ภายในกองกำลังของแดนจันทราโลหิตตอนนี้ เหลือเพียงแค่เทพศพโลหิต เสวี้ยเจ๋อ กงซุนเมิ่ง กงซุนลี่ อวี้จางที่บาดเจ็บสาหัส ฮันเตอร์ เซวียนเยวี๋ยนฮ่าว ฟู่อู โอวหยางไป๋หลง และ อสุรกายยักษ์แดง กองกำลังพันธมิตรของแดนจันทราโลหิตส่วนมากกระจายออกไปตามหาโชคภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่ากองกำลังหลักกำลังถูกโจมตีจนแทบจะไม่เหลือกองกำลังอีกต่อไป
ทางด้านของเฟิ่งหวงหยางชุน และ กงซุนลี่ที่กำลังต่อสู้กันอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย ร่างของเฟิ่งหวงหยางชุนลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงที่ร้อนแรง กำลังเผาผลาญความมืดและเงาที่กำลังโจมตีเข้ามา
“ฮ่าฮ่าฮ่า เหมือนว่าเจ้าจะอ่อนแอลงสินะ” เฟิ่งหวงหยางชุน เขารู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งเมื่อตนเองสามารถที่จะปะทะกงซุนลี่ได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่น เหมือนการปะทะกันครั้งล่าสุด
“หน่อยย!! คิดว่าแข็งแกร่งนักหรือไง” กงซุนลี่ ถึงแม้ว่านางจะตะโกนออกไปแบบนั้นแต่ภายในใจกลับตื่นตระหนกที่ความสามารถของนางไม่สามารถสะกดข่มเฟิ่งหวงหยางชุนได้เหมือนการปะทะกันครั้งล่าสุด
“ฮือ??” อยู่ๆ ในระหว่างการปะเฟิ่งหวงหยางชุนก็สัมผัสได้ถึงเพลิงฟีนิกซ์อีกสายหนึ่งที่กำลังลุกโชนอยู่ หางตาของเขาเหลือบไปเห็นนกเพลิงสีฟ้าครามขนาดใหญ่กำลังกู่ร้องอยู่บนฟากฟ้า “เฮ้ย!! นั่นมันเพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์ ทำไมเพลิงฟีนิกซ์ของราชวงศ์ถึงได้ไปอยู่ตรงนั้นได้” เฟิ่งหวงหยางชุนมองสิ่งตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ ภายในคนของราชวงศ์โชติช่วงมีเพียงเขาคนเดียวที่เข้ามาภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้ แต่ในตอนนี้กลับมีเพลิงฟีนิกซ์อีกสายที่กำลังแสดงพลังอยู่
“กล้าละสายตาจากข้างั้นหรือ” กงซุนลี่ตะโกนออกมา พร้อมกับฟาดฟันเขียวขนาดใหญ่เข้าสู่ร่างของเฟิ่งหวงหยางชุน ลมปราณมรณะและแห่งเงาประสานร่วมกันจนเป็นพลังที่น่าหวาดหวั่น แต่เฟิ่งหวงหยางชุนกับทำเพียงแค่ใช้หอกที่ถูกเคลือบด้วยเปลวเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าอันร้อนแรงต้านไว้เพียงแค่นั้น
“ไว้ค่อยไปถามหาความจริงจากปากของ เจ้าอูหลินเฟิงก็ได้” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว เขารับรู้ว่าจุดที่เพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์ปรากฏออกมาเป็นจุดที่อูหลินเฟิงยืนอยู่ตั้งแต่แรก ‘ถ้าเจ้านั่นสามารถใช้เพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์ได้จริงๆ ยิ่งต้องทำให้เจ้านั่นแต่งเข้าราชวงศ์ให้ได้’ เปลวเพลิงทั้งสี่สายของเพลิงฟีนิกซ์ มีเพียงเพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์เท่านั้นที่ภายในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ก็ถือเป็นเพลิงที่ปรากฏตัวออกมาน้อยครั้ง ยิ่งหากเปลวเพลิงนี้หลุดรอดออกไปจากราชวงศ์ ย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่ของแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน
การปะทะกันของเปลวเพลิง และ ความมืดยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจอมยุทธ์คนอื่นอยากจะเข้ามาช่วย แต่ว่าร่างกายเฟิ่งหวงหยางชุนที่ตอนนี้ราวกับว่าเป็นดวงอาทิตย์ขนาดเล็กส่งความร้อนที่รุนแรงออกมาตลอดเวลาจึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้ามาช่วยได้ ส่วนร่างของกงซุนลี่ก็ถูกห่อหุ้มไปด้วยลมปราณมรณะและเวทแห่งเงาที่ประสานกัน กลายเป็นกลุ่มก้อนพลังสีดำที่น่าหวาดหวั่น เป็นการปะทะที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาช่วยได้
..
ดรีมที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมาหลังจากอูหลินเฟิง เมื่อเขาขยับตัวแล้วลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองถูกกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์กำลังจ่อเอาไว้
“เดี๋ยวๆๆ อย่าฆ่าผมเลย” ดรีมที่เห็นว่าตัวเองกำลังถูกกระบี่จ่อคอจึงรีบร้องออกมาอย่างดังพร้อมกับมองไปยังอูหลินเฟิง “เจ้านาย ช่วยผมด้วยอย่าปล่อยให้เธอฆ่าผม”
“ไม่เป็นไร เซี่ยชิงเอ๋อร์ เจ้านี่โดนยันต์อาคมของข้าฝังเข้าไปในดวงวิญญาณแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อได้ยินแบบนั้นเซี่ยชิงเอ๋อร์ก็ลดกระบี่ลงทันที
ภายในความฝันในตอนที่อูหลินเฟิงใช้พลังอาคมของตัวเองแยกกำไลออกมาจากวิญญาณของดรีม กำไลนั้นก็ออกมากับอูหลินเฟิงด้วย
“กำไลนั่น มีอะไรพิเศษอย่างนั้นเหรอ” กู่ซือเอินถาม เมื่อนางเห็นว่าอูหลินเฟิงกำลังพยายามวิเคราะห์กำไลข้อมือ
“กำไลนี่ เป็นถึงอาวุธระดับเทวะ” อูหลินเฟิงตอบ จริงๆ แล้วเรื่องนี้เขาไม่ได้รู้ว่ากำไลวงนี้จะมีระดับเป็นถึงศาสตราเทพ แต่ผู้ที่บอกเขาก็คือกระบี่เหนือสวรรค์
“อาวุธเทพ?? กำไรวงนี้เนี่ยนะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่ได้ยินก็ถามออกมาอย่างประหลาดใจ
“ใช่....แต่ว่าเจ้าของกำไรวงนี้ก็คือเจ้านั้น ต่อให้ข้าจะแยกมันออกมาจากวิญญาณได้ แต่สิทธิ์ความเป็นเจ้าของก็ยังเป็นของเจ้านั่นอยู่ดี” อูหลินเฟิงตอบ แม้ว่าเขาจะแยกกำไลวงนี้ออกมาจากดวงจิตวิญญาณของดรีมได้ แต่ว่ากำไลและดรีมเหมือนจะยังมีสายใยบางอย่างที่ไม่ขาดกันต่อให้จะแยกออกมาจากดวงวิญญาณแล้วก็ตาม
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ฆ่าเจ้านี่ซะ เจ้าก็จะได้ครอบครองศาสตราเทพ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับนำมือของตนเองจับไปที่กระบี่ ราวกับว่าหากนางได้รับอนุญาตให้สังหารก็จะลงมือทันที
“เดี๋ยวๆๆ เจ้านายบอกว่าจะเอาชีวิตผมแล้วนะ” ดรีมร้องออกมาอย่างหวาดกลัว
“ไม่จำเป็นหรอก เซี่ยชิงเอ๋อร์ ในตอนนี้เจ้านั่นก็เป็นทาสที่ถูกผนึกไว้ด้วยยันต์อาคมของข้า ต่อให้นครอบครองศาสตราเทพก็ใช่ว่าจะรอดไปจากข้าได้ อย่าลืมว่าข้าเองก็มีศาสตราเทพเช่นกัน การมีทาสเป็นถึงผู้ใช้สมบัติเทพก็ดีไม่น้อย” อูหลินเฟิงตอบ จากนั้นก็โยนกำไลคืนให้แก่ดรีม
“กำไลของผม” ดรีมรีบคว้ากำไลกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อกำไลโดนตัวของดรีมมันก็หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขาอีกครั้ง
“เซี่ยชิงเอ๋อร์ ลี่เจียง ข้าอยากให้พวกเจ้าทั้งสองรีบตาม ตงฟางชุนและเสวี่ยหานเอ๋อร์ไปให้เร็วที่สุด” อูหลินเฟิงหันไปบอกกับลี่เจียงและเซี่ยชิงเอ๋อร์
“แน่ใจแล้วงั้นเหรอ ไม่แน่อาจจะมีศัตรูคนอื่นคอยลอบสังหารอยู่ ให้ข้าอยู่แถวนี้ไม่ดีกว่างั้นเหรอ” ลี่เจียงถามออกมา หากให้เขาที่มีพลังป้องกันสูงอยู่ข้างกาย ย่อมต้องปกป้องอูหลินเฟิงได้ดีกว่า
“ข้าคิดว่าคงไม่มีแล้ว ในตอนนี้กองกำลังของอีกฝ่ายถูกสังหารไปเกินกว่าครึ่ง อีกอย่างข้าคิดว่าเป้าหมายของเจ้านั่นคงไม่ใช่ เสวี่ยหานเอ๋อร์ แต่ว่าคงจะเป็นตงฟางชุน เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้พวกเจ้าทั้งสองรีบตามไปสมทบและปกป้องตงฟางชุนให้ได้” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทราบแล้ว” ลี่เจียงตอบ
“ได้” เซี่ยชิงเอ๋อร์ตอบ
แม้ว่าทั้งสองคนจะยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดอูหลินเฟิงถึงคิดว่าเสวี้ยเจ๋อกำลังจ้องเล่นงานตงฟางชุนแทนที่จะเป็นเสวี่ยหานเอ๋อร์ แต่ภายในสถานการณ์ที่กำลังต่อสู้กันคำสั่งของผู้บัญชาการรบถือเป็นคำสั่งที่เด็ดขาด และจำเป็นจะต้องปฏิบัติตาม ไม่อย่างนั้นหากว่าทหารไม่ฟังคำสั่งของผู้บัญชาการหรือกุนซือกองทัพ สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นความวุ่นวายภายในกองทัพ ทั้งสองคนรีบพุ่งไปยังตำแหน่งของตงฟางชุนและเสวี่ยหานเอ๋อร์ทันที
…
สถานการณ์การรบในตอนนี้เหลือสนามรบของ เฟิ่งหวงหยางชุนที่กำลังปะทะกับกงซุนลี่ เยว่ฟงที่กำลังต่อสู้กับโอวหยางไป๋หลงและฟู่อูพร้อมๆ กัน เรนและเนี่ยหลุนที่กำลังปะทะกับเทพศพโลหิต หลางจวิน เนี่ยซิน จงหมิ่นที่กำลังต่อสู้กับอสุรกายยักษ์ อูหลินเฟิงมองดูสถานการณ์การรบต่างๆ ผ่านยันต์อาคม
แต่สนามรบที่อูหลินเฟิงสนใจมากที่สุดก็คงเป็นการต่อสู้ของหลางจวิน เนี่ยซิน และ จงหมิ่น อูหลินเฟิงจ้องมองไปยังการต่อสู้ทั้งสามคน จากนั้นก็จ้องมองไปยังอสุรกายยักษ์ที่กำลังยืนอยู่ เมื่อจ้องมองใบหน้าของอสุรกายยักษ์ตนนั้น อูหลินเฟิงก็ราวกับว่าเคยเห็นใบหน้านั้นมาก่อน แต่เขาแน่ใจว่าทั้งชีวิตยังไม่เคยรู้จักคนที่มีใบหน้าเหมือนกับอสุรกายยักษ์แน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้นการที่เขาเคยเห็นใบหน้าอีกฝ่ายก็จะต้องมาจากในบรรดาหนังสือมากมายที่เคยอ่านในอดีต
“อสุรกายตัวนั้น? ใบหน้าแบบนั้นหรือว่า…” อูหลินเฟิงที่เห็นใบหน้าของอสุรกายยักษ์ที่ดูคุ้นเคย ก็ค้นไปภายในความทรงจำของตนเอง พยายามนึกถึงอดีตทันใดนั้นภาพมากมายก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายในหัวของอูหลินเฟิง จนกระทั่งใบหน้าของคนคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นมาภายในหัว
“ข้าเคยเห็นใบหน้านั่น! ข้าเคยเห็นในภาพที่บันทึกตำนานของผู้ยิ่งใหญ่ภายในอดีต” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นราวกับมีความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาภายในหัวของอูหลินเฟิง สิ่งนั้นตอบคำถามความสงสัยที่เคยอยู่ภายในจิตใจของอูหลินเฟิงเกี่ยวกับการกระทำของแดนจันทราโลหิต
“แบบนี้นี่เอง! มิน่าแดนจันทราโลหิตถึงยอมเสียข้อมูลอันล้ำค่าอย่าง สุสานของเทพและมารในอดีต ไม่ใช่เพียงเพราะว่าต้องการลดกำลังคนของแต่ละทวีปเท่านั้น แต่ต้องการซ่อนเป้าหมายของตนเองไว้ภายในการเปิดสุสานขึ้นพร้อมๆ กัน” อูหลินเฟิงกล่าว มีอีกอย่างที่อูหลินเฟิงสงสัยการที่แดนจันทราโลหิตเสียข้อมูลอันมีค่าอย่างสุสานเทพหรือมารในอดีตแม้ว่าจะสามารถทำให้กองกำลังระดับจอมยุทธ์ ราชัน และ จักรพรรดิ เสียชีวิตได้ภายในสุสานนั้นๆ แน่ว่าก็มีหลายกองกำลังที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับแดนจันทราโลหิตได้ของมีค่ามากมายจากสุสานเหล่านั้น สิ่งเหล้านั้นเหมือนกับไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้ศัตรู แม้ว่าในเวลาเดียวกันจะสามารถลดกองกำลังของศัตรูได้ก็ตาม
“หมายความว่าอย่างไร” กู่ซือเอินถาม อยู่ๆ อูหลินเฟิงที่เหมือนจะนึกอะไรได้ก็กล่าวกับตนเองโดยที่นางไม่เข้าใจความหมายเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สุสานของเทพหรือมารปรากฏขึ้น ต่อให้พยายามซ่อนมากเพียงใดก็จะมีกระแสพลังที่ยิ่งใหญ่ของสุสานเทพหรือมารกระจายออกมา ในเวลาไม่นานย่อมต้องมีคนรับรู้จำนวนมาก แต่ถ้าเกิดว่ามีสุสานของเทพหรือมารปรากฏขึ้นพร้อมๆ กัน กระแสพลังแห่งสุสานจำนวนมากย่อมทำให้คนภายในทวีปเกิดความสนใจและมุ่งหน้าไปยังสุสานต่างๆ แต่ถ้าเกิดว่าแดนจันทราโลหิตมีเป้าหมายที่สุสานบางแห่งแล้วพยายามซ่อนกระแสพลังของสุสานเป้าหมายเอาไว้ เมื่อความสนใจของคนทั่วทวีปกำลังสนใจในสุสานแห่งอื่น ย่อมไม่ต้องสนใจสุสานที่ถูกปกปิดพลังไว้อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นสุสานของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่ สุสานของเทพหรือไม่แท้จริง ย่อมต้องไม่เป็นที่สนใจอย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าว
“สุสานของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์?? แดนจันทราโลหิตจะสนใจสุสานของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไปทำไมกัน” กู่ซือเอินถาม แม้ว่าชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จะเป็นชนชั้นที่มีพลังมหาศาลแต่ว่าก็ไม่อาจสู้ชนชั้นเทวะได้ การที่แดนจันทราโลหิตมีเป้าหมายที่สุสานของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แทนที่จะเป็นสุสานของชนชั้นเทวะจึงเป็นเรื่องประหลาดอย่างมากสำหรับนาง
“นั่นก็เพราะว่าสุสานของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คนนั้น น่าดึงดูดกว่าสุสานของชนชั้นเทวะ ใบหน้าของอสุรกายยักษ์ตนนั้น ดูคล้ายกับชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ในอดีตหนึ่งคน เป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่ปราชญ์ในสมัยนั่นไม่กล้าสู้ แม้แต่ชนชั้นเทวะบางคนยังหวาดกลัว เป็นผู้ที่มีร่างของเทพอสูรอมตะคนก่อนหน้าเจ้า อาศัยความแข็งแกร่งของร่างกายฝึกฝนวิชาสายมาร จนได้รับฉายาว่ามารสวรรค์” อูหลินเฟิงตอบ
“ร่างเทพอสูรอมตะเหมือนกับข้า? มารสวรรค์?” กู่ซือเอินทวนคำกล่าวของอูหลินเฟิง
“ใช่ ในยุคที่ทวีปปราณฟ้า ยังมีทั้งพรรคสายธรรมะและอธรรม มารสวรรค์ อาศัยร่างกายของเทพอสูรอมตะที่ไม่ว่าจะฝึกวิชาไหนก็ตามจะไม่ได้รับผลกระทบของวิชาที่ฝึกฝน ฝึกฝนวิชามาร มารครองสวรรค์ที่ยากต่อการบรรลุ จนมีพลังที่สามารถสยบและรวบรวมพรรคมารทั้งหมดให้อยู่ใต้อาณัติของตนเองแต่งตั้งตนเองเป็นมารสวรรค์ อาศัยเพียงการเป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง สามารถเข้าท้าทายชนชั้นเทวะของราชวงศ์โชติช่วงได้ และกลายเป็นภัยคุกคามต่อแดนศักดิ์สิทธิ์
เพราะร่างกายที่ไม่อาจสามารถตายได้ในการต่อสู้ ทางราชวงศ์โชติช่วงถึงกับต้องส่งอ๋องที่เป็นถึงชนชั้นเทวะ ลงมาสังหารดวงจิตวิญญาณของมารสวรรค์ หลังจากนั้นจึงได้นำร่างของมารสวรรค์ไปผนึกไว้ในสุสาน” อูหลินเฟิงตอบ มารสวรรค์ที่แข็งแกร่งในอดีตหากว่าไม่มั่นใจในตัวเองจนมากเกินไปจนเข้าท้าทายราชวงศ์โชติช่วง อาจจะสามารถบรรลุกลายเป็นชนชั้นเทวะจนกลายเป็นเทพแท้จริง
“ถ้าเป็นแบบนั้นมารสวรรค์ก็สมควรที่จะตายไปแล้ว” กู่ซือเอินถาม แต่ที่นางเห็นตอนนี้คือร่างของมารสวรรค์กำลังสามารถขยับได้อยู่
“ก็อาจจะตายไปนานแล้ว แต่ด้วยความสามารถของแดนจันทราโลหิต อาจจะนำร่างที่มีพลังของเทพอสูรอมตะมาทำให้กลายเป็นอสุรกายก็ได้ แต่ว่าหากเป็นแบบนั้นจริง อสุรกายที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยร่างของเทพอสูรอมตะในอดีต ย่อมต้องน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าอสุรกายโลหิต อสุรกายไร้ผิว หรือการ์กอยล์ทมิฬยิ่งนัก” อูหลินเฟิงตอบ จากนั้นก็รีบติดต่อไปอย่างจงหมิ่น เนี่ยซิน และ จงหมิ่นทันที ต้องรีบหาทางให้ทั้งสามหนีออกมาให้ได้ เพราะว่าอสุรกายตัวนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นภายในนิยาย อูหลินเฟิงไม่เคยมีข้อมูลของมันมาก่อน การต่อสู้กับศัตรูที่ยังไม่รู้ข้อมูลแน่ชัดและยังอาศัยร่างของเทพอสูรอมตะที่ร้ายกาจ ย่อมไม่สมควรที่จะปะทะกับอีกฝ่ายต่อไป
..
..
จบตอน