เยว่ชิงเซียน ครั้นนางได้ยินคำพูดของหลินเฟย ฝ่ามือที่คิดจะลงมือพลันหยุดชะงัก เมื่อเห็นหญิงสาวในกรอบสายตา ส่งปราณพลังจากฝ่ามือออกไปรักษาอี้เฉิน ตัวนางเม้มริมฝีปากไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความไม่จำยอม ทว่าเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านๆ มาชายหนุ่ม ไม่ได้ทำร้ายตัวนาง มันอดไม่ได้ที่นางจะผ่อนลมหายใจออกมายาว
10ประตูวิถี ที่เต็มไปด้วยแสงจันทราศักดิ์สิทธิ์ ถูกนางสำแดงออกมาอย่างไม่เก็บออม มันจึงทำให้ หลินเฟย ขมวดคิ้วมุ่น "เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่" แววตาของหลินเฟย ฉายแววกังวล เมื่อเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์ ปลดปล่อยออกมาจากตัวหญิงสาว ตั้งท่าที่จะปะทะกับ เยว่ชิงเซียน อย่างไม่รังเล
เยว่ชิงเซียน นางส่ายหัว กล่าวคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกังวานใส "ข้าไม่ได้คิดจะฆ่าสังหารเขา เจ้าทำหน้าที่รักษาเขาไปเถอะ ข้าจะส่ง แสงจันทราศักดิ์สิทธิ์ ออกไปช่วย ยับยั้ง ร่างกายที่พังทลายของเขาให้เอง"
หลินเฟย ที่ได้ยิน ประกายตาในกรอบสายตาของนางมีความไม่อยากเชื่ออยู่ไม่น้อย เมื่อสัมผัสได้ว่า จิตสังหารของ เยว่ชิงเซียน ที่อยู่เบื้องหน้านาง ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว นางจึงคลายใจลง ก่อนเอ่ยพูดพึมพำออกมา ตัดพ้อในตัวอี้เฉิน "ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตายง่ายๆ เฉกเช่นนี้อี้เฉิน"
เยว่ชิงเซียน ปลดปล่อย แสงศักดิ์สิทธิ์ สาดส่องร่างอี้เฉิน จนกายาอี้เฉินที่นั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้ม ร่างส่องแสงสีทองขึ้นมาพร่างพราว ราวกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กายาที่เคยแตกร้าวลุกลามไปทั่วค่อยๆ หยุดการพังทลายลงช้าๆ เลือดที่ไหลซึมเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือด พลันหยุดกระอักเลือด พร้อมกับลมหายใจที่หนักถี่ ค่อยๆ ผ่อนคลายลงช้าๆ
ทว่าปราณพลังของ หยดเลือดบริสุทธิ์บรรพกาล ที่ไหลเวียนอยู่ภายในกายาอี้เฉิน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะ สงบลงแม้แต่น้อย เมื่อเวลาล่วงเลยไหลผ่านไปช้าๆ มันก็ทำให้กายาของพวกนางทั้งสองเริ่มที่จะบาดเจ็บหนัก ผิวที่ขาวเนียนละเอียดเริ่มหลุดลอกออกเป็นแผ่นๆ จากปราณพลังที่ตัวอี้เฉินปลดปล่อยออกมา หากปล่อยไว้เฉกเช่นนี้ พวกนางทั้งสอง ได้ตายตกไปพร้อมกับชายหนุ่มเป็นแน่ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป
เยว่ชิงเซียน ที่เม้มริมฝีปากไว้แน่น นางกล่าวคำพูดออกมาในทันที ครั้นเห็นความตั้งใจของ หลินเฟยที่อยากจะรักษา อี้เฉิน 'ไม่รู้นางจะเอาเช่นไร กับชายหนุ่มผมขาวกันแน่ ยามแรกเหมือนนางอยากจะให้ อี้เฉินตายตก ทว่ายามนี้ กลับไม่ยอมให้ชายหนุ่ม ตายง่ายๆ เสียอย่างนั้น' มันจึงทำให้นาง พลอยลังเลใจไปด้วย "เจ้าออกไปจากสระเลือดก่อน ข้าจะช่วยยับยั้งการพังทลายของเขาให้เอง ข้ารู้ว่า กายาของเจ้ายามนี้ เริ่มไม่ไหวอีกต่อไป"
หลินเฟย นางส่ายหัวด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ไม่ยินยอมที่จะจากอี้เฉินไป แม้ตนเองจะต้องตายตกก็ตาม "ความเจ็บปวดของเจ้าข้ายังเห็นไม่สาแก่ใจข้าเลย แล้วข้าจะปล่อยเจ้าตายจากไปง่ายๆ ได้เช่นไรเล่า"
แม้อี้เฉิน จะเหมือนคนที่หมดสติจากความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ทว่าเขาก็ได้ยินทุกถ้อยคำที่พวกนางเอ่ยพูด แล้วยิ่งรับรู้ว่า หลินเฟย กับ เยว่ชิงเซียน เริ่มที่จะบาดเจ็บหนัก แบกรับปราณพลังรอบๆ ตัวไม่ไหวอีกต่อไป
อี้เฉิน ไม่ลังเลที่จะขับเคลื่อนปราณพลัง เปิดสิบประตูวิถีขึ้นมาอีกครา ก่อนสูบกลืนปราณพลัง จากหยดเลือดบริสุทธิ์ บรรพกาล ที่วิวัฒนาการเป็นดอกบัวสีแดงฉาน เข้าไปภายใน10ประตูวิถี ที่อยู่ด้านหลังอย่างบ้าคลั่ง จน10ประตูวิถีที่สำแดงปรากฏออกมา เต็มไปด้วยลอยแตกร้าว จนมองเห็นปราณพลังจาก ดอกบัวสีแดงฉาน หลั่งไหลเข้าไปภายใน10ประตูวิถีของอี้เฉิน จนพรั่งพรู กายาที่หยุดแตกร้าว ค่อยๆ เริ่มลุกลามอีกครา
สองสาวสบถด่าออกมาในทันใด "เจ้าอยากจะตาย มากนักหรือไงอี้เฉิน หยุดการกระทำของเจ้าเสียหาก เจ้ายังไม่อยากตายตก 10ประตูวิถีของเจ้าจะแบกรับ มันได้นานเท่าไรกันเชียว"
อี้เฉินที่ริมฝีปากเริ่ม มีเลือดไหลซึม หลับตาพริ้มกล่าวคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก "ข้าดีใจนะที่พวกเจ้าเป็นห่วงข้า แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกเจ้าตายตกได้เช่นกัน พวกเจ้านั่งลงตั้งใจขัดเกลากายเนื้อเถอะ ยามนี้ปราณพลังจากหยดเลือดบริสุทธิ์ บรรพกาล ไม่ได้รุนแรงอีกต่อไปเหมาะให้พวกเจ้า ขัดเกลา กายาไม่น้อย ข้าจะเป็นเตากลั่น หลอม ให้พวกเจ้าเอง"
หลินเฟย แววตาของนางมีความกังวลอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นกายาอี้เฉินค่อยๆ กลับมาแตกร้าว ลุกลามไปทั่วอีกครา ดีที่ว่ามันไม่ได้หนักหนากว่าในยามแรก ก่อนที่นางจะนั่งหันหลังชนกับอี้เฉิน ส่งปราณพลัง บางส่วนออกไปช่วยรักษาบาดแผลอี้เฉินจากการถูกร่างกาย ชายหนุ่ม "เจ้านี่ยังทำตัวไม่เปลี่ยนเลยนะอี้เฉิน แล้วเหตุใดในวันนั้น เจ้าไม่คิดจะพยายามมาหาข้า ข้าแค้นเคืองเจ้าจริงๆ ในวันนั้น"
เยว่ชิงเซียน นางปากพองลมอยู่ไม่น้อย เมื่อรับรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสอง เหมือนจะมากกว่ามิตรสหาย ทว่าเมื่อคิดจะจากไป กลับถูกอี้เฉินเอ่ยพูดคำหนึ่งขึ้นมา มันก็ทำให้นางอ่อนลง อยากรู้ความเป็นมาไม่น้อย
เมื่อทั้ง3นั่งหันหลังชนกัน อี้เฉินก็เอ่ยคำพูดออกมา ปะปนความเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย ทว่าทุกถ้อยคำแฝงด้วยความจริงใจ "ข้าเองก็มีเรื่องหลายอย่าง อยากปรับความเข้าใจกับพวกเจ้าทั้งสอง เยว่ชิงเซียน เจ้าอยากรู้เรื่องราวของหญิงสาว ที่มีใบหน้าเหมือนเจ้า ที่อยู่ยังดินแดนเบื้องล่างหรือไม่ ข้าจะเล่ามันให้เจ้าฟัง"
อี้เฉินกล่าวคำพูดออกมาอีกครา "หลินเฟย วันนั้นไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเข้าไปช่วยเจ้าภายใต้น้ำวนยักษ์ ทว่าคนผู้หนึ่งบอกกล่าวข้าว่า ทำอย่างไรข้าก็ไม่อาจไปหาเจ้าได้ การแยกจากกันในคราวนั้นมันเป็น สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ทว่าข้าก็ดีใจ ที่เจ้าไม่คิดจะไล่ตามข้าอีกต่อไป มันทำให้ข้าสบายใจไม่น้อย เมื่อเห็นเจ้าเดินในเส้นทางของตนเอง"
หลินเฟย นางทำปากมุ่ย ไม่พอใจอยู่บ้าง ทว่าแรงแค้นที่มีต่ออี้เฉิน มันผลักดันตัวนางได้ไม่น้อย ไม่คิดติดสอยห้อยตาม ชายหนุ่มเฉกเช่น ความคิดแต่ก่อนอีกต่อไป มันทำให้นางเติบใหญ่ไม่น้อย ริมฝีปากน้อยเม้มปากไว้แน่นเอ่ยพูดออกมา ด้วยน้ำเสียงเจือความขุ่นเคืองอยู่บ้าง "อย่างไรข้าก็ไม่ยกโทษให้เจ้า อี้เฉิน"
อี้เฉินได้แต่ส่ายหัว ดวงตาที่ปิดสนิท หลับตาพริ้ม บอกกล่าว เรื่องราวของเยว่ฉาน คนที่เขารักสุดหัวใจ ให้เยว่ชิงเซียนฟัง "ใบหน้าของเจ้ากับนาง คลับคล้ายคลับคลากับนางมาก ราวกับฝาแฝดก็มิปาน มันจึงทำให้ข้าไม่อาจละเลยเจ้าได้ ทุกคราที่ข้าเห็นเจ้า มันก็ทำให้ข้ารู้สึกผิดกับเยว่ฉานไม่น้อย ในช่วงวาระสุดท้าย ที่นางได้ช่วยคน ต่ำต้อยเยี่ยงข้า เอาไว้"
เยว่ชิงเซียน ครั้นได้ยินคำพูดจากปากชายหนุ่ม ตัวนางราวกับติดสตั๊น มึนงงอยู่ไม่น้อย ทว่าเมื่อสร้อยคอลูกปัด ที่นางสวมใส่ตอบสนองกับหัวใจที่สั่นไหวของนาง ตัวนางอดไม่ได้ที่จะกล่าวคำพูดออกมา "ข้าไม่ใช่นาง ข้อนี้ตัวเจ้าก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือ? อี้เฉินแล้วเจ้าไม่คิดว่า เจ้ากำลัง จะเอาเปรียบพวกข้า อยู่หรอกหรือ ในความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนนี้ ของเจ้า" แม้ว่าในใจลึกๆ เยว่ชิงเซียน จะรับรู้ว่าทั้งสองมีบางอย่าง ที่เชื่อมโยงกัน ทว่าความดื้อรั้นของ นางก็ไม่คิดยอมให้ชายหนุ่ม โมเมว่านางเป็นเยว่ฉาน ตัวนางก็คือตัวนางไม่ต้องการเป็นตัวแทนของผู้ใด
อี้เฉิน ที่หลับตาพริ้มกล่าวคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่มีระลอกคลื่นเล็ดลอดออกมาเพียงนิด "เรื่องความสัมพันธ์ของข้า มันเป็นเรื่องภายภาคหน้า ข้าไม่ริอ่านตัดสิน อนาคตของผู้ใดหรอก"
ฉับพลันที่คำพูดนั้นของอี้เฉินเอ่ยพูดเสร็จสิ้น บรรยากาศที่เงียบสงัดก็เขาเกาะกุมหัวใจพวกเขาทั้ง3 ให้กลับมาฉุกคิดกับตนเอง อยู่หลายชั่วอึดใจ ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่น้อย
กายเนื้อที่แนบชิด ทำให้รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรั่วเร็วอยู่ไม่น้อย ก่อนจะสงบจิตใจเลิกคิดเรื่องฟุ้งซ่าน ปล่อยให้วันเวลาเป็นตัวตัดสิน ช่วงเวลานี้มันก็เหมือนเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดี ดี ให้กันเท่านั้น พอนานวัน มันอาจจะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้ พวกเขาจึงกลับไป จดจ่อกับการ ขัดเกลากายาในยามนี้