หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    ล่วงรู้ความลับของกันและกัน

    'หลานของลูกสาวผู้นำตระกูลหลิน'คำๆนี้ทำให้พวกนางอึ้งงันไป แบบนี้แสดงว่าลั่วอู่หลินก็เป็นหลานของท่านอาจารย์น่ะสิ เรื่องนี้มันชักจะซับซ้อนเข้าไปใหญ่ นี่พวกนางไปรับรู้อะไรเข้ากัน หากเลือกได้อีกครั้งพวกนางเลือกที่จะไม่อยากรู้เสียดีกว่า จะต้องไม่มาลำบากใจเช่นนี้

     

    "เป็นอะไรศิษย์พี่ท่าน อยากจะรู้อะไรมากกว่านี้หรือเปล่าข้าจะตอบให้"ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มออกมา เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าเมื่อออกจากที่นี่จะหาโอกาสลงมือแล้วจากไปเสียที เนื่องจากเขาอยู่นี่นี่มานานเกินไปแล้ว และด้วยความที่อยู่กับศิษย์พี่ทั้งสองมานานเช่นกันจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป

     

    "ไม่แล้ว! เจ้าอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่เจ้า อย่าให้ท่านอาจารย์เสียใจก็พอเข้าใจหรือไม่"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าว

     

    "เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรข้าก็คำนับนางเป็นอาจารย์นะ อีกทั้งข้าไม่ได้คิดจะแก้แค้นจริงจังถึงขนาดฆ่ากันให้ตายไปข้างเสียหน่อย แค่สร้างปัญหาเล็กๆน้อยเๆเท่านั้นแล้วก็จะจากไป เพราะข้าเองก็ไม่ได้ว่างที่จะอยู่ที่นี่ไปตลอด"

     

    เมื่อได้ยินคำว่า 'จากไป' ออกจากปากของชายหนุ่ม พวกนางที่เมื่อครู่กำลังทั้งโกรธเคืองที่โดนทั้งตกตะลึงก็พลันเปลี่ยนเป็นหดหู่ยิ่ง อาการเช่นนี้เกิดขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนที่สีหน้าพวกนางจะกลับเป็นดังเดิม นั่นสินะ เขามีพรสวรรค์ที่มากมายขนาดนี้จะรั้งอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

     

    ลั่วอู่หลินที่สังเกตุเห็นถึงความเปลี่ยแปลงได้พลันยกยิ้มในทันที และไม่รอช้าดึงพวกนางเข้ามาใกล้และโอบเอวคอดของทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงเอาไว้ในทันที

     

    "อ๊า เจ้าทำอะไรน่ะ!!"พวกนางต่างอุทานออกมาพร้อมกัน และพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดนั้นของชายหนุ่มแต่ก็ไม่เป็นผล

     

    "แต่เดิมคิดว่าจะให้พวกท่านเป็นคนพูดเอง แต่เมื่อมาคิดดูแล้ว ข้าเปิดเผยความลับของข้าทั้งหมดให้พวกท่านฟัง แต่พวกท่านกลับยังมีความลับกับข้าเช่นนี้ มันออกจะดูไม่เป็นธรรมไปเสียหน่อยพวกท่านว่าเช่นนั้นไหม ท่านหญิงทั้งสอง"ชายหนุ่มกล่าวแกมหยอกล้อ ทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงก็พลันหันมามองชายหนุ่มจนดวงตาเบิกกว้างแทบถลน

     

    "เจ้า!! เจ้ารู้??"

     

    หลี่อิงเอ่ยปากออกมาด้วยความตกใจ เป็นไปได้อย่างไรที่ลั่วอู่หลินล่วงรู้ เพราะนางมั่นใจเอามากๆว่าทักษะของนางสามารถหลอกตาได้แม้กระทั้งระดับจอมปราชญ์ การที่ชายหนุ่มที่อยู่แค่ระดับบรรพชนสามารถรู้ถึงตัวตนจริงของนางได้เช่นนี้ จะไม่ให้สับสนได้อย่างไร

     

    "หนึ่งในความสามารถของข้า คือการมองฝ่ายตรงข้ามอย่างทะลุปรุโปร่ง ต่อให้ท่านมีทักษะปกปิดที่ดีเลิศปานใดก็ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาข้าไปได้.......อ่อ แล้วข้าก็ยังได้ยินที่พวกท่านคุยกันในถ้ำด้วยละนะ"ชายหนุ่มราวกับล่วงรู้ในความคิดของนางจึงกล่าวให้ความกระจ่างในทันที แต่ส่วนท้ายกลับเต็มไปด้วยคำหยอกล้อจนหญิงงามทั้งสองถึงกับเขินอายไปตามๆกัน

     

    "ชะ ใช่! ข้าเป็นหญิง แต่แล้วอย่างไรล่ะ เจ้าก็ยังเป็นศิษย์น้องข้าอยู่ดี เพราะฉนั้นข้าขอใช้คำสั่งในฐานะศิษย์พี่ รีบปล่อยข้ากับพี่หญิงเดี๋ยวนี้เลย"หลี่อิงยอมจำนนท์ต่อคำพูดนั้น แต่ก็ยังพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของศิษย์น้องตัวร้าย ซึ่งดูเหมือนมันจะไร้ประโยชน์ยิ่ง

     

    ลั่วอู่หลินหัวเราะคิกคัก ก่อนจะปล่อยให้พวกนางเป็นอิสระแต่ทว่าทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงก็ไม่ได้ออกจากชายหนุ่มแต่อย่างใด คำว่า'จากไป'ของลั่วอู่หลินคงฝังลึกในใจของพวกนาง ดังนั้นสองหญิงงามจึงได้ตัดสินใจแล้วว่าหากไม่ใช่เวลานี้ให้มีค่าโอกาสในวันข้างหน้าอาจจะไม่มีสำหรับพวกนางอีกต่อไป

     

    "ในเมื่อพวกเราต่างก็ล่วงรู้ถึงความลับซึ่งกันและกันแล้วเอาเป็นว่าหายกันเป็นอย่างไร หุหุ"

     

    "ช่างเจ้าเล่ห์นัก ความลับของพวกข้ากับของเจ้าความยิ่งใหญ่ต่างกันราวฟ้ากับเหวจะมาบอกว่าหายกัน"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าวพร้อมกับบิดแขนชายหนุ่มเบาๆอย่างหมั่นไส้ หลี่อิงไม่ได้พูดอะไรเพีงแค่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่เช่นนั้น หากสังเกตุดีๆจะเห็นว่าหน้าและใบหูของนางแดงกล่ำด้วยความเขินอาย

     

    ค่ำคืนนี้พวกเขาเพียงนั่งพักผ่อนท่ามกลางแสงของกองไฟและหมู่ดาวที่เต็มฟ้า ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความลับอีก และพูดคุยกันเรื่องทั่วๆไปเท่านั้น

     

    เช้าวันต่อมา พวกเขาบินทะยานออกเดินทางในทันที เพราะยังต้องแสวงหาโชคลาภกันต่อไป ในระหว่างที่เขาเดินทางอยู่นั้นแน่นอนว่าพบคนจากดินแดนต่างๆมากมาย แต่ด้วยที่ลั่วอู่หลินตอนนี้ไม่ได้ปกปิดลมปราณอีกต่อไป หากใครคิดร้ายหรือมีจิตสังหารมาถึงเขาชายหนุ่มก็พร้อมที่จะแช่แข็งพวกมันในทันที

     

    การเดินทางของพวกเขานับว่าราบลื่นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ในระหว่างบินทะยานฟ้า แน่นอนว่าทั้งหยางเหมยกุ้ย และหลี่อิงก็มีคำถามมากมายที่ถามเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของดวงจิตอสูรเทวะและดวงจิตศาสตราเทวะ เพราะพวกนางสนใจเอามากๆ

     

    ภาพการปลดปล่อยพลังของดวงจิตของรุ่นเยาว์ดินแดนสวรรค์มังยังคงตราตรึงใจพวกนางยิ่ง ซึ่งลั่วอู่หลินก็ไม่ได้ปิดบังและบอกมันไปอย่างละเอียด จนทำให้สีหน้าของหญิงงามทั้งสองว่างเปล่าไปพักใหญ่

     

    "บนโลกยังมีดินแดนที่สูงกว่านี้อีกงั้นหรือ แถมยังมีระดับที่มากกว่าจอมปราชญ์ด้วย"หลี่อิงกล่าวเสียงสั่น ทั้งนางและหยางเหมยกุ้ยเป็นเพียงคนของทวีประดับกลาง จะไม่เคยได้ยินเรื่องแดนเซียนหรือระดับที่มากกว่าจอมปราชญ์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

     

    "ใช่! หากท่านอยากจะมีดวงจิตเทวะ พวกท่านอย่างแรกต้องเข้าสู่ระดับเซียนระเริ่มสร้างภาพลักษณ์สวรรค์เหมือนคุณชายของหอประมูลเสียก่อน เมื่อภาพลักษณ์สวรรค์สมบูรณ์พวกท่านถึงจะได้ถือครองดวงจิตอสูรเทวะ ส่วนที่พวกท่านเห็นว่ารุ่นเยาว์ใช้กันได้ทั้งหมดนั้นก็มาจากการสืบทอดทางสายเลือดทั้งนั้น หรือก็คือเกิดมามีโชควาสนานั่นแหละ"

     

    "นั่นก็หมายความว่าจะต้องเป็นเทพเลยงั้นหรือถึงจะมีมัน แล้วพวกข้าจะไปทำได้อย่างไร ต่อให้ทำได้ก็น่าจะเป็นหมื่นเป็นแสนปีกระมัง"ทั้งสองห่อเหี่ยวขึ้นมาในทันที ทำให้ลั่วอู่หลินอดกลั่นหัวเราะออกมาไม่ได้

     

    "หัวเราะอะไรของเจ้ากัน หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ"หลี่อิงกล่าวขึ้นมาเช่นนั้น แต่กลับทำให้ลั่วอู่หลินหลับหยุดหัวเราะไม่ได้

     

    "จะไม่ให้ข้าหัวเราะได้อย่างไร พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่ามีทักษะระดับสวรรค์อยู่ แม้การจะเป็นเทพจะไม่ง่ายแต่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมมือของพวกท่าน อืม......เอาเช่นนี้เป็นอย่างไรข้าจะขโมยตัวพวกท่านไปสักสองสามร้อยปี รับรองว่าจะเลี้ยงดูอย่างดีเชียวละ ฮ่าๆๆ"

     

    "หืม ศิษย์น้อง ข้าต้องมองเจ้าใหม่เสียแล้ว แต่เดิมเคยคิดว่าเจ้าใสซื่อและน่ารัก ไม่คาดคิดว่าก่อนว่าจะดูกะล่อนเช่นนี้"หยางเหมยกุ้ยกล่าวและตีแขนชายหนุ่มอย่างหมั่นใส้ ในระหว่างที่ทั้งสามบินไปพร้อมกับหยอกล้อกันไป ลั่วอู่หลินพลันหยุดชะงักในทันทีพร้อมกับมองไปที่ท้องฟ้าเบื้องหน้าตอนนี้ที่มีปีศาจหนึ่งกลุ่มกำลังดูดกลืนวิญญาณของมนุษย์อยู่

     

    "เผ่าปีศาจ กลิ่นอายที่คล้ายกับภรรยาข้าเช่นนี้ ช่างบังเอิญจริงๆ พวกมันคือปีศาจจิ้งจอกทมิฬสามเนตร"ชายหนุ่มพลันยกยิ้มเย็นยะเยือกในทันที การเดินทางครานี้นับว่าคุ้มเสียจริงๆ นี่ถือเป็นการตัดกำลังรุ่นเยาว์ของเผ่าปีศาจไปในตัว อีกทั้งยังเป็นตระกูลที่ขับไล่ซีอวิ้นภรรยาของเขาออกมาชายหนุ่มจะปล่อยไปก็ดูท่าจะเป็นไปไม่ได้

     

    "พวกท่านรออยู่ตรงนี้สักครู่ เดี๋ยวข้ากลับมา"หญิงสาวทั้งสองพลันพยักหน้า ลั่วอู่หลินใช้ย่างก้าวเงาสนทยาหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที จนมาอยู่ด้านหลังของจิ้งจอกทมิฬสามเนตรตัวสุดท้ายอย่างง่ายดาย

     

    เหล่าปีศาจจิ้งจอกที่เมื่อครู่กำลังกินวิญญาณอย่างเอร็ดอร่อยและสบายใจสัมผัสได้ถึงลมหนาวสายหนึ่งที่พัดผ่านตัวพวกมันไป จากนั้นไม่นานดวงตาก็พลันเบิกกว้างและค่อยๆหันไปด้านหลังด้วยความหวาดสะพรึงที่เกิดขึ้นในใจ

     

    "เป็นอย่างไร วิญญาณของมุษย์อร่อยถูกปากดีไหม"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างเย้ยหยัน ทันใดนั้นร่างกายของพวกมันก็พลันค่อยๆถูกน้ำแข็งสีขาวแช่แข็งพร้อมกับพิษหยินที่เข้าสู่ร่างกาย

     

    "เจ้า!!"

     

    "แกร๊ก!"

     

    "เพล้ง!"

     

    ปีศาจจิ้งจอกทมิฬทุกตนไม่ว่าจะชายหรือหญิงสามารถอุทานออกมาได้เพียงคำเดียวเท่านั้นก็พลันกลายเป็นน้ำแข็งก่อนที่จะแตกกระจายและสลายหายไป เหลือไว้แต่แหวนมิติเท่านั้น ซึ่งต้องบอกก่อนว่าไม่ได้มีแค่ของพวกมันแต่ยังมีของเหยื่อที่ถูกพวกมันโจมตีอีกด้วยหากนับรวมกันก็ประมาณห้าสิบวงได้

     

    ชายหนุ่มรวบเก็บพวกมันกลับมาในทันทีก่อนที่จะเพ็งจิตมองไปยังด้านนของแหวนมิติเหล่านั้น เขาได้พบเข้ากับอาวุธ โอสถ สมุนไพร ทักษะ และที่สำคัญที่สุดคือเปลวเพลิงอสูรจำนวนกว่ายี่สิบชนิดได้ ชายหนุ่มหน้าสีหน้าสงสัยในทันทีสถานที่แห่งนี้หาเปลวเพลิงอสูรได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ

     

    เมื่อมาลองคิดไตร่ตรองดู สีหน้าของชายหนุ่มก็มีรอยยิ้มออกมาพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น "นี่อาจจะเป็นพื้นที่ของเปลวเพลิงสวรรค์"