“พระเจ้าช่วย...”ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางหนึ่งลุกขึ้นอย่างตาลีตาเหลือกทันที จากนั้นคนที่สองก็ลุกพรวดตามมา
ราวกับฝูงชนถูกอำนาจมนตร์สะกด ผู้คนทั่วทั้งสนามต่างพากันลุกขึ้นพรวดพราดคนแล้วคนเล่าและจ้องมองไปที่ศิลาหินไร้นามแท่นนั้นเป็นสายตาเดียวกัน!
กี่ปีมาแล้ว?
ที่ศิลาหินแท่นนี้ตั้งตระหง่านอยู่ ณที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดสร้างความสั่นคลอนให้มันได้ แม้แต่โอนเอนเพียงสักนิดก็ทำไม่ได้!
บัดนี้ ในที่สุดก็มีคนทำให้มันสั่นคลอนแล้ว!
ศิลาหินของเมี่ยรื่อ อัจฉริยะแห่งการฝึกตนที่ร้อยปีจะมีสักคนบัดนี้ได้สั่นคลอนหลังจากสวีหยางอี้ใช้วรยุทธ์กระบวนท่าที่แปดสิบเก้า!
“อิ่งซา...” หั่วหยุนมองไปยังศิลาหินแท่นนั้นด้วยสายตาพร่ำเพ้อจากนั้นก็หันกลับมามองอีกใส่ด้วยสายตาแหลมคม “นายต้องการข้อแลกเปลี่ยนอะไร?”
“ถึงจะยอมหลีกให้ฉัน?”
“ไม่มีทาง” ดวงตาของอิ่งซาซุกซ่อนไฟร้อนระอุอยู่ล้ำลึก “เจ้าหนูคนนี้ฉันจะรับเขาเป็นศิษย์ด้วยตัวเอง หั่วหยุน... ถึงตอนนี้แล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่องเหมืองหินวิญญาณกะโหลกกะลาพรรค์นั้นแล้วจะได้ไหม?”
ทั้งสองเงียบกริบไม่พูดจา
ไม่มีใครคาดคิดว่าฉู่เจาหนานผู้เป็นที่หมายปองก่อนหน้านี้จะต่อสู้กับสวีหยางอี้จนมีสภาพสะบักสะบอมถึงขนาดนี้
ไม่มีใครคาดคิดว่าสวีหยางอี้จะสามารถทำให้ศิลาหินของเมี่ยรื่อสั่นคลอนได้!
เรื่องพรรค์นี้ หากไปถึงหูบุคคลระดับจินตันเหรินเจินพวกเขาคงมารับเขาเป็นศิษย์แน่!
แต่ตอนนี้ทั้งสองคนที่อยู่ที่เหตุการณ์กลับไม่ได้สนใจศิลาหินแล้วทว่ากลับมองหน้ากันตาเขม็ง
“กระบวนท่าเมื่อครู่... นายใช้ได้กี่ครั้ง?” ฉู่เจาหนานยิ้มร่าก่อนเลียริมฝีปากอย่างกระหายเลือด“ยอดเยี่ยม... แข็งแกร่งจริงๆ ... ยิ่งกว่าพวกอัจฉริยะที่เห็นแต่ในหนังสือนายมอบความฮึกเหิมให้กับฉัน...”
“นายแข็งแกร่งมาก ประสานกระบวนท่าที่แปดสิบเก้ากับกระบวนท่าสังเวยชีพงั้นเหรอ...แต่ว่า...” ดวงตาเขาวาวประกาย และยกปืนขึ้นมาอีกครั้ง “ครั้งนี้ชัยชนะเป็นของฉัน!”
สวีหยางอี้หักนิ้วดังกรอบแกรบ “ใช้ได้ไม่มาก แต่ก็มากพอที่จะเอาชนะนาย”
สิ้นสุดเสียงพูด ฝ่ามือเขาก็ฟาดออกไปทันทีดาบแสงพลังปราณสีขาวยาวหนึ่งเมตรปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือเขาแม้แต่ฉู่เจาหนานที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตรยังได้ยินเสียงแหวกอากาศ!
“พายุสะบั้นมังกร!” ดวงตาของเขาสะท้อนประกายของดาบแสงเล่มนั้นออกมาการโจมตีของดาบแสงได้ปลดปล่อยคมเขี้ยวพลังปราณออกมาฟาดฟันจนพื้นสังเวียนกลายเป็นร่องเสี้ยววงกลมลึกหนึ่งเมตรกว่า!
“แกรกๆ !” เสียงแตกดังขึ้นสองครั้ง พื้นสังเวียนแตกระแหงเป็นใยแมงมุมฉู่เจาหนานกระโดดถอยหลังหลบ แต่ถูกแรงกระแทกของการโจมตีพัดกระเด็นไปราวยี่สิบเมตร
ปล่อยให้เขายิงปืนอีกไม่ได้!
ดวงตาสวีหยางอี้ฉายความกังวลออกมาแวบหนึ่งเพราะครั้งแรกที่รับลูกกระสุนของอีกฝ่าย เขาไม่มีทางหลบพ้นแน่นอนเนื่องจากการโจมตีกินบริเวณกว้างเกินไป
ทักษะร่างกายของผู้ใช้วิชาปืนประสานกับยุทธเวทปืนเป็นการดึงอานุภาพของอาวุธประเภทปืนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบสร้างความเสียหายรุนแรงได้เป็นวงกว้างทั้งยังโจมตีภายในรัศมีได้อย่างอิสระและแม่นยำซึ่งเขาไม่อยากลิ้มลองรสชาติมันเป็นครั้งที่สอง
“เปิดโหมด!” เสียงตะโกนขึ้นเอ็ดตะโร มือขวาของสวีหยางอี้มีกรงเล็บพยัคฆ์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเสียงคำรามดังสนั่นทั่วสนาม “กระบวนท่าที่เก้าสิบสอง... พยัคฆ์หมอบ!”
เขาทุ่มพละกำลังทั้งหมดโจมตีลงพื้นด้วยกรงเล็บพยัคฆ์แดงฉานยาวสองเมตรรอยแตกแขนงเป็นใยแมงมุมพลันปรากฏขึ้นใต้มือที่ตะปบลงมา หินหยกแตกกระจายด้วยแรงตะปบของกรงเล็บพยัคฆ์จากนั้นเศษหินจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้าโจมตีใส่ฉู่เจาหนานพร้อมแรงตะปบที่ฟาดออกมา!
พื้นด้านหน้าของเขายุบลงตัวกลายหลุมเส้นผ่าศูนย์กลางห้าเมตรด้วยแรงตะปบในเวลาเดียวกัน เขางอตัวคล้ายงูที่ยืดหยุ่น ก่อนพุ่งตัวทะยานออกไป!
“กระบวนท่าที่เก้าสิบสาม... ดาวตก!”
กระบวนท่าดาวตก เป็นกระบวนท่าเร่งความเร็วเพียงหนึ่งเดียวของวรยุทธ์กระบวนท่าที่เก้าสิบขึ้นไปเพียงเสี้ยวพริบตา ความเร็วที่พุ่งไปด้านหน้าของเขาก็เร็วขึ้นเป็นเท่าตัวเร็วจนพุ่งแซงหน้าเศษหินที่พุ่งจู่โจมนำร่องไปเมื่อครู่เสียอีกเท้าของเขากระโดดเหยียบลงบนแผ่นหินแต่ละแผ่น ทุกๆการเหยียบเป็นการเสริมแรงกระโดดและเพิ่มความเร็วยิ่งขึ้นไปอีก!
ไม่มีทางเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายยิงปืนได้อีกเป็นอันขาด!
หากอีกฝ่ายมีโอกาสทำเช่นนั้นเขาไม่มีทางเตรียมป้องกันได้เหมือนครั้งแรกแน่นอน!
และเมื่อถึงตอนนั้น ฉู่เจาหนานจะกลายเป็นมือซุ่มยิงที่น่ากลัวเลือดเย็นและคอยดักซุ่มยิงที่ตำแหน่งที่ดีด้วยลูกกระสุนที่อันตรายถึงชีวิตพวกนั้น
“ให้ตายเถอะ!” ดวงตาของฉู่เจาหนานแดงก่ำ แรงต้านอากาศของปืนกำลังลดลงในขณะที่ความเร็วของอีกฝ่ายกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ !
“ล็อกเป้า!” ไม่มีทางถอย ขณะลอยตัวอยู่กลางอากาศ ร่างกายของเขาได้ปลดปล่อยกระแสลมหมุนสีเขียวหญ้าอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอีกครั้งประกายไฟเป็นพันหมื่นปะทุออกมาแทบจะในเวลาเดียวกัน บัดนี้ดอกไม้ไฟแห่งความตายได้แผ่คลุมไปทั่วสนามแล้ว!
“กระบวนท่านี้มัน...” ณ ด้านล่างสังเวียน เกาเย่เด้งตัวลุกขึ้นพรวด พร้อมกับจ้องมองบนสังเวียนด้วยดวงตาแดงเรื่อ
เพราะกระบวนท่านี้ ทำให้ฉู่เจาหนานผ่านเข้ารอบมาได้ตลอดคู่ต่อสู้ของเขาทุกคนต่างต้องพ่ายแพ้ให้กับเขา
ตอนนี้ ในฐานะที่ต้องมาเจอเจ้าคนร้ายกาจเหมือนกันสวีหยางอี้เขาจะต้านทานได้หรือไม่?
“ปุๆๆ!” เสียงกระสุนปืนยิงเข้าเนื้อดังขึ้นกระสุนเป็นพันเป็นหมื่นนัดพุ่งเข้าจู่โจมแบบเดียวกัน!กำแพงพลังปราณสี่ทิศปรากฏวงกระเพื่อมขึ้นนับไม่ถ้วนทันทีนั้นเป็นห่าฝนกระสุนปืนนับไม่ถ้วนที่ร่วงหล่นลงมา
กรงเล็บพยัคฆ์สีแดงฉานปรากฏขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้ตะปบลงพื้นแต่อย่างใดทว่ากรีดลงบนแผ่นหินขนาดใหญ่และพลิกมันขึ้นมาเป็นโล่หินป้องกัน!
เศษหินที่ถูกกระสุนปืนทะลวงแตกกระจุยกระจาย โล่กำแพงหินค่อยๆ บางลงเรื่อยๆและเขาก็ขยับเข้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน!แต่ด้านหลังของเขาปรากฏรอยเลือดหยดลากยาวเป็นสาย!
ทั่วทั้งร่างเจ็บปวดราวถูกไหม้คลอกแต่สวีหยางอี้กลับไม่มีความคิดจะหยุดลงแม้แต่น้อย
หากหยุดลงก็คงไม่มีโอกาสเข้าประชิดอีกฝ่ายแน่นอน!
เผชิญหน้ากับนักซุ่มยิงที่ถนัดการโจมตี ระยะไกลแบบนี้หากปล่อยโอกาสหลุดรอดไปแต่ครั้งเดียว เกรงว่าคงไม่มีโอกาสครั้งต่อไปแล้ว
เขากัดฟันเจ็บใจ ลูกกระสุนหนึ่งนัดทำลายการป้องกันของเขาไม่ได้แต่กระสุนเป็นหมื่นๆลูกตอนนี้กลับยิงโดนต้นขาติดต่อกันถึงห้าครั้งตรงบาดแผลเดียวกันเลือดถึงกะบพุ่งกระฉูดเป็นน้ำพุ
ฉู่เทียนอีที่กำลังดูการต่อสู้บนสังเวียน ตอนนี้ได้ปล่อยมือออกจากแหวนเรียบร้อยแล้ว
บางอย่าง ใช้ไม่ได้ง่ายๆ จากมุมที่เขาอยู่ตรงนี้มองเห็นสภาพสวีหยางอี้ได้อย่างชัดเจน
หน้าอกด้านขวา ต้นขาข้างซ้าย แขนข้างขวาถูกกระสุนวิญญาณระลอกแรกระดมยิงจนเนื้อกระจุยตามร่างกายของเขาแทบไม่มีตรงไหนเป็นชิ้นดี ทว่าฉู่เทียนอีกลับไม่ชอบแววของอีกฝ่ายเป็นยิ่งนัก
แววตาสงบเยือกเย็นที่เจอแววเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ราวกับนักล่าชำนาญการถึงต่อให้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายก็ไม่ละทิ้งความหวัง
ในที่สุด เขาก็ตระหนักบางเรื่องขึ้นได้แม้จะตามหาเหล้าแห่งเซียนมาได้อย่างยากลำบาก แต่เขาไม่มีโอกาสใช้มันเลย!
เขาไม่ใช่นักรบแต่เป็นผู้บังคับบัญชาที่สามารถคุมสถานการณ์สู้รบในภาพรวมได้แต่เมื่อเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว... เฉกเช่นสวีหยางอี้ในตอนนี้ที่ได้รับความสนใจต่อให้เขาลงมือเอง ถ้าหากถูกจับได้ขึ้นมา เรื่องคงจบบานปลายจบไม่สวยเป็นแน่แต่ถ้าหากไม่ลงมือ...
เขาก็ไม่กล้ารับประกันได้ว่า... ผลแพ้ชนะจะออกมาเป็นอย่างไร!
สายตาของเขามองเข้าไปในกำแพงพลังปราณอย่างว้าวุ่น
หากความสงบเยือกเย็นยังไม่เลือนหายไปจากดวงตาคู่นั้นของสวีหยางอี้หากความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่นั้นยังไม่จางหาย เขาก็ยังมีโอกาสคว้าชัยชนะ
แม้แต่ตัวฉู่เทียนอีเองก็มองออกมาว่าคนๆ นั้นแข็งแกร่งมากแข็งแกร่งเป็นที่สุด! จนกระทั่งภายในใจแทบไม่อยากยอมรับว่าคนๆนั้นจะแข็งแกร่งกว่าหลานชายยอดอัจฉริยะของเขาเสียอีก!
เหล้าแห่งเซียนสกัดหนึ่งหยดสามารถออกฤทธิ์ได้ภายในรัศมีสามสิบเมตรหากเขาลงมือตอนนี้ ฉู่เจาหนานคงพลอยโดนถูกหลงไปด้วย
สิ่งของต้องห้ามแบบนี้ ทางที่ดีที่สุดก็ไม่ควรใช้ ควรเก็บใช้ตอนสำคัญจริงๆซึ่งตอนนี้... เวลาสำคัญปรากฏขึ้นเบื้องหน้าแล้ว แต่เขากลับหาโอกาสใช้ไม่ได้
“ตึ้ง!” ตอนนี้ เสียงดังอุดอู้ดังมาจากกำแพงพลังปราณ ก่อนดังขึ้นอีกเจ็ดระลอกตามมา!
“เงาพริบตา... เขายังใช้เงาพริบตาได้อีกเหรอ! ทะเลลมปราณของเขากักเก็บพลังปราณไว้เท่าไหร่กันแน่!”หลัวซานเฟิงซัดหมัดไปที่ขอบสังเวียนอย่างเจ็บใจ เศษหินร่วงหล่นเต็มพื้นเขาได้แต่ถลึงตาจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ไม่... ไม่ใช่สิ!” ยังพูดไม่ทันจบ อันดับหนึ่งที่อยู่ข้างๆเขาคนหนึ่งก็พูดโพล่งขึ้น “นี่มัน... ไม่ได้ใช้โจมตี! แต่ใช้เพิ่มความเร็วต่างหาก!ทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ห่างกันไม่ถึงห้าเมตรเนี่ยนะ!”
สวีหยางอี้ไม่คิดจะเปิดโอกาสให้ฉู่เจาหนานแม้แต่น้อย
ขณะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วของกระบวนท่าดาวตกเขาได้สำรวจภายในตัวเองไปหนึ่งรอบ
ทะเลลมปราณ... ใช้ได้อีกแค่สามกระบวนท่าเท่านั้น!
ต้องชนะภายในสามกระบวนท่าให้ได้!
ฉู่เจาหนานอยู่ห่างจากเขาแค่ยี่สิบกว่าเมตร หากเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียวตัวเองคงต้องพ่ายแพ้!
สามกระบวนท่า ห่างยี่สิบเมตร นาทีเป็นตาย
ความเร็ว ที่ต้องการตอนนี้คือความเร็ว วรยุทธ์ทั่วใต้หล้าความเร็วเท่านั้นที่เป็นตัวตัดสิน เขามั่นใจเหลือเกินว่า ขอเพียงเข้าประชิดตัวได้อีกฝ่ายไม่มีทางสู้ตัวเองได้แน่นอน
ท่าแรก เงาพริบตา
การใช้เงาพริบตาในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งจู่โจม แผ่นหินที่เขาโยนทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ใช้เพื่อเบี่ยงเบนสายตาอีกฝ่ายเท่านั้น ขณะกระบวนท่าดาวตกเร็วขึ้นเขาได้โยนแผ่นหินป้องกันไปด้านหลังหลายแผ่น จากนั้นเขาก็กระโดดเหยียบแผ่นหินด้านหลังเพื่อถีบตัวส่งแรงเพิ่มความเร็วขึ้นอีกระดับ!
ตอนนี้ ฉู่เจาหนานถึงกลับสีหน้าถอดสี
เขามองวิธีการของอีกฝ่ายออกและเขาก็เข้าใจด้วยว่าตอนนี้เป็นนาทีที่ต้องทุ่มสุดตัว
อีกฝ่ายไม่มีทางเปิดโอกาสให้ตัวเขาลอยขึ้นไปกลางอากาศอีกเป็นแน่!
นาทีนี้เหลือระยะทางเพียงห้าเมตร จิตสังหารในดวงตาของอีกฝ่ายแน่วแน่ยิ่งนักราวกับเขากำลังจ้องมองราชาแห่งสรรพสัตว์กำลังพุ่งเข้าหาตัวเองหากประมาทแม้แต่นิดเดียวคงถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ แน่!
สี่เมตรสุดท้าย!
ท่าที่สอง...
สวีหยางอี้ร่ายคำปลดปล่อยขึ้นในใจ กล้ามเนื้อทั่วร่างกายพองขยายเส้นเลือดกลางหน้าอกเร่มขดเคี้ยวขึ้นอีกครั้ง ผิวหนังตามตัวแดงเรื่อ
สังเวยชีพ!
“ยังใช้กระบวนท่าสังเวยชีพได้อีกเหรอ?!” ดวงตาของหลัวซานเฟิงแทบถลนออกมาเพราะตัวเขาใช้ได้แค่ครั้งเดียวตอนนี้ระดับของพวกเขาทั้งสองห่างชั้นกันอย่างสิ้นเชิง เพราะอีกฝ่ายสามารถใช้ได้ถึงสองครั้ง!
ท่าทางการต่อสู้จะตัดสินผลแพ้ชนะแล้ว...
ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างลุกขึ้นกันอย่างเงียบๆพวกเขาต่างนึกไม่ถึงว่าศึกตัดสินของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นทั้งสองจะดุเดือดถึงขนาดนี้
การคู่สู้คู่อื่นๆ แค่แฉลบไปแฉลบมาก็จบแล้วแต่การต่อสู้ตัดสินแพ้ชนะของพวกเขาทั้งสองคนมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น!
พลังแบบนี้มันเกินกว่าขอบเขตของขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นแล้ว!
สามเมตร!
แขนทั้งสองข้างของฉู่เจาหนานสั่นระริก ดวงตาฉายแววตาเด็ดเดี่ยวไรฟันขบกันแน่น สีหน้าหล่อเหลาก่อนหน้านี้ บัดนี้ ดูดุร้ายขึ้นรำไร
ปืนทั้งสองกระบอกที่อยู่ในมือเขาส่งเสียงหึ่งๆ ออกมาพลังปราณทั่วทั้งร่างไหลทะลักเข้าสู่ปืนทั้งสองกระบอก!
ฉู่เทียนอีลุกขึ้น ภายในใจร้อนรุ่มดุจเปลวไปแผดเผ้า
อยากลงมือ แต่ไม่มีโอกาส!
เขาไม่ใช่นักรบ จึงเล็งไม่เห็นจุดพิฆาต!
สองเมตร!
“พายุสะบั้นมังกร!” สวีหยางอี้เงยหน้าตะโกนลากยาว มือทั้งสองดุจดาบแสงในเรื่องมุซาชิหุ่นรบซามูไร ดาบพลังปราณเล่มใหญ่ยาวสองเมตรที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณทั้งหมดของตัวเองอย่างไม่เคยมีมาก่อนพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันใส่ฉู่เจาหนาน
ในสภาพที่ใช้กระบวนท่าสังเวยชีพพลังลมปราณทั่วทั้งร่างเหือดแห้งหายไปอย่างรวดเร็ว หากการโจมตีนี้ไม่สำเร็จก็คงพ่ายแพ้!
“ครืด!” ปรากฏร่องลึกที่ถูกดาบพลังปราณลากกรีดขนานทั้งสองข้างของเขาราวกับเป็นสัญญาณของระฆังมรณะราวกับพลังของวิญญาณวีรชน[1]ที่หอบความน่าสะพรึงกลัวของความตายพุ่งเข้าทำลายล้างประหนึ่งเกลียวคลื่นพายุคลั่ง!
หนึ่งเมตร!
ท่ามกลางรูม่านตาของฉู่เจาหนานที่สะท้อนดาบพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวสองเล่มนั้นขึ้นมาภายใต้การเสริมพลังจากกระบวนท่าสังเวยชีพทำให้ดาบแสงเล่มนั้นไม่ใช่แค่ดาบแสงธรรมดาอีกต่อไปหากแต่มันเป็นเหมือนดาบโบราณที่แฝงด้วยมนตร์ขลัง
ผมเผ้าของเขาปลิวกระเจิงยุ่งเหยิง ม้วนพลังดุจเกลียวคลื่นคลั่งที่เค้นออกมาหมายจะเอาชนะเมื่อครู่ถูกพลังเฮือกสุดท้ายของสวีหยางอี้ที่พุ่งเข้ามาพัดไปด้านหลัง ชุดลายพรางขาดวิ่นโบกระพือส่งเสียง
หั่วหยุนกำมือแน่น อิ่งซายืดตัวตรง
สายตานับหมื่นจับจ้องไปที่จุดศูนย์กลาง
คู่ต่อสู้ระดับมือพระกาฬทั้งสอง ตัดสินแพ้ชนะเพียงเสี้ยวพริบตา
เพียงเสี้ยวลมหายใจจะตัดสินศึกตัดสินที่ยาวนานครึ่งชั่วโมงรอบนี้และเป็นการปิดม่านการประลองคู่สุดท้ายลง!
ผู้ที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย จะเป็นใคร?
ศูนย์เมตร!
--------------------------------------------------------------------------------
[1] Servant หรือวิญญาณวีรชนผู้แต่งใช้คำที่อ้างมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Fate stay night