สิ่งที่อยู่ในปากฉลามดึกดําบรรพ์ตัวใหญ่คือร่างมนุษย์ร่างหนึ่งที่กำลังนอนอยู่ ร่างนั้นหากพิจารณาให้ดีดูคล้ายว่าจะเป็สตรี ! ใบหน้าของสตรีผู้นี้ถูกบดบังด้วยหน้ากากเงินที่มีเต็มไปด้วยลวดลายโบราณ เส้นผมยาวของนางเปียกชื้นด้วยหยดน้ำ ชุดคลุมยาวสีแดงที่ถูกเย็บปักอย่างประณีตบนร่างกายนั้นเปียกชุ่ม เผยให้เห็นส่วนเว้าโค้งอันวิจิตรและบ่งบอกให้รู้ว่าเ้าของร่างเป็สตรี เท้าทั้งสองของนางเปลือยเปล่า มองเห็นนิ้วเท้าเรียวและผิวขาวผ่องเกือบโปร่งใสได้ชัดเจน
ชุดคลุมยาวสีแดงของสตรีผู้นี้มีรอยขาดบริเวณหน้าท้องหนึ่งจุด ชวีหนานอีชะโงกหน้าเข้าไปมองใกล้ ๆ จึงพบว่ารอยขาดนั้นเกิดจากการแทงของกระบี่ ...หน้าท้องของนางมีาแจากกระบี่ ?….ดูเหมือนว่าสตรีปริศนาผู้นี้จะสิ้นอายุขัยเพราะถูกกระบี่แทงเข้าใส่ และจากาแที่เห็น เื่คงล่วงเลยมากว่าหกถึงเจ็ดวันแล้ว ทว่าน่าแปลกที่ศพตรงหน้ายังคงดูเหมือนปกติ ไม่ได้แข็งทื่อเช่นศพทั่วไปที่ตายมาแล้วหลายวัน
ทว่าชวีหนานอีเคยรู้มาว่าเหล่าสาวกหรือผู้คนที่บูชาเทพเ้ามักมีคาถาอาคมประหลาดที่สามารถใช้ตบตาผู้อื่นได้ ถึงแม้จะไม่อาจรู้ระดับของสตรีผู้นี้จากการดูชุดคลุมยาวที่นางสวมใส่ แต่ด้วยลวดลายบนหน้ากากเงินนั้นก็เพียงพอที่จะตัดสินได้ว่านางคือนักพรตอย่างแท้จริง
‘เฮอะ..ขึ้นชื่อว่า ‘นักพรต’ ไม่ว่าจะอยู่ระดับใด ก็ล้วนแต่เป็ผู้กระทำสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้น !’
ชวีหนานอีขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาของเขาสาดประกายความรังเกียจที่หยั่งรากลึกอยู่ในนั้นอย่างไม่ปิดบัง
เหล่าผู้ติดตาม เมื่อเห็นว่าชวีหนานอีชะโงกหน้ามองเข้าไปในปากของซากสัตว์น้ำขนาดั์ พวกเขาก็พยายามข่มกลั้นความคิดที่จะหันหลังกลับและวิ่งหนี ทั้งหมดยอมกัดฟันก้าวไปข้างหน้าเข้าขนาบข้างเ้านายของตน
ชวีหนานอีถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวแล้วหมุนตัวเดินไปยังจุดที่น้ำตื้นกว่า ก่อนจะย่อตัวลงวักน้ำเพื่อล้างมือ ในตอนนั้นเอง ‘หลี่ต้าจ้วง’ หนึ่งในผู้ติดตามของเขาก็เอ่ยปากถามหยั่งเชิง
“ใต้เท้า สิ่งนั้นเป็มนุษย์หรือผีกันรึขอรับ? หรือว่านั่นจะเป็ศพ? ข้าน้อยพอทราบมาบ้างว่ามีการใช้มนุษย์เป็ ๆ เซ่นสังเวยให้กับแม่น้ำ แต่ไม่แน่ใจว่าศพของสตรีผู้นั้นจะใช่ ‘ของสังเวย’ ที่ว่านั่นหรือไม่ ข้าน้อยคิดว่า ‘ของ’ ประเภทนี้หากนอนอยู่ในปากของเทพเ้าแห่งแม่น้ำเช่นนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเป็สิ่งชั่วร้าย เราออกห่างจากนางอีกสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”
ชวีหนานอียืดตัวขึ้น เขากวาดตามองร่างนักพรตหญิงที่เขาตัดสินเอาว่าเป็ ‘ปีศาจ’ ตนนั้นปราดหนึ่งก่อนจะตอบกลับไป
“ฝีมือการตัดเย็บชุดที่นางใส่ไม่เลวเลย เนื้อผ้านั่นก็เป็ผ้าชั้นเลิศ ไม่น่าจะเป็ของสังเวยที่คนจากหมู่บ้านละแวกสามารถสรรหามาได้แน่”
ไม่รู้ว่าเขารู้สึกไปเองหรือไม่ แต่หลี่ต้าจ้วงกลับััได้ว่าในตอนที่ผู้เป็นายเอ่ยถึง ‘ของสังเวย’ นั้น อีกฝ่ายกำลังขบฟันแน่นจนเกิดเสียงลอดไรฟันอย่างประหลาด
ชวีหนานอีมีสีหน้านิ่งขรึมและเ็าดุจน้ำแข็ง เขามองผู้ติดตามนิ่ง ๆ พร้อมออกคำสั่ง
“ต้าจ้วง เ้ารีบนำคนเอาศพของสตรีผู้นั้นไปเผาจะได้ไม่เป็ปัญหาในภายหลัง ส่วนเทพเ้าแห่งแม่น้ำก็รีบส่งกลับคืนสู่แม่น้ำเสีย”
หลังจากออกคำสั่งเสร็จสิ้น ชวีหนานอีก็หมุนตัวเตรียมเดินจากไป ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านกลับรีบกุลีกุจอเข้ามา บุรุษตาเล็กโน้มตัวลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอ
“ท่านเสี้ยนลิ่ง ท่านคิดว่าเราควรมีโลงศพอย่างดีเพื่อบรรจุศพของสตรีผู้นี้ก่อนเผาหรือไม่ขอรับ ?”
ชวีหนานอีพยักหน้าพร้อมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อหัวหน้าหมู่บ้าน้าทำเช่นนั้น ก็ให้เป็หน้าที่ของท่านดูแลรับชอบทั้งหมดเองก็แล้วกัน”
คำตอบที่ได้ยินทำให้หัวหน้าหมู่บ้านตระหนักได้ในทันทีว่าเสี้ยนลิ่งใหม่ผู้นี้ไม่คิดจะออกเงินแม้แต่ตำลึงเดียว เขาจึงรีบเอ่ยปากทักท้วงอย่างรวดเร็ว
“เกรงว่าจะไม่ได้นะขอรับ เื่นี้อย่างไรก็ต้องให้ท่านเสี้ยนลิ่งตัดสินใจ หมู่บ้านทุรกันดารของเราไม่เคยมีประสบการณ์เื่เช่นนี้ หากไม่มีโลงศพ ข้าเกรงว่า...เหอะ ๆ...สตรีผู้นอนอยู่ในนั้นอาจจากไปอย่างไม่สงบนะขอรับ”
ชวีหนานอีจ้องมองหัวหน้าหมู่บ้านพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก เขามองเห็นความคิดของคนผู้นี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้นหัวหน้าหมู่บ้านจึงแทรกยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเอง
“ดูชายชราไร้หัวคิดผู้นี้เถอะ ข้าจะให้คนนำโลงศพชนิดบางมาที่นี่ ท่านเสี้ยนลิ่งโปรดรอสักครู่หนึ่งนะขอรับ ช่วยอยู่คุ้มภัยให้หมู่บ้านชิงเหมียวของพวกเราสักประเดี๋ยว ท่านเป็ถึงปราชญ์ผู้รอบรู้ เป็ดั่งเหวินชวีซิงกลับชาติมาเกิด หากไม่มีท่านอยู่ ข้าน้อยผู้โง่เขลาคงทำสิ่งใดไม่ถูกเป็แน่”
หลังจากได้ฟังเช่นนั้น ชวีหนานอีก็ผายมือออก ทำท่าทางเป็เชิงบอกใบ้ให้หัวหน้าหมู่บ้านไปจัดการธุระนั้นเสีย บุรุษชราผู้เจรจาต่อรองไม่สำเร็จได้แต่เดินตัวลีบออกไปเตรียมโลงศพแบบบาง ส่วนเสี้ยนลิ่งผู้หลักแหลมที่ไม่รู้ว่าไปได้คันเบ็ดมาจากที่ใดและั้แ่เมื่อใด ก็เดินไปนั่งปลีกวิเวกเหวี่ยงเบ็ดตกปลาทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ริมแม่น้ำเสียแล้ว
เพียงครู่หนึ่ง ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็แบกโลงศพชนิดบางมาถึง
ในบรรดาชาวบ้านทั้งหมดไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้ศพของสตรีในปากเทพแห่งแม่น้ำ ชวีหนานอีเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงวางคันเบ็ดตกปลาในมือลง ก่อนจะย้ายร่างของตนไปยืนอยู่หน้าโลงศพบางแล้วออกคำสั่งไปยังหลี่ต้าจ้วงหัวหน้าผู้ติดตามของตน ให้ย้ายศพออกจากปากฉลามดึกดําบรรพ์และใส่เข้าไปในโลงศพ
เหล่าผู้ติดตามของเสี้ยนลิ่งคนใหม่หากิ่งไม้ขนาดพอดีมาหกกิ่ง พวกเขามัดมันเข้าด้วยกันเป็แพก่อนจะสอดเข้าใต้ศพและยกขึ้น เตรียมนำศพนั้นใส่เข้าไปในโลง
ทว่าขณะนั้นเอง จู่ ๆ ลมหนาวระลอกหนึ่งก็พัดเข้าใส่พื้นที่บริเวณนั้น เสื้อคลุมยาวสีแดงของศพถูกลมปะทะและกระพือเสียงดังพรึ่บ มันปลิวตามแรงลมและปัดผ่านแก้มของชวีหนานอี พริบตาเดียวกันปลายเท้าขาวนวลจนแทบจะโปร่งใสของร่างนิ่งสนิทนั้นก็ััเข้ากับริมฝีปากของชวีหนานอีอย่างแ่เบา...เป็ััที่แสนนุ่มนวลแต่กลับเย็นะเื...ทุกคนเกิดอาการขนลุกซู่ร่างกายสั่นสะท้าน
ในเวลาเดียวกันนั้นแขนของศพก็พลันตกห้อยลงมา เหล่าผู้ติดตามตื่นตระหนกจนปล่อยกิ่งไม้ในมือ ศพที่ถูกยกขึ้นจึงร่วงลงตรงหน้าชวีหนานอี เสียง *ตึง* ดังขึ้นเมื่อร่างนั้นกระแทกลงไปในโลงศพชนิดบาง ผู้ติดตามทั้งหลายไม่กล้าแม้แต่ชำเลืองมอง พวกเขาต่างพากันถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว
ชวีหนานอีรู้สึกโกรธเคืองไม่น้อย บุรุษหนุ่มขมวดคิ้วเป็ปมแน่นพลางยกนิ้วชี้ขึ้นถูริมฝีปากตัวเองแรง ๆ เขาสาดสายตาขุ่นแค้นมองศพดูที่ถึงแม้ว่าตัวจะตายไปแล้วแต่กลับยังกล้าเหิมเกริม ริมฝีปากบางออกคำสั่งเสียงเข้ม
“ไปหาหมุดไม้มาปิดผนึกฝาโลง !”
ความเ็ปจากการกระแทกปลุกหูเหยียนให้ตื่นขึ้น ดวงตาของนางเบิกกว้าง นักพรตหญิงมองผ่านโลงศพไม้ที่ทั้งแคบและแข็งกระด้าง สายตาของนางปะทะเข้ากับบุรุษหนุ่มที่กำลังมองจ้องมา
ทั้งคู่ประสานสายตากันอย่างเงียบ ๆ
ชวีหนานอีรู้สึกตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง สตรีผู้นี้สิ้นชีพไปแล้ว...ร่างของนางเป็เพียงศพเท่านั้น ทว่าบัดนี้ ‘ศพ’ ตรงหน้ากลับลืมตาและกำลังจ้องมองมาที่เขา !
ั์ตาสีนิลดำขลับสว่างสดใสจนน่าใ !
ชวีหนานอีลืมหายใจไปชั่วขณะ เสี้ยนลิ่งหนุ่มสบตากับร่างในโลงศพนิ่งนาน แรกเริ่มเขาสงสัยว่าตนเองอาจตาฝาดไป แต่เมื่อมองไปที่หน้าอกของนางกลับพบว่ามันกำลังขยับขึ้นลงช้า ๆ ! สตรีผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ! ฟื้นคืนชีพได้หลังจากความตายมาพราก...ต้องเป็ปีศาจอย่างแน่แท้ !
สติของหูเหยียนไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก นางยังคงรู้สึกเสมือนตกอยู่ในความฝัน
‘ที่นี่ที่ไหน? เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่? บุรุษตรงหน้าคือผู้ใด? แล้วที่กำลังนอนอยู่นี่..โลงศพมิใช่หรือ?’
เวลานี้ในหัวของหูเหยียนยุ่งเหยิง ความคิดมากมายวิ่งวนไปมาจนสับสน ในที่สุดนางก็พบข้อมูลที่เป็ประโยชน์ภายใต้ความยุ่งเหยิงนี้ นั่นก็คือ...มีใครบางคนช่วยชีวิตนางไว้
ความสุขที่พบว่าตนมีชีวิตรอดหลังผ่านพ้นวิกฤต เพิ่งจะก่อตัวขึ้นในหัวใจของหูเหยียน และยังไม่ทันได้แผ่กระจายไปสู่ส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ความมืดมิดภายในโลงศพสีดำทมิฬก็กลืนกินมันไปจนหมดสิ้นอย่างฉับพลัน ยิ่งกว่านั้นเสียงดังจาก้าก็ยิ่งตอกย้ำความเลวร้าย...ท้องฟ้าสีครามเมฆาสีขาวกำลังหายลับจากสายตานางไป...บุรุษผู้หนึ่งกำลังจะฉวยโอกาสในตอนที่นางาเ็สาหัสสังหารนาง ซึ่งในตอนนี้ภาพของบุรุษผู้นั้นก็ค่อย ๆ หายไปจากการมองเห็นของนางเช่นกัน
เสียงตอกหมุดไม้ดัง *ตึง ๆ* ไม่หยุด หูเหยียนเริ่มรับรู้ถึงความแข็งชาของร่างกาย สติค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเ็ป นางพยายามส่งเสียงร้อง แต่มันกลับเป็เพียงเสียงครวญครางในลำคอ ที่เลวร้ายคือเสียงนั้นถูกกลบด้วยเสียงตอกหมุดไม้ ท้ายที่สุดนักพรตสาวก็สลบไปอีกครั้ง
เมื่อชวีหนานอีเห็นว่าร่างในโลงยังคงนอนนิ่งอยู่ในนั้น ไม่ได้ะเิโลงไม้พุ่งทะยานออกมาด้วยท่าทางดุร้าย อีกทั้งการตอกหมุดไม้ยังผ่านไปด้วยดี เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เสี้ยนลิ่วหนุ่มสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้หลี่ต้าจ้วงเผาศพ ‘ปีศาจ’ ในโลงเสีย
หัวหน้าหมู่บ้านก้าวเท้ามาด้านหน้าสองก้าว พลางเอ่ยเชื้อเชิญชวีหนานอีเข้าไปดื่มน้ำผึ้งในบ้านเพื่อหารือเื่เกี่ยวกับหมู่บ้านชิงเหมียวของตน ทว่าด้วยเพราะเกรงจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ชวีหนานอีจึงยังไม่อยากออกไปจากริมน้ำนี้ ผู้นำหมู่บ้านชิงเหมียวจึงเปลี่ยนเป็เชิญเขาไปนั่งในศาลาฉ่าวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลและยังสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในพื้นที่แห่งนี้ได้แทน
ขณะที่กำลังสุมฟืนรอบ ๆ โลงศพ จู่ ๆ หลี่ต้าจ้วงก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเขาควรส่งเทพเ้าแห่งแม่น้ำกลับสู่แม่น้ำเสียก่อน หัวหน้าผู้ติดตามเสี้ยนลิ่วจึงละมือและหมุนตัวเดินกลับไปจัดการเื่ทางด้านนั้น
ฉลามดึกดําบรรพ์มีขนาดใหญ่เกินไป เห็นได้ชัดว่าคนไม่กี่คนไม่สามารถผลักให้กลับลงไปในแม่น้ำด้วยมือเปล่าได้ หลี่ต้าจ้วงจึงรวบรวมชาวประมงหนุ่มจำนวนหนึ่งและสั่งการให้ใช้เชือกมัดหัวเ้าปลาั์ไว้ ก่อนจะให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันดึงร่างของมันไปยังจุดที่มีระดับน้ำลึก หลังจากจุดธูปขอขมาพร้อมกับคุกเข่าคารวะอย่างจริงจังแล้ว หลี่ต้าจ้วงก็สั่งการให้ตัดเชือกปล่อยให้ร่างของเทพเ้าแห่งแม่น้ำไหลไปตามกระแสน้ำ
เหล่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเกรงว่าเทพเ้าแห่งแม่น้ำจะลงทัณฑ์และกลัวว่าศพจะฟื้นขึ้นมา หลังจากคุกเข่าคารวะและเอาศีรษะจรดพื้นอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาต่างก็รีบแยกย้ายกันกลับเข้าไปซ่อนตัวในบ้านปิดประตูหน้าต่างมิดชิดทันที
ในขณะที่หลี่ต้าจ้วงจัดการธุระทางฝั่งเทพเ้าแห่งแม่น้ำอยู่นั้น โจรมือไวแห่งหมู่บ้านชิงเหมียวก็มิได้เกียจคร้าน โก่วเซิ่งใช้ประโยชน์จากความโกลาหลที่เกิดขึ้น รวบรวมความกล้าลักลอบใช้มือลูบข้างโลงศพชนิดบาง เขางัดหมุดไม้ที่ตอกอยู่บนนั้นออกเพื่อแง้มฝาโลงให้มีช่องว่างประมาณครึ่งฉื่อ เขาเกรงว่าจะมีคนเห็นจึงใช้โลงศพเป็ที่กำบังด้วยการนั่งยอง ๆ อยู่ด้านข้างโลงศพ จากนั้นยื่นมือที่สั่นระริกควานเข้าไปด้านในโลงไม้ ก่อนจะคว้าจับหน้ากากเงินที่สวมอยู่บนใบหน้าของศพ
เมื่อควานจนพบหน้ากากเงิน โก่วเซิ่นก็รีบหยิบมันออกมาทันที เขาใช้มือลูบไล้ ใช้แขนเสื้อถูจนมันวาว ก่อนจะยกขึ้นหมายจะกัดทดสอบ ทว่าก็ต้องชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหากมีรอยฟันปรากฏอยู่บนหน้ากากเงินอันนี้จะทำให้เสียราคา หัวขโมยมืออาชีพจึงหยุดการกระทำไว้เพียงเท่านั้น
หลังจากได้หน้ากากเงินมาแล้ว โก่วเซิ่นพลันนึกถึงเสื้อคลุมยาวสีแดงที่อยู่บนร่างศพ ถึงจะชวนขนลุกไปสักหน่อย แต่มันก็งดงามอย่างน่าประหลาด โจรมากตัณหาเริ่มพิจารณาไตร่ตรอง…‘หากเอาเสื้อคลุมยาวตัวนี้ไปซักสักสองรอบแล้วมอบมันให้ฮูหยินเอ้อร์.... บางทีนางอาจจะยอมร่วมหลับนอนกับเขาอีกสักครั้งสองครั้งก็ได้’ แค่คิดถึงหน้าอกกลมกลึงของฮูหยินเอ้อร์ ความกลัวในใจโก่วเซิ่นก็พลันมลายหายไปทั้งหมด !
ทว่าแม้ราคะจะบังตา แต่โก่วเซิ่งก็ตาขาวเกินกว่าจะมุดเข้าไปในโลงเพื่อถอดชุดของศพ เขาทำเพียงยื่นมือเข้าดึงเสื้อคลุมสีแดงนั้นอยู่สองสามครั้ง แต่ไม่ว่าจะดึงอย่างไรเสื้อคลุมก็ไม่หลุดออกมา จังหวะนั้นเองนิ้วมือของเขาก็พลันััเข้ากับผิว่เอวที่อ่อนนุ่มของสตรีในโลงศพ โจรลักของศพใจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด สมองของเขาก็ไพล่ไปจินตนาการถึงภาพสตรีงดงามสวมใส่ชุดสีแดง นางเดินมาตรงหน้าเขาด้วยท่าทีอ่อนหวานแต่เย้ายวน สาวงามผู้นั้นหันหลังแล้วเปลื้องชุดออก อาภรณ์เนื้อดียังไม่ทันหลุดพ้นร่าง นางก็ยื่นแขนเรียวเสลาที่ขาวนวลดุจหยกชั้นเยี่ยมมาตรงหน้าเขา เชิญชวนให้เขาช่วยเปลื้องทั้งชุดคลุมสีแดงและชุดชั้นในที่ใส่อยู่ให้เหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า
โก่วเซิ่งเกิดอาการใจเต้นรัวไม่เป็จังหวะ เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่หยุด ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้นและหนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดบุรุษสันดานโจรก็สบถออกมาเสียงทุ้มต่ำ
“มารดาเถอะ!”
ร่างที่เหงื่อแตกพลั่กอยู่บนพื้นกระโจนขึ้นและมุดหน้าเข้าไปด้านในโลงศพอย่างรวดเร็ว
ครึ่งบนของโก่งเซิ่งมุดเข้าไปอยู่ด้านในโลงศพแล้ว ทว่าก้นและขาของเขายังอยู่ด้านนอก ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในนั้น จู่ ๆ ร่างของโจรกระหายราคะก็พลันเกิดอาการสั่นสะท้านและทำท่าราวกับ้าจะถอยกลับออกมา
คาดไม่ถึงเลยว่า จู่ ๆ ร่างกายของโก่วเซิ่งจะอ่อนปวกเปียก จากนั้นก็แน่นิ่งไปไม่ไหวติงอีกเลย
หูเหยียนยืดกายขึ้น แล้วก้าวออกมาจากโลงศพด้วยเท้าเปลือยเปล่า ทันทีที่เท้าของนางััลงบนพื้น ร่างของโก่วเซิ่งก็ถูกส่งเข้าไปอยู่ในโลงศพแทนอย่างรวดเร็วและง่ายดาย นักพรตสาวปิดฝาโลงศพกลับเข้าที่เดิม ทิ้งร่างของหัวขโมยและหน้ากากเงินไว้ในนั้น
หูเหยียนกระทำทุกอย่างอย่างราบรื่น ทุกท่วงท่าของนางล้วนสง่างาม ไร้ความตื่นตระหนก ไร้ความหวาดกลัว ไร้ความยินดียินร้าย ดูคล้ายไม่แยแสต่อสิ่งอื่นใดรอบข้าง ทุกอย่าง ทุกการกระทำเป็ความสวยงามอันน่าประหลาด
สิ้นภารกิจออกจากโลงศพ นักพรตในชุดสีแดงก็ยกมือขึ้นกุมหน้าท้องตัวเองพลางกวาดตามองไปรอบกาย ในตอนนั้นเองที่นางได้เห็นว่าฉลามดึกดําบรรพ์ตัวใหญ่ถูกต้าจ้วงและคนอื่น ๆ ลากลงแม่น้ำไปเสียแล้ว ความใฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของหูเหยียน นางเตรียมขยับตัวเพื่อเข้าไปช่วยมัน ทว่าจู่ ๆ ก็หยุดชะงัก นักพรตสาวชุดแดงทำเพียงยืนมองร่างของ ‘เพื่อนรัก’ จากไปอย่างเงียบ ๆ สตรีผู้เพิ่งฟื้นคืนสติเรียกชื่อของมันแ่เบา
“อาสวิ๋น (อา-สวิ๋น)...”
ในบางครา บางเหตุการณ์ เมื่อเรารู้ตัวอีกครั้งทุกอย่างก็ ‘สายเกินแก้ไปเสียแล้ว’ นางจำไม่ได้แล้วว่ากี่วันกี่คืนที่อาสวิ๋นอยู่เป็เพื่อนนางมา จำไม่ได้ว่ากี่ปีที่พวกเขาทั้งสองผ่าน่เวลาร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน
หูเหยียนหลุบสายตามองลงต่ำ ใจพยายามปิดกั้นความในที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้น
ดวงตาวาวฉ่ำดูชื้นน้ำบนดวงหน้าโศกเศร้าขาวนวลเนียน แสงจาง ๆ จากดวงตะวันกำลังฉาบทาลงบนใบหน้านั้น ส่งผลให้ผิวพรรณขาวสะอาดจนเกือบโปร่งใสดูเปล่งประกายมากขึ้น และเมื่ออยู่ภายใต้แสงเช่นนี้ยิ่งทำให้นางงดงามจนเกินจริง
หูเหยียนอาจมิใช่เป็สาวงามสะคราญตาที่ทำให้ผู้ที่พบเห็นพากันตกตะลึงตาค้าง ทว่าองค์ประกอบทั้งห้าบนใบหน้าของนางกลับดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดเป็อย่างยิ่ง ทั้งคิ้วบาง ดวงตาแสนเยือกเย็น สันจมูกสูงโด่ง จมูกเล็กรับกับริมฝีปากสีอ่อน เป็ความงามอย่างแตกต่าง หากจะว่าประหลาดก็ไม่เชิง แต่ก็ยังงดงาม เป็ความงามที่มีเอกลักษณ์
จะกล่าวว่า ‘กระดูกหยกผิวน้ำแข็ง’ ก็ไม่ผิด มีคำกล่าวว่า ‘สุภาพบุรุษดั่งกล้วยไม้ มีบุคลิกสูงส่ง ใบหน้าหล่อเหลา’ คำพูดนี้ไม่ใช่เื่เกินจริงแม้แต่น้อย หากใช้มันบรรยายความงามของหูเหยียน ร่างกายของนางเปรียบดั่งหยกเนื้อดีที่แกะสลักได้วิจิตรงดงามไร้ที่ติ มีพลังจาก์บันดาล แต่ด้วยเหตุนี้เองนางจึงดูราวกับไร้ซึ่งพลังชีวิตของมนุษย์ เมื่อหูเหยียนไม่พูดและไม่ยิ้ม จึงคล้ายกับเทพเซียนที่กำลังมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ต่ำกว่า
หูเหยียนถอดชุดคลุมสีแดงแล้วฉีกมันออก นางใช้ผ้าส่วนที่ฉีกออกมาพันเท้าตนเองไว้ หลังจากเดินไปได้สองก้าว นักพรตสาวก็หันไปมองศาลาฉ่าวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ภายในศาลาฉ่าว ชวีหนานอีกำลังทอดสายตามองไปยังแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ดวงตาของเขาหรี่ลงขณะจิบน้ำผึ้งด้วยท่าทีผ่อนคลาย เมื่อหันกลับไปมองโลงศพที่วางอยู่เพียงลำพังกลางพื้นหญ้าเขียวขจี จู่ ๆ คิ้วของเขาก็ขมวดน้อย ๆ ไม่มีผู้ใดยืนเฝ้าอยู่ที่นั่นแม้แต่คนเดียว เมื่อลมโชยผ่านต้นไม้ใบหญ้าก็พลันเสียดสีจนเกิดเสียง คลื่นน้ำระลอกหนึ่งซัดเข้ามาพร้อมกับส่งความชื้นกระทบเข้ากับใบหน้าเสี้ยนลิ่วหนุ่ม เดิมทีนี่ควรจะเป็บรรยากาศที่ทำให้รู้สึกโปร่งสบาย ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกเย็นวาบถึงกระดูกสันหลัง ประหลาดเสียจนยากเกินกว่าจะบรรยายได้
ชวีหนานอีลุกขึ้นยืนหมายจะเดินไปสำรวจรอบโลงศพเพื่อให้คลายใจจากความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น ทว่าเขากลับพบว่าบริวารของตนใช้ไฟจุดโลงศพแล้ว เปลวเพลิงปะทุขึ้นและลุกโชนโชติ่ในอากาศ
ชวีหนานอีมองดูเปลวเพลิงนั้น ความสลัวเลือนรางปรากฏในดวงตา
.
.
.