที่ละอย่างเป็นคำพูด 

    ภายในใจของเถียนตันเมื่อได้ยินคำบรรยายของเด็กหนุ่มผู้นั้นมันก็ไม่สามารถนึกถึงผู้อื่นได้เลย ใบหน้าของชายผู้นั้นในอดีตลอยหวนคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งได้ยิ่งว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นมีจุดเด่นในด้านอักขระยิ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้

    เถียนตันเงียบใจคิดอยู่นานก่อนที่มันจะเอ่ยถามอีกเรื่องออกไป “ ตอนนี้ฝ่าบาทจะเอาเช่นไร ” 

    “ จากที่ข้าไปส่งไท่จื่อที่วังหลวงมาเห็นว่าฝ่าบาทกำลังปลุกปั่นเหล่าราษฎรให้ลุกฮือขึ้นทำสงครามขอรับ ” เถียนโจวเอ่ยรายงานออกไป 

    “ ประวัติศาสตร์มันกำลังจะซ้ำรอยเดิมของมัน ” เถียนตันเปล่งเสียงอันแผ่วเบาออกมาจากลำคอ สร้างความประหลาดใจให้กับเถียนโจวเป็นอย่างมาก 

    “ สงครามในครั้งนี้พวกเราจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือราชวงศ์หลี่ ” ผู้เป็นเจ้าสำนักเทพอัคคียื่นคำขาดออกมา

    “ ว่าอย่างไรนะขอรับ!!!! ” เถียนโจวยิ่งตระหนก 

    สำนักเทพอัคคีได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์หลี่มานานอย่างนี้เกิดสงครามเหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงกล่าวว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกับสงครามครั้งนี้เหมือนทุกๆครั้ง

    “ สำนักเทพอัคคีจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ ” เถียนตันกล่าวเสียงเข้มอีกครั้ง มันตัดสินใจได้แล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้

    ตัวตนที่เถียนโจวกล่าวออกมาเถียนตันผู้ที่เป็นเจ้าสำนักสามารถล่วงรู้ได้ทันทีว่าเขาคือจักรพรรดิแห่งอักขระผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อ 500 ปีที่แล้ว หลิงเฉิน 

    ตัวของมันนั้นไม่รู้หรอกว่าเหตุใดตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อ 500 ปีที่แล้วถึงหวนกลับมาอีกครั้งด้วยร่างของเด็กหนุ่ม แต่กระนั้นมันเองก็ไม่อยากให้สำนักเทพอัคคีของมันเป็นศัตรูของจักรพรรดิอักขระแห่งบรรพกาลหรอกนะ

    เมื่อประมาณ 6-7 ร้อยปีที่แล้วยามนั้นกองทัพของแคว้นหลี่เรือนแสนถูกสังหารด้วยชายเพียงคนเดียว เหตุการณ์นั้นสร้างชื่อไปทั่วทั้งยุทธภพให้กับหลิงเฉิน ถ้าในครั้งนี้สงครามเกิดขึ้นอีกโดยมีคู่ต่อสู้เป็นจักรพรรดิแห่งอักขระไม่ว่ามองในมุมใดเถียนตันก็ไม่เห็นทางชนะ 

    “ พวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามในครั้งนี้เด็ดขาดนี่คือคำสั่ง!!!! ” 

    เถียนโจวที่กำลังตระหนกก็ทำอันใดไม่ได้นอกจากกัดฟันแล้วขานลับไป “ ขอรับ!!! ”

    จบตอน