ผมรู้สึกแปลกใจกับน้ำเสียงของมูติชาห์ เลยรีบวิ่งเข้าไปที่พวกเขาทันที ขณะที่คนผู้นี้ก็กำลังช่วยดึงมือของมูติชาห์ขึ้นมา และเมื่อคนผู้นี้ได้ยินเสียงฝีเท้าของผม ก็หันหน้ามาทางผมทันที "สวัสดีค่ะ พี่กิต" เสียงหวานๆผสมห้าวๆอันมีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยมนต์เสนห์เอ่ยขึ้นทักทายผม และนั่นก็ทำให้ผมต้องเบรคร่างของตัวเองอย่างกะทันหันด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดทันที ! เสียงนี้ เสียงที่ผมคุ้นเคยและถวิลหามาหลายชั่วโมงว่าเจ้าของเสียงได้ไปประสบกับความยากลำบากอยู่ ณ.ที่ใดในขณะนี้ แต่อยู่ๆเจ้าของเสียงนี้ก็กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าผมอย่างที่ผมไม่ทันจะตั้งตัวหรือคาดคิดแม้แต่น้อย ! "ไอริน...!!" ผมตะโกนออกไปเสียงดังลั่น "ไอริน นี่เป็นน้องรินของพี่จริงๆใช่ไหม โอ คุณพระคุณเจ้า น้องรินของพี่ยังปลอดภัยอยู่จริงๆด้วย !" ผมยกมือพนมจนท่วมหัวให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิที่มองไม่เห็น และน้ำในตาของผมก็ถึงกับแทบซึมออกมาอาบสองแก้มอยู่รอมร่อ ใช่ล่ะ นะเวลานี้ไม่มีอะไรที่ผมจะดีใจไปกว่านี้อีกแล้ว ไอรินรีบวิ่งเข้ามาหาผม เธอเข้าสวมกอดผมอย่างไม่อายใครๆที่ยังคงยืนตกตะลึงจนเสียงเงียบกริบ "พี่กิต นี่คือน้องรินของพี่จริงๆค่ะ" น้ำตาของไอรินกลับรินไหลออกมาทั้งสองพวงแก้ม "สัมผัสและเห็นหน้ารินใกล้ขนาดนี้ ยังคิดว่านี่ไม่ใช่น้องรินตัวเป็นๆอีกหรือคะพี่กิต ?" ผมจับไหล่ไอรินด้วยมือทั้งสองข้างและพลักออกไปเล็กน้อยเพื่อเพ่งพิศดูใบหน้าเธอให้ชัดๆ ไอรินเลิกคิ้วทั้งสองขึ้นสูงสายตาประสานกับผมราวกับสงสัยกับท่าทีของผม "หรือพี่กิตไม่เชื่อว่านี่คือน้องรินจริงๆ ?" "ไม่ ไม่ใช่ไม่เชื่อ..." ผมอดหัวเราะเบาๆไม่ได้ ที่จริงไอรินไม่ได้สงสัยอะไรกับท่าทีของผมอย่างแน่นอน แต่เธอแค่จะแกล้งยั่วผมเล่นซะมากกว่า "พี่แค่ต้องการดูให้ชัดๆว่า น้องรินของพี่ไม่ได้บาดเจ็บที่ตรงไหนๆของร่างกายใช่หรือเปล่า ?" ผมพูดแล้วก็มองสำรวจไปรอบๆเรือนร่างของเธอด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง ไอรินกุมมือผมไว้ทั้งสองข้างและยิ้มแก้มแทบปริ "ตัวของรินไม่ได้รับบาดเจ็บที่ส่วนไหนเลยค่ะพี่กิต แต่รอยขีดข่วนตามแขนขาน่ะอาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยนะคะ ฮิฮิ"ไอรินก็คือไอริน เธอยังคงขี้เล่นได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่หรือในสถานการณ์ที่คับขันแค่ไหนก็ตาม แต่ผมก็ยังคงสนเท่ห์อยู่ในใจว่า ในหนึ่งวันและหนึ่งคืนที่ผ่านมา เธอได้ไปหลบซ่อนตัวจากศัตรูอยู่ที่ส่วนไหนของสถานที่อันเต็มไปด้วยอันตรายที่ภายนอกนั่น และจู่ๆทำไมถึงมาปรากฏตัวอยู่ในที่นี้อย่างที่ผมและใครๆก็คงจะไม่ได้คาดฝันเช่นนี้ล่ะ ?ทว่าก่อนที่่ผมจะทันได้ซักถามอะไรออกไปอีก ฝ่ายพวกเราทั้งหมดที่ต่างก็ยังอยู่ในห้องขังก็ได้เข้ามารุมล้อมมองดูไอรินด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างสังเกตุได้ แม้แต่ตัวของมูติชาห์เองก็ตาม"ไปยังไงมายังไง ถึงได้หนีรอดอันตรายจนมาโผล่บนเพดานนี่ได้ล่ะแม่หนู ?" ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์เอ่ยทักด้วยสีหน้าที่คลายความเครียดเคร่งไปไม่น้อยแล้ว"นั่นน่ะสิ พี่ริน" จันรีบพูดขึ้นมาอีกคน "ผมน่ะนึกว่าพี่รินวิ่งหนีไอ้สามคนนั้น จนไปพลัดร่วงตกหน้าผาแล้วซะอีกนะพี่ริน ?"ผมรีบเอามือเขกหัวของจันทันทีจนเขาร้องโอ๊ยเสียงดัง"อะไรกันนี่ ?!" จันหันหน้าไปมา แล้วก็หันมาเห็นมะเหงกของผมที่ชูค้างไว้ "ผมนึกว่าไอ้พวกที่อยู่ข้างนอกนั่น แอบลอบโจมตีมาอีกแล้วซะอีก ก็แล้วพี่กิตมาเขกหัวผมทำไมอ่า ?""ก็เขกให้กับความปากพล่อยของจันไง มีอย่างรึที่ไปนึกแช่งให้รินเขาไปตกหน้าผาน่ะ" ผมทำท่าจะเขกหัวจันซะอีกทีจนจันต้องยกมือขึ้นบังเพราะกลัวผมจะเขกจริงๆ และทุกคนที่อยู่รอบๆก็อดจะขำและหัวเราะกันออกมาเบาๆไม่ได้"อย่าไปถือสาจันเลยค่ะพี่กิต" ไอรินพูดยิ้มๆ "ที่จริงแล้ว รินก็เกือบจะตกหน้าผาไปจริงๆล่ะค่ะ ถ้าไม่มีบางสิ่งมาช่วยรินไว้ซะก่อนน่ะค่ะ""ฮ้าาาา จริงๆรึน้องริน ?!" ผมอดจะอุทานออกมาไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆต่างก็มีสีหน้าที่ตื่นเต้นกันทุกคน"อะไรกันรึ ที่ได้ช่วยท่านให้รอดพ้นจากการตกหน้าผา ?" มูติชาห์รีบถามขึ้นมาทันที "อย่าบอกนะว่า เป็นเจ้านกที่เข้ามาดูดควันตัวนั้นน่ะ ?""ค่ะ ใช่ค่ะ นกตัวนั้นล่ะ"ไอรินกลับพยักหน้ายืนยันว่า เป็นนกตัวนั้นเองที่ได้ช่วยเธอไว้ และมูติชาห์ก็ถึงกับตกตะลึงจนอึ้งไป และคนอื่นๆก็มีอาการที่ไม่ได้แตกต่างกันเลย"นกตัวนั้น...." เสียงของกุสุมาดังรอดเข้ามาในห้องขัง "มันคือสิ่งใดกันแน่ หรือว่ามันจะคือนกอาคมที่เกิดจากเวทมนต์ของใครในที่นี้ หากว่าเป็นอย่างนั้น ก็ถือว่าใครคนใดในนี้มีอาคมหรือมหาเวทย์ชั้นสูงสุดเลยทีเดียว อา... แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมหาเวทย์แบบนั้นจะอย่างไรก็คงจะไม่อาจจะมาจากผู้ที่พอจะมีอาคมปาหี่เพียงคนเดียวในกรงขังนี้ได้"คำพูดแบบนั้นของกุสุมาจบลงที่การกระทบกระเทียบใครคนใดคนหนึ่งไปในตัว และแน่นอนว่าคนที่ถูกกระทบกระเทียบก็คือพี่เมฆนั่นเองแต่พี่เมฆก็ไม่ได้มีทีท่าสะทกสะท้านกับคำพูดของกุสุมา เขากลับยืนกอดอกและเชิดหน้ามองเงาร่างของกุสุมาและพวกอัณยาวีร์ที่อยู่หน้าห้องขัง"บอกเลย มหาเวทย์แบบนั้น มันห่างไกลจากเวทมนต์ชั้นต่ำๆของข้ามากนัก และเมื่อมันปรากฏขึ้นมาในที่แห่งนี้แล้ว มันก็หมายความว่า พวกเจ้าทั้งหมดก็ยากที่จะต้านทานพลังเวทย์แบบนั้น หรือพูดง่ายๆว่าพวกเจ้ากำลังจะลำบากแล้วล่ะ ฮ่าฮ่า"พวกที่อยู่หน้าห้องขังถึงกับเงียบกริบกันไปชั่วขณะ และดูท่าแล้วพวกมันคงจะได้ตระหนักเห็นจริงในสิ่งที่พี่เมฆพูดขึ้นมาแล้ว"อย่าได้สนใจกับที่มันพูด !" อัณยาวีร์กระแทกเสียง "ทหารจงรีบเอาควันอาคมรมพวกมันอีกครั้ง !" นางหันไปสั่งพวกทหารปิศาจของนางที่ได้ยืนถือคบไฟที่ได้ถูกจุดเตรียมไว้เมื่อก่อนหน้านี้ แล้วพวกทหารทั้งห้านั้นก็ส่งปลายคบไฟทั้งห้ายื่นเข้ามาในห้องขังอีกครั้งทันทีทว่าขณะที่พวกเรากำลังเริ่มตื่นตระหนกกันขึ้นมาอีกครั้ง และควันอาคมนั้นก็กำลังเริ่มเคลื่อนมาหาพวกเราอีกครั้งหนึ่ง จู่ๆก็มีเสียงร้องของนกชนิดหนึ่งดังขึ้นอย่างบาดหู พร้อมกับปรากฏเงาร่างของเจ้านกตัวเดิมที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสว่างเจิดจ้าจนแทบแสบตาบินพุ่งมาจากด้านบนและพุ่งรอดเข้ามาในห้องขังอย่างเร็วจี๋ และมันก็ลอยตัวหยุดนิ่งอยู่ที่ด้านหน้าของปลายคบไฟทั้งห้า ก่อนที่จะระเบิดเสียงดังสนั่นเป็นลูกไฟสว่างวาบไปทั่วบริเวณนั้น !และจากนั้น คบไฟที่กำลังปล่อยควันอาคมเข้ามาในห้องขังก็ถึงกับแตกกระจายลุกไหม้เป็นจุลในพริบตาต่อมาทันทีและไม่ใช่แค่คบไฟที่ต้องลุกไหม้เป็นจุล เพราะแม้แต่แขนของทหารปิศาจทั้งห้าที่ยืนถือคบไฟก็ต้องแตกหักไหม้เป็นจุลไปเช่นกัน !กุสุมา อัณยาวีร์ จ้าวเวตาลโลหิตและบุรุษแวมไพร์ ต่างก็ผงะถอยร่นไปด้านหลังเพราะแรงอัดอากาศจากการระเบิดนั้นดูจะรุนแรงอยู่ไม่น้อยส่วนตรงจุดที่เจ้านกระเบิดเป็นพลังงานแสงสีขาวเจิดจ้านั้น บัดนี้ก็ค่อยๆจางแสงลงไปและกลับค่อยๆปรากฏเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งขึ้นมาแทน ณ.ตรงจุดนั้นและจากมุมที่ผมได้เห็นจากเบื้องหลังนี้ก็คือ บุคคลประหลาดผู้หนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวสีขาวราวหิมะ ส่วนเส้นผมของเขาที่ยาวสยายถึงกลางหลังนั้นก็เป็นสีขาวราวกับหิมะเช่นกัน และที่ในมือขวาของเขาก็ยังปรากฏสิ่งที่ดูเหมือนไม้คฑาที่มีสีขาวมุกแวววาวอยู่อันหนึ่งด้วยส่วนที่ด้านหน้าห้องขังถัดจากซากของทหารปิศาจทั้งห้าที่นอนล้มตายและลำแขนแหลกสลายจนน่าสยดสยองไปนั้น ผมก็ได้เห็นสีหน้าของอัณยาวีร์ที่ดูจะตกตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่าใครๆที่อยู่ด้วยกัน...?!
(โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)