เหลือสองชิ้น
หยดโลหิต
ลูกแก้วสายฟ้า
และเหลือผู้ผ่านสองคน
ฉินเฟิงกับเหอจิ่ว
เหอจิ่วมองทั้งสองอย่างด้วยสายตาร้อนแรง
เขาเดินไปหาลูกแก้วก่อน
ทันทีที่ยื่นมือเข้าใกล้ สายฟ้าจากลูกแก้วกลับพุ่งเข้าใส่
เปรี๊ยะ!
เหอจิ่วรีบถอนมือ
ผิวไหม้เล็กน้อย
ลูกแก้วไม่ยอมรับ
เขามีสีหน้าไม่ดี
จึงหันไปหาหยดโลหิต
ครั้งนี้หยดโลหิตสั่นเล็กน้อย
เหอจิ่วยิ้ม
“มันยอมรับข้า”
แต่ยังไม่ทันแตะ หยดโลหิตกลับลอยหนีออกไปหนึ่งฉื่อ
รอยยิ้มแข็งค้าง
เสียงโบราณดัง
“สายเืไม่ถึง”
ใบหน้าเหอจิ่วมืดลงทันที
เขาผ่านสามด่าน
แต่ของสองชิ้นสุดท้ายกลับไม่ยอมรับ
จากนั้นสิ่งที่ทำให้ทุกคนใก็เกิดขึ้น
ทั้งหยดโลหิตและลูกแก้วสายฟ้าลอยขึ้นพร้อมกัน
พุ่งตรงเข้าหาฉินเฟิง
หยดโลหิตหมุนรอบแขนซ้าย
ลูกแก้วสายฟ้าหมุนรอบแขนขวา
เสียงโบราณดังขึ้น
“สายเืระดับสูงสุด”
“อัสนีสอดคล้อง”
“สองสมบัติยอมรับ”
หลี่เทียนิเบิกตา
“สองชิ้นเลือกเ้า?”
มู่ชิงหลันเองยังแสดงความใอย่างชัดเจน
เหอจิ่วกลับหน้าเปลี่ยนสีทันที
“ไม่ได้!”
เสียงเขาดังขึ้นโดยไม่ทันคิด
ทุกคนหันมอง
เหอจิ่วเองรู้ตัวว่าหลุดอาการ แต่ความโลภเหนือการควบคุมแล้ว
เขาผ่านสามด่าน
าเ็
เสียคนร่วมทาง
สุดท้ายกลับไม่ได้สิ่งใด
ขณะที่ฉินเฟิงซึ่งได้ไข่สัตว์เทวะและวาสนาหลายอย่างก่อนหน้า ยังถูกสมบัติเลือกพร้อมกันอีกสองชิ้น
เขายอมไม่ได้
เหอจิ่วกล่าวเสียงต่ำ
“หนึ่งคนควรได้เพียงหนึ่งชิ้น”
ฉินเฟิงตอบ
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
จากนั้นมองสมบัติทั้งสอง
หากกฎให้เลือกหนึ่ง เขาจะไม่คิดฝืนเอาสอง
เสียงโบราณประกาศทันที
“เลือกหนึ่ง”
ฉินเฟิงมองหยดโลหิต
จากนั้นมองลูกแก้วสายฟ้า
ไข่ในห้วงจิตสั่น
“เื”
ชัดเจนว่ามัน้าหยดโลหิต
ส่วนลูกแก้วสายฟ้า หากเขาใช้เอง สามารถช่วยวิชาหลอมอัสนีได้อย่างมาก
ฉินเฟิงครุ่นคิดเพียงไม่กี่ลมหายใจ
จากนั้นยื่นมือไปหา
หยดโลหิต
ลูกแก้วสายฟ้าชะงัก
แล้วลอยกลับไปเหนือแท่น
เหอจิ่วมีแววตาเปลี่ยน
ทันทีที่หยดโลหิตตกลงบนฝ่ามือ ฉินเฟิงไม่ได้ดูดซับเข้าร่าง
กลับส่งเข้าไปในห้วงจิตโดยตรง
ไข่สัตว์เทวะตอบสนองทันที
สายฟ้าบนเปลือกสว่างขึ้น
หยดโลหิตเข้าไปในเปลือกอย่างช้า ๆ
ตูม!
พลังขนาดใหญ่ะเิภายในพื้นที่จิต
ฉินเฟิงรู้สึกถึงชีพจรจากไข่แรงขึ้นหลายเท่า
ตุบ!
ตุบ!
รอยแตกเล็กมากเส้นหนึ่งปรากฏบนเปลือก
ฉินเฟิงมีแววตาเปลี่ยน
มันกำลังจะฟัก?
แต่รอยแตกปรากฏเพียงเส้นเดียวแล้วหยุด
พลังยังไม่พอ
อย่างน้อยก็ใกล้ขึ้นมากแล้ว
ฉินเฟิงถอนสมาธิกลับ
ทันใดนั้นเสียงเหอจิ่วก็ดังขึ้น
“ในเมื่อเ้าสละลูกแก้วสายฟ้าแล้ว มันก็ควรเป็ของข้า”
เขาเดินไปหาแท่น
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
“มันไม่ยอมรับเ้า”
“ข้าจะหาวิธีเอง”
เหอจิ่วยื่นมือ
ครั้งนี้เขาใช้พลังปราณขั้นเปิดชีพจรขั้นสองห่อหุ้มฝ่ามือทั้งหมด
ตั้งใจฝืนจับลูกแก้ว
ทันทีที่นิ้วัั
เปรี๊ยะ!
สายฟ้าะเิออก
เหอจิ่วกัดฟัน
ไม่ยอมถอนมือ
“ข้าไม่เชื่อว่าสมบัติไร้เ้าของชิ้นหนึ่งจะต่อต้านข้าได้!”
พลังปราณเพิ่มขึ้น
ลูกแก้วสั่น
สายฟ้ากับพลังของเหอจิ่วปะทะกัน
ฉินเฟิงเห็นแล้วมีสีหน้าเปลี่ยน
ลวดลายบนแท่นกำลังเปลี่ยนเป็สีแดง
นี่ไม่ใช่สัญญาณยอมรับ
แต่เป็การเตือน
“ปล่อยมือ!”
ฉินเฟิงกล่าวทันที
เหอจิ่วกลับคิดว่าอีกฝ่าย้าขัดขวาง
“เ้ากลัวข้าได้มันหรือ!”
“แท่นกำลัง—”
ยังไม่ทันจบ
เสียงโบราณพลันดังะเืสนาม
“ผู้ฝืนแย่งมรดก”
“ลงทัณฑ์”
สีหน้าเหอจิ่วเปลี่ยนทันที
“อะไร!”
ตูมมม!
สายฟ้าสีม่วงดำผ่าลงบนร่างเขาโดยตรง
เหอจิ่วกระอักเื
ร่างถูกเหวี่ยงไปไกลกว่าสิบก้าว
แขนขวาไหม้จนเสื้อขาดหมด
กลิ่นเนื้อไหม้ลอยขึ้น
เขาล้มลงกับพื้น
ยังไม่หมดสติ แต่ได้รับาเ็หนักทันที
หลี่เทียนิมองแล้วพึมพำ
“ฉินเฟิงเตือนแล้วแท้ ๆ”
มู่ชิงหลันไม่กล่าวอะไร
เหอจิ่วลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
ความอับอายจากการถูกลงทัณฑ์ต่อหน้าทุกคนทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว
สายตาของเขากลับไม่ได้โกรธสนาม
แต่หันไปหาฉินเฟิง
ราวกับโยนความผิดทั้งหมดมาที่อีกฝ่าย
ฉินเฟิงมองเห็นชัด
แววตานั้นมีเจตนาร้ายแล้ว
ไม่ใช่เพียงความริษยา
เหอจิ่ว้าฆ่าเขา
ฉินเฟิงไม่ได้กล่าวอะไร
เพียงจำไว้
ขณะนั้น ลูกแก้วสายฟ้าซึ่งไม่มีผู้เริ่มจางลง
ตามกฎ ถ้าไม่มีผู้ผ่านที่ได้รับการยอมรับ มันน่าจะกลับสู่สนาม
แต่ก่อนหาย เสียงดังจากไข่ในห้วงจิตกลับตื่นเต้นขึ้น
“กิน”
ฉินเฟิงชะงัก
“เ้ายังจะเอาลูกแก้วด้วย?”
“กิน”
ฉินเฟิงแทบพูดไม่ออก
สัตว์เทวะตัวนี้ยังไม่ฟัก แต่ความอยากอาหารกลับไม่ธรรมดา
เขามองลูกแก้ว
ตามกฎ เขาเลือกหยดโลหิตแล้ว
ย่อมไม่ควรแตะอีก
ฉินเฟิงจึงไม่ขยับ
แต่ทันใดนั้น สัญลักษณ์ัมีปีกกลางหว่างคิ้วพลันสว่างขึ้นเอง
ลูกแก้วสายฟ้าหยุดจาง
จากนั้นพุ่งเข้าหาเขา!
หลี่เทียนิร้อง
“มันมาเอง!”
ฉินเฟิงยกมือรับโดยสัญชาตญาณ
แต่ลูกแก้วไม่หยุดที่ฝ่ามือ
มันเปลี่ยนเป็กระแสสายฟ้าแล้วพุ่งเข้าสัญลักษณ์หว่างคิ้ว
หายไปในห้วงจิต
ไข่สัตว์เทวะดูดซับทันที
ตูม!
เสียงชีพจรดังขึ้นอีกครั้ง
รอยแตกบนเปลือกเพิ่มจากหนึ่งเป็สามเส้น
พลังอัสนีรอบไข่เข้มขึ้นอย่างมหาศาล
ฉินเฟิงยืนอึ้งอยู่ชั่วขณะ
เขาไม่ได้แย่ง
สมบัติวิ่งเข้ามาเอง
เสียงโบราณเหนือสนามเงียบไปเล็กน้อย
ราวกับกำลังตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น
จากนั้นจึงกล่าว
“สัตว์เทวะผู้สืบทอดเรียกคืนแก่นอัสนี”
“ไม่นับเป็รางวัลของผู้สืบทอดมนุษย์”
หลี่เทียนิมองฉินเฟิง
“หมายความว่า?”
ฉินเฟิงเองเพิ่งเข้าใจ
ลูกแก้วนั้นเดิมอาจเป็ของสัตว์เทวะในไข่
เมื่อไข่ยอมรับเขาเป็นาย มันจึงมีสิทธิ์เรียกของตนกลับ
มู่ชิงหลันหรี่ตาเล็กน้อย
“ท่านได้สิ่งมีชีวิตบางอย่างจากด่านก่อนหน้าใช่หรือไม่”
ฉินเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง
เื่ไข่คงปิดจากสองคนนี้ได้ไม่นานแล้ว
แต่ยังไม่จำเป็ต้องบอกทั้งหมด
“ข้าได้ไข่อสูรหนึ่งใบ”
หลี่เทียนิเบิกตา
“ไข่อสูร?”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ยังไม่ฟัก และข้ายังไม่แน่ใจว่าเป็สายพันธุ์ใด”
เขาไม่ได้บอกว่าเป็ไข่สัตว์เทวะ
ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใจสองคนตรงหน้า
แต่ของระดับนี้หากข้อมูลแพร่ออกไป แม้เ้าสำนักหรือผู้แข็งแกร่งระดับสูงย่อมเกิดความโลภ
คนรู้ยิ่งน้อยยิ่งปลอดภัยต่อทุกฝ่าย
มู่ชิงหลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
เห็นชัดว่านางรู้ว่าเขายังไม่ได้พูดทั้งหมด
แต่ไม่ได้ถามซ้ำ
หลี่เทียนิเองก็หัวเราะ
“ไข่อสูรที่กินลูกแก้วสายฟ้าของสนามได้ ข้าว่ามันคงไม่ธรรมดาแน่”
ฉินเฟิงกล่าว
“เมื่อฟักแล้วพวกเ้าคงได้เห็น”
เหอจิ่วที่ยืนอยู่อีกด้านกลับได้ยินทุกคำ
ดวงตาเต็มไปด้วยความโลภมากกว่าเดิม
ไข่อสูรลึกลับ
มรดกอัสนี
ระดับพลังเพิ่มรวดเร็ว
ตรานักปรุงโอสถ
เด็กหนุ่มคนนี้มีความลับมากเกินไป
ถ้าฆ่าแล้วเอาถุงเก็บของกับสมบัติทั้งหมดมา
เขาอาจได้วาสนาที่มากกว่าการเข้ามาสนามครั้งนี้หลายเท่า
เหอจิ่วซ่อนแววตา
แล้วหยิบโอสถรักษาาแใส่ปาก
ฉินเฟิงเห็นทุกอย่าง
แต่ไม่ได้ลงมือก่อน
อีกฝ่ายยังไม่ได้โจมตีเขา
เพียงมีเจตนาร้าย
หากลงมือทันทีโดยไม่มีเหตุ อาจทำให้เื่กลายเป็การสังหารกันเพราะความสงสัย
แต่ั้แ่นี้ เหอจิ่วจะไม่ได้รับโอกาสเข้าใกล้โดยที่ฉินเฟิงไม่ระวัง
หลังสมบัติทั้งหมดหายไป เสาศิลาทั้งเก้าก็สั่นอีกครั้ง
โครงกระดูกสัตว์เทวะมหึมาตรงกลางสนามพลันเรืองแสง
ทุกคนหันมองพร้อมกัน
แสงสีม่วงทองไหลจากกระดูกขึ้นสู่ฟ้า
จากนั้นรวมตัวเป็เงาร่างัมีปีกขนาดมหึมา
ดวงตาสีทองคู่นั้นมองลงมายังผู้ผ่านทั้งสี่
เสียงโบราณซึ่งก่อนหน้านี้ไร้อารมณ์เปลี่ยนไป
ลึก
เก่าแก่
และมีชีวิตมากขึ้น
“ผู้ผ่านสามด่าน มีสิทธิ์รับตราเข้าสู่ชั้นสุดท้าย”
แสงสี่สายตกลงมา
กลางฝ่ามือแต่ละคนปรากฏตรารูปสัตว์เทวะ
ฉินเฟิงมองตราของตน
ต่างจากคนอื่น
ตราของมู่ชิงหลันเป็จันทร์เสี้ยว
หลี่เทียนิเป็เกล็ดดำ
เหอจิ่วเป็ลายกรงเล็บ
แต่ของฉินเฟิงกลับเป็รูปัมีปีกพันสายฟ้า
ทันทีที่ตราปรากฏ ไข่ในห้วงจิตสั่นขึ้นอีกครั้ง
รอยแตกเส้นที่สี่ปรากฏบนเปลือก
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้น
“ใกล้แล้ว”
ฉินเฟิงถามในใจ
“ใกล้อะไร”
“ออกไป”
“เ้าจะฟัก?”
ไข่สั่น
ความรู้สึกยินดีส่งกลับมา
ฉินเฟิงมีแววตาเปลี่ยน
หากไข่ฟักในสนามแห่งนี้ เขาอาจได้สัตว์คู่บารมีตัวแรกเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
เสียงัโบราณ้าดังต่อ
“แต่ก่อนเข้าสู่ชั้นสุดท้าย ผู้สืบทอดหลักต้องเลือกเส้นทาง”
ทันใดนั้น พื้นตรงหน้าฉินเฟิงแยกออกเป็สามทาง
ทางแรกมีแสงสีแดง
ทางที่สองมีสายฟ้าสีม่วง
ทางที่สามมืดสนิทแทบมองไม่เห็นสิ่งใด
อักษรโบราณปรากฏเหนือแต่ละทาง
เส้นทางโลหิต — หลอมกายและสายเื
เส้นทางอัสนี — หลอมพลังและธาตุ
เส้นทางราชันอสูร — ทดสอบผู้ครองสัตว์เทวะ
ฉินเฟิงมองทางที่สามนานที่สุด
ผู้ครองสัตว์เทวะ
เห็นชัดว่าทางนี้เกี่ยวข้องกับไข่โดยตรง
แต่ยังไม่ทันตัดสินใจ เสียงจากด้านหลังกลับดังขึ้น
“ฉินเฟิง!”
ทุกคนหันมอง
ประตูที่พวกเขาใช้เข้ามาเกิดความเคลื่อนไหว
ร่างหญิงสาวคนหนึ่งถูกส่งเข้ามา
นางสวมอาภรณ์สีม่วงอ่อน
เรือนผมยาวดำสนิท
ใบหน้าซีดจากอาการาเ็
แต่ความงดงามกลับโดดเด่นจนแม้แต่หลี่เทียนิยังชะงักไปครู่หนึ่ง
ฉินเฟิงไม่รู้จักนาง
แต่เหอจิ่วกลับมีสีหน้าเปลี่ยนทันที
“หนานกงหลีเยว่!”
มู่ชิงหลันเองขมวดคิ้ว
ชื่อนี้เห็นได้ชัดว่านางเคยได้ยิน
หญิงสาวผู้เพิ่งปรากฏมีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปี
ระดับพลังที่แผ่ออกมาแม้กำลังอ่อนล้ากลับอยู่ที่ ขั้นเปิดชีพจรขั้นสาม
สูงกว่าเหอจิ่วเสียอีก
นางคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองจันทราหลวง เมืองใหญ่ที่สุดในเขตตะวันออก
และยังเป็หญิงสาวที่ถูกกล่าวขานว่า มีรูปโฉมงดงามเป็อันดับหนึ่งในบรรดารุ่นเยาว์ของเขตตะวันออกก่อนมู่ชิงหลันจะเริ่มมีชื่อเสียง
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดมิใช่การปรากฏตัวของนาง
หากเป็าแตรงหัวไหล่
มีรอยกรงเล็บสีดำสามรอย
พลังสีดำกำลังไหลเข้าสู่เส้นชีพจร
หนานกงหลีเยว่ก้าวมาได้เพียงสองก้าว
ร่างก็ทรุดลง
ฉินเฟิงเห็นสีของาแเพียงครั้งเดียวก็มีสีหน้าเปลี่ยน
“พิษอสูร!”
เขาเดินเข้าไปทันที
หนานกงหลีเยว่ยกกระบี่ขึ้นแม้แทบไม่มีแรง
“อย่าเข้ามา”
น้ำเสียงยังคงเ็าและเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี แม้อยู่ในสภาพาเ็หนัก
ฉินเฟิงหยุดห่างสามก้าว
“พิษกำลังเข้าสู่เส้นชีพจรหัวใจ หากปล่อยไว้อีกครึ่งชั่วยาม ต่อให้ไม่ตาย รากฐานของเ้าก็อาจเสียหาย”
ดวงตาของหนานกงหลีเยว่เปลี่ยนเล็กน้อย
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
“สีเืดำแต่ขอบแผลเป็ม่วง ปลายนิ้วซ้ายเริ่มซีด ลมหายใจทุกครั้งที่สี่สะดุด พิษไหลจากหัวไหล่เข้าสู่ชีพจรหน้าอกแล้ว”
หญิงสาวมองเขาอย่างใ
มู่ชิงหลันเดินเข้ามา
“ให้เขาตรวจเถิด เขารู้วิชาแพทย์”
หนานกงหลีเยว่หันมองมู่ชิงหลัน
“เ้าเชื่อเขา?”
“เชื่อ”
คำตอบนั้นมาโดยไม่ลังเล
ฉินเฟิงเองยังหันมองนางเล็กน้อย
หนานกงหลีเยว่เงียบไปชั่วครู่
จากนั้นลดกระบี่
“เช่นนั้นลองดู”
ฉินเฟิงนั่งลงตรงหน้า
ยังไม่ััตัวทันที
เขาสังเกตาแก่อน
รอยกรงเล็บสามเส้นลึกเกือบถึงกระดูก
รอบแผลมีพลังสีดำขยายออกช้า ๆ
กลิ่นโลหิตปะปนกลิ่นเหมือนหญ้าไหม้
ฉินเฟิงจำพิษนี้ได้
พิษกรงเล็บอสูรรัตติกาล
เกิดจากสัตว์อสูรสายมืดระดับสองขั้นสูงขึ้นไป
ยาถอนพิษทั่วไปช่วยได้เพียงบางส่วน
แต่เขาไม่มีสมุนไพรครบสำหรับปรุงยาตอนนี้
ต้องหยุดพิษก่อน
ฉินเฟิงเปิดกล่องเข็มเงิน
“ข้าต้องปักเข็มสามจุดบริเวณแขนและหัวไหล่เพื่อชะลอพิษ แล้วจึงใช้พลังปราณชำระออกบางส่วน”
หนานกงหลีเยว่พยักหน้า
“ทำเถิด”
เข็มแรกปักเหนือข้อมือ
เข็มที่สองเหนือข้อศอก
เข็มที่สามอยู่ใกล้หัวไหล่ แต่ตำแหน่งาแทำให้ต้องเลื่อนเสื้อบริเวณหัวไหล่ออกเล็กน้อย
ฉินเฟิงกล่าวก่อนอย่างสุภาพ
“ขออภัย ตำแหน่งสุดท้ายอยู่ใกล้าแ”
หนานกงหลีเยว่มีใบหน้าตึงเล็กน้อย
แต่ตอบ
“รักษาชีวิตสำคัญกว่า เ้าไม่ต้องมากพิธี”
ฉินเฟิงจึงลงมือ
ไม่มีสายตาวอกแวกแม้แต่น้อย
เข็มที่สามถูกปักลงอย่างแม่นยำ
จากนั้นพลังิญญาไหลผ่าน
พิษสีดำเริ่มหยุดขยาย
ฉินเฟิงหรี่ตา
“พิษลึกกว่าที่คิด”
เขาใช้พลังอัสนีเส้นเล็กผ่านเข็ม
เปรี๊ยะ!
หนานกงหลีเยว่สะดุ้งเล็กน้อย
“อัสนี?”
“อย่าต่อต้าน พลังนี้จะช่วยสลายพิษ”
สายฟ้าจากโลหิตสัตว์เทวะมีคุณสมบัติชำระสิ่งแปลกปลอมในร่าง
เมื่อััพิษรัตติกาล พลังสีดำเริ่มสลายอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเฟิงค่อย ๆ นำพิษกลับมารวมตรงาแ
จากนั้นใช้ปลายเข็มเปิดทางเล็ก
เืสีดำไหลออกมา
หยดแรก
หยดสอง
จนสีเริ่มเปลี่ยนเป็แดงคล้ำ
ฉินเฟิงหยุดทันที
“พอแล้ว”
หนานกงหลีเยว่รู้สึกได้ว่าความชาในแขนลดลงมาก
ลมหายใจซึ่งติดขัดกลับมาปกติ
นางมองฉินเฟิงด้วยสายตาแตกต่างจากก่อนหน้า
“พิษออกไปเท่าใด”
ฉินเฟิงตอบชัดเจน
“ประมาณหกส่วน ที่เหลืออยู่ลึกในเส้นชีพจร หากมีสมุนไพรครบ ข้าสามารถชำระต่อได้ แต่ตอนนี้ไม่ควรใช้พลังมากกว่าสามส่วนของระดับปกติ”
“หากใช้เกินนั้น พิษจะไหลเร็วขึ้นอีก”
หนานกงหลีเยว่พยักหน้า
“ข้าจำไว้”
จากนั้นถาม
“เ้าชื่ออะไร”
“ฉินเฟิง”