บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 38 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 6

            เมื่อได้ทุกสิ่งที่ต้องการ กวีจึงมุ่งหน้ากลับไปหาพวกพ้องพร้อมยาถอนพิษ ก้มลงและประคองขึ้นมาอย่างประคบประหงม 

            คนแรกคือกามู ร่างกายของเขาช่างใหญ่โต กวีจำต้องใช้เรี่ยวแรงอย่างมากมายมหาศาล จึงจะสามารถประคองเขาขึ้นมาในมุมสี่สิบห้าองศา พลางกรอกของเหลวสีเหลืองอ่อนราวดอกลิลลี่ผ่านริมฝีปากเข้าสู่ลำคอของเขา

            เมื่อเวลาล่วงผ่านไปไม่นานนัก ร่างกายของกามูเริ่มต้นเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง 

            “พักสักครู่นะครับ จนกว่าฤทธิ์ยาจะแล่นไปทั่วร่างกาย” กวีกล่าวพลางวางศีรษะของกามูลงอย่างบางเบา แม้อาการจะทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ กระนั้นพิษร้ายกลับยังคงหลงเหลืออยู่บางส่วน 

            คนต่อไปคือเรเชล รายนี้เพียงต้องใช้เรี่ยวแรงไม่มากนัก สัมผัสที่ผิวกายของเธอช่างอ่อนนุ่ม เมื่อกวีลองสังเกตใบหน้าของเธอในระยะใกล้ชิด กลับพบว่าผิวของเธอช่างนวลผ่อง ขาวสะอาดประหนึ่งหยวกกล้วย ไร้ซึ่งรอยมีตำหนิเช่นกระบนใบหน้า

            ทั้งสองได้รับยาถอนพิษเป็นที่เรียบร้อย ร่างกายของพวกเธอเริ่มต้นฟื้นฟูอย่างเชื่องช้าแต่ต่อเนื่อง ในอีกไม่นานนัก พิษทั้งหมดคงถูกขจัดจนหมดสิ้นไปจากร่างกาย 

            ทุกสิ่งควรราบรื่นไปด้วย จนกระทั่งถึงคราวของแมรี่ 

            “ถ้าคุณไม่ยอมอ้าปาก ผมคงไม่สามารถป้อนยาให้คุณได้หรอกนะครับ” กวีกล่าวในขณะที่พยายามกรอกยาผ่านริมฝีปากของแมรี่ ถึงกระนั้น ด้วยเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง เธอกลับปิดปากจนสนิทพร้อมมีออร่าเจ็ดสีแผ่ขยายปกป้องมิให้สิ่งใดหลุดรอดเข้ามา 

            การแทรกแซงฉับพลันของมานา เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้พลังมานาเกิดอาการช็อคอย่างกะทันหัน เมื่อนั้นความสามารถในการควบคุมพลังมานาจะถูกช่วงชิง ริมฝีปากจะเกร็งตัวอย่างฉับพลัน พร้อมกับเกิดปฏิกิริยาปนเปื้อนของมานา มีฤทธิ์คล้ายยาชาอ่อนๆ ถึงกระนั้น ฤทธิ์ของมันจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของมานา ยิ่งกับผู้มีพลังกล้าแกร่ง ฤทธิ์ของมันจะเพิ่มทวีความรุนแรง อีกทั้งยังแพร่กระจายไปยังผู้อื่นหากมีใครแตะต้องมัน 

            โชคดีที่กวีได้อ่านมาผ่าน ๆ ตาจากสมุดคู่มือของแอนนา อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นได้ทั่วไปกับผู้มีพลังมานา เพื่อแก้ไข จำต้องมีใครสักคนส่งมานาผ่านริมฝีปากไปให้อีกฝ่ายคล้ายกับการผายลม

            ถึงกระนั้น หากปราศจากความช่ำชองและความชำนาญการเฉพาะทาง เชื้อร้ายจะแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของผู้กระทำเมื่อริมฝีปากกระทบกัน เพียงแต่ว่า กวีจะมิได้รับผลอย่างแน่นอน ด้วยความสามารถที่หนึ่งของทักษะความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ สิ่งใดก็มิอาจย่างกรายเข้าสู่ร่างกายของเขา แม้กระทั่งเป็นพิษร้ายที่สามารถโค่นล้มช้างได้ทั้งฝูงก็ตาม

            “ขอโทษนะครับ”กวีกล่าวราวกับกำลังบอกเล่าเป็นนัยๆ ต่อมาจึงเริ่มต้นดื่มของเหลวเข้าไป มานาสีเทาเปล่งประกายขึ้นมาพร้อมปกคลุมคล้ายคลึงกับอาภรณ์

            “เดี๋ยวก่อน นั่นนายจะทำอะไร ?” เรเชลสังหรณ์ใจไม่ดี กระนั้นกลับช้าเกินไป 

            กวีค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไป ริมฝีปากของเขาและเธอประกบกันประหนึ่งแซนด์วิช มานาที่ยึดกรามจนถึงเมื่อครู่ค่อย ๆ คลายออก เมื่อนั้นกวีสอดลิ้นเข้าไปเพื่อเปิดทางให้แก่ตัวยา ในขณะที่ของเหลวเข้าสู่ร่างกาย ใบหูของแมรี่กลับแดงก่ำราวกับเนื้อในของลูกแตงโมอันสุกงอม 

            เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ กวีจึงเร่งถอยใบหน้าให้ห่างออกมา สองมือประคองร่างของแมรี่วางลงสู่พื้นดินอย่างทะนุถนอม สีหน้าของเธอราวกับเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล กระทั่งใบหน้าของกวีก็มิอาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน 

            “แค่นี้ก็หมดห่วงสักที” กวีลุกขึ้นพลางปาดเหงื่อที่ไหลรินบนใบหน้า   

            ทันใดนั้น ปลายเท้าของเรเชลได้เข้ากระทบกับลูกน้อยของกวีอย่างรุนแรง เมื่อหันกลับไป พบว่าใบหน้าของสาวน้อยช่างแฝงความดุร้ายอย่างมากล้นประหนึ่งสัตว์ป่า 

            “นายทำบ้าอะไรกับพี่สาวของชั้น !!” เธอตวาดใส่ดังลั่นราวกับเสียงฟ้าผ่า กระนั้นครั้งนี้กวีกลับไม่คิดว่าเขาผิด “จะไปรู้รึไง ตอนนี้อะไรที่ทำได้ก็ต้องทำไปก่อน ไม่งั้นพี่สาวของเธอจะตายเอานะ !!” เขาเร่งแก้ต่างโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว 

            “ก็เพราะแบบนั้นแหละ ทำไมนายถึงไม่ให้ชั้นทำ ชั้นเป็นผู้หญิงด้วยกันย่อมดีกว่าการถูกชายที่ไม่ได้รักช่วงชิงจูบแรกไปไม่ใช่รึไง แล้วอีกอย่าง ทั้งตอนที่ถูกพิษของพวกก็อปลิน ทั้งตอนที่ดื่มมานาที่ปนเปื้อนเข้าไป นายมันเป็นตัวบ้าอะไรกันแน่ !!” เรเชลยังคงตวาดใส่ด้วยเสียงดัง 

            ถึงกระนั้น ทุกสิ่งที่เธอพูดกลับสมเหตุสมผล “ก็.. จริงของเธอ..” กวีมิอาจคัดค้านกับสิ่งที่ได้ยิน ทว่าสิ่งใดที่ตนได้กระทำลงไปแล้ว ย่อมมิอาจแก้ไขได้แม้ตนต้องการสักเพียงใดก็ตาม

            “มะ- ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นเรื่องฉุกเฉินน่ะ เพราะงั้น ไม่เป็นไรหรอก..” แมรี่เบือนหน้าหนีพลางกล่าวด้วยเสียงเบา ปรากฏใบหูสีแดงก่ำและท่าทีเคอะเขิน 

            “ท่านพี่ อย่าบอกนะว่า..” เรเชลรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอีกครั้ง แม้ยากเกินจะปฏิเสธ ทว่าท่าทีของแมรี่กลับคาดเดาได้ง่ายดายยิ่งนัก 

            พลันวันเวลาล่วงผ่านไปราวสิบนาที ร่างกายของทั้งสามคนได้ฟื้นคืนพละกำลังขึ้นมาอีกครั้ง จึงถือเป็นฤกษ์ยามอันดีสำหรับการเดินทางต่อไปข้างหน้า 

            “จะว่าไป ชั้นมีเรื่องอยากจะถาม” กามูนึกสงสัยจึงเอ่ยขึ้น “ทักษะเมื่อครู่.. ไม่สิ ปรสิตที่นายใช้มันคืออะไรกันแน่ ?”

            กามูย่อมรู้ดีว่าตนเอ่ยถามถึงสิ่งใด ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในวัยสามสิบห้าปีในฐานะของนักวิจัยคนหนึ่ง กามูนั้นศึกษาและวิจัยเรื่องอาวุธจำพวกปรสิตสาขาการคัดแยกและจัดสรร โดยทั่วไปแล้ว อาวุธปรสิตจะแปรเปลี่ยนบางส่วนของร่างกายมนุษย์เพื่อสร้างอวัยวะใหม่ในเชิงชีวภาพ 

            กระนั้นแล้ว แม้จะมีอาวุธปรสิตมากมายหลายร้อยหลายพันชนิด ทว่าเขากลับไม่เคยพบเห็นอาวุธที่แปรเปลี่ยนหยดเลือดให้เป็นอาวุธมาก่อน

            “มันคืออาวุธปรสิตระดับหนึ่ง เรียกว่าปรสิตเลือดอำพันครับ” กวีกล่าว กามูรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เป็นชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่ากลับน่าแปลก หากเป็นอาวุธปรสิตระดับเจ็ดอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เหตุใดอาวุธระดับหนึ่งจึงยังไม่ถูกค้นพบ 

            เพียงได้เห็นสีหน้าของกามู กวีจึงตระหนักได้ในทันที แต่ก็คงไม่แปลก เพราะนอกเหนือไปจากปรสิตเลือดอำพัน ตัวเขานั้นยังถือครองสิ่งลึกลับอีกหลายอย่าง 

            “งั้นก็เลิกคิดเรื่องเล็กน้อยแล้วเดินทางไปต่อกันเถอะ” กามูหยุดยั้งความคิดของตนให้ชะงักไป พวกเขานั้นยังมีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

            เพียงแต่ว่า ก่อนที่จะเดินหน้าต่อ กวีกลับรู้สึกสงสัยถึงบางสิ่ง เร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปหาแมรี่ “ก่อนที่จะไป ผมเองก็มีคำถามเหมือนกัน” กวีพูด “คุณเป็นใคร คุณไม่ใช่คนธรรมดา กลิ่นกายของคุณแตกต่างไปจากคนอื่น ผมเองก็ไม่ชอบเอาซะเลย ยิ่งเป็นตอนที่ความตายสามารถมาเยือนได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นผมขอร้องให้คุณเปิดเผยความจริงมาดีกว่า”

            แมรี่เร่งเบือนหน้าหนีเมื่อได้ยิน มิใช่เพราะเธอต้องการเลี่ยงคำถาม เป็นเพราะใบหน้าของเขาใกล้ชิดในระยะสายตา ยิ่งจูบแรกถูกช่วงชิงไป จึงไม่มีทางที่เธอจะกล้าสู้หน้าเขาในยามนี้

            ท่าทีของกวีสร้างความไม่พอใจให้แก่เรเชลยิ่งนัก ปลายเท้าของเธอประทับ ณ กลางเป้าของเขาอีกครั้ง สีหน้าแปรเปลี่ยนสีกลายเป็นดำและแดง เข่าของเขาทรุดลง ล้มตัวลงนอนพลางดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด

            “เธอมีอะไรกับเจ้าหนูของชั้นกันนักหนา !!” กวีเปล่งเสียงตะโกน ในขณะที่เรเชลยังคงกระหน่ำเตะเข้าไป “ชั้นต่างหากที่ต้องถามว่านายคิดจะทำอะไรกับท่านพี่ของชั้น !!” ต่างฝ่ายต่างไม่ยินยอม ประหนึ่งน้ำกับน้ำมันในท้ายที่สุดย่อมไม่มีทางอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข 

            “ถ้าชั้นหลุดรอดไปได้ เธอโดนชั้นจับหน้าอกแน่ !!”

            “เจ้าบ้านี่ !!”

            การปะทะโวหารยังคงดำเนินต่อ จนกระทั่งผ่านไปสักพักหนึ่ง ทั้งสองจึงหยุดทะเลาะ ทว่าความสัมพันธ์กับคงที่เสมอต้นเสมอปลาย ต่างฝ่ายต่างไม่ชอบกันประหนึ่งหมากับแมว

            ในขณะเดียวกัน แมรี่แอบส่งสายตามองกวีเป็นพักๆ ใบหน้าของเธอร้อนฉ่าราวกับกาต้มน้ำที่เดือดระอุ 

            และแล้ว เธอจึงนึกตัดสินใจขึ้นได้ เรียกขานชื่อกวีพลางจ้องมองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง 

            “ถ้าถึงเวลา ชั้นจะเป็นฝ่ายบอกความจริงให้แก่คุณเองค่ะ” เธอไม่ปฏิเสธ ทว่ากลับบอกเล่าด้วยความจริงใจ กวีย่อมรู้ว่าตนทำเกินไป เขาจึงเผยยิ้มและก้มหัวขอโทษ “ผมจะรอจนถึงตอนนั้นครับ” ทั้งสองต่างเข้าใจกันและกัน 

            เมื่อสิ้นสุดการกระทำทั้งหมด กวีจึงขอตัวสักครู่หนึ่ง เร่งฝีเท้าไปยังกองซากศพของเหล่าอสูร ถึงเวลาแล้วสำหรับการทดสอบทักษะซากศพคืนชีพ

            กองทัพก็อปลินมีจำนวนอยู่สามสิบตนแยกได้สองชนิด สิบตนแรกมีนามว่าพลทหารก็อปลิน เป็นสัตว์อสูรระดับสอง สามตนสุดท้ายแข็งแกร่งยิ่งกว่า พวกมันคือก็อปลินนักล่า เป็นสัตว์อสูรระดับสาม

            เมื่อจ้องมองไปยังแต่ละศพ ข้างกายจะปรากฏเวลานับถอยหลัง เพื่อดูดกลืน ศพจำต้องสิ้นใจภายในครึ่งชั่วโมง ไม่มีเงื่อนไขว่าใครกันคือผู้สังหาร

            กวีวางมือลงบนตัวของพลทหารก็อปลิน “ซากศพคืนชีพ ดูดกลืน” ทักษะแรกถูกปลดปล่อย เมื่อสิ้นเสียง ศพได้เปล่งแสงและสูญสลายกลายเป็นอณูเล็กนับพัน 

            การดูดกลืนเสร็จสิ้นโดยใช้เวลาเพียงห้านาทีเศษ จากผลลัพธ์ การดูดกลืนสัมฤทธิผลเพียงหกในสิบสาม ห้าตัวแรกคือพลทหารก็อปลิน ตนสุดท้ายคือก็อปลินนักล่า ไม่เพียงแค่ร่างกาย กระทั่งอาวุธของพวกมันยังถูกดูดกลืนเข้าไปด้วย

            .

            < น่าสนใจจริงๆ จากที่เราลองสังเกต โอกาสในการดูดกลืนอสูรระดับสองคือหนึ่งในสอง ตรงกันข้ามกับโอกาสในดูดกลืนอสูรระดับสามซึ่งมีค่าเป็นหนึ่งในสาม >

            .

            กวีคาดเดา กระนั้นกลับแปรเปลี่ยนความคิดไปอย่างฉับพลัน

            .

            < ไม่สิ เราคงบอกตัวเลขที่แท้จริงไม่ได้ด้วยกลุ่มตัวอย่างเพียงแค่นี้ >

            .

            ในฐานะที่เขาเองก็พอมีความรู้เรื่องคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การตัดสินทุกสิ่งจากกลุ่มตัวอย่างอันน้อยนิดล้วนมาจากอารมณ์และอคติ แต่กลับมีสิ่งที่แน่นอนหนึ่งอย่าง ยิ่งอสูรมีระดับที่สูงขึ้น โอกาสในการดูดกลืนสำเร็จก็ยิ่งเพิ่มทวีความยากมากขึ้นไปด้วย

            เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ กวีจึงตามมาสมทบทุกคนที่เฝ้ารออยู่นานแล้ว

            “งั้นก็รีบไปกันเถอะครับ ตอนนี้เราต้องรีบไปสมทบกับคุณจอสให้เร็วที่สุด” กวีเสนอความเห็น รู้สึกถึงลางสังหรณ์อันไม่อาภรณ์เท่าใดนัก

            ทุกคนเริ่มต้นก้าวเดินไปต่อ ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ทางเดินข้างหน้าได้สิ้นสุดลง พร้อมปรากฏประตูใหญ่โตสำหรับการเข้าสู่ห้องถัดไป

             ภายในมืดสนิทจนมิอาจมองเห็นสิ่งใด ทว่ากวีกลับรู้สึกอึดอัด กลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยล่องจากทั่วทุกหนแห่งราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกองขยะ 

            พลันลองเพ่งสายตามองไปข้างหน้า พบว่ามีแสงสว่างรำไรกำลังกะพริบอยู่รางๆ 

            กามูนำทัพอยู่ด้านหน้า เรียงรายเป็นแถวตอนลึกสี่คน ทุกคนต่างร่วมลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยให้กวีคอยคุ้มกันจากปลายสุดของแถว 

            ทุกคนต่างระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ตระเตรียมท่วงท่าพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ไม่คาดฝัน 

            เมื่อไปถึง ณ จุดต้นกำเนิดแสง พบว่ามิใช่สัตว์อสูร หากแต่เป็นกองฟืนที่ลุกโชติช่วงพร้อมปรากฏเซลฟิสและพวกพ้องนั่งล้อมรอบ

            พวกเขากำลังปิ้งย่างเนื้อเสียบไม้ ส่งเสียงหัวเราะพลางเอ่ยปากสนทนาอย่างสนุกสนาน 

            “คุณเซลฟิส” เสียงของแมรี่ถูกเปล่งขึ้น กลิ่นหอมของเนื้อล่องลอยเข้าแตะจมูก เชิญชวนให้กระเพาะอาหารเริงร่าใคร่อยากอาหารจนเนื้อเต้น 

            ทุกคนต่างหิวกระหาย เร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปหา ถึงกระนั้น กลับมีเพียงกวีที่ยามนี้มีท่าทีผิดแปลกเล็กน้อย “หนึ่ง สอง สาม สี่” เขานับเลขพลางชี้นิ้วไปที่เซลฟิสและพวกพ้องเรียงไปเป็นรายบุคคล

            พลันได้เห็นการกระทำของเขา ไม่เพียงแค่กวีที่รู้สึกถึงความผิดปกติ ทว่ากลับรวมไปถึงแมรี่และคนอื่นๆ 

            “ทำไมถึงมีแค่แปดคน ?” กวีเอื้อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย จากเดิมคือสิบเอ็ดกลับเหลือเพียงแปด ซึ่งในบรรดาสามคนที่สูญหาย กลับรวมไปถึงเซนต์ จอส ผู้ตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับกลุ่มของเซลฟิส 

            กวีส่งสายตาเย็นยะเยือกไปยังอีกฝ่าย สีหน้าของเขาช่างนิ่งสงบ ทว่าลึกเข้าไปกลับแฝงความโกรธอย่างมากมายมหาศาล

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน