ตอนที่เก้า นิสัยของธาตุแห่งความมืด
“และสายเวทย์ดินของเรานั้นมีคนจำนวนมากไปเป็นอัลเคมิสต์ นักเล่นแร่แปรธาตุจำนวนมากด้วย เนื่องจากเป็นศาสตร์ทีเกี่ยวพันกับธาตุดินและสารเคมีองค์ประกอบตามธรรมชาติของโลกนี้ แน่นอนสายเวทย์น้ำ วิชาวารีต่างๆนั้นก็ช่วยในด้านการรักษาได้ มีความสามารถในการปรุงยาโนที่เก่งกาจเฉพาะทาง ทางเวทย์ไฟก็ได้เปรียบในการปรุงหรือกลั่นปรุงยา แต่กระนั้นก็ต้องอยู่ที่ว่ามีการบังคับควบคุมสิ่งของต่างๆด้วยเทเลคิเนซิส การบังคับสิ่งของแค่ไหน” อาจารย์อเลสเตอร์บรรยายข้อดีของสายดินและเปรียบเทียบว่าสายต่างๆนั้นมีจุดเด่นอะไรบ้าง
“ส่วนของเธอ”
ผมบังคับโกเลมสีดำตาสีแดงของผมยกก้อนหินที่อยู่ด้านข้างไปมาลุกนั่งแบบคนกำลังยกน้ำหนักฟิตร่างกาย
“มันอาจจะเป็นเอ่อ..กล่าวได้ว่า ความมืดเป็นเรื่องของการเอ่อ..ควบคุม วิชาต่างๆมันแสดงออกมาในนิสัยที่ทำให้ไม่มีใครสามารถควบคุมพวกเขาได้.”อาจารย์กล่าวอย่างช้าๆท่าทางไม่อยากตำหนิผู้ร่วมงานที่ไม่ยอมมาสอนผมสินะ
สายความมืดท่าทางจะเป็นพวกติสท์ ไม่ชอบให้คนมาควบคุมนี่เอง
“แต่พวกเขามีความเก่งกาจมากในการใช้เทเลลคิเนซิสม์มากกว่าปรกติทั่วไป อาจจะเป็นเงื่อนไขของธาตุก็ได้ที่แสดงความมั่นคงแน่นอน พลังจิตใจที่สูง อาจารย์ไม่เคยเห็นคนมีวิชาสายเวทย์ความมืดคนไหนที่เป็นคนที่เปลี่ยนใจได้ง่ายๆมาก่อน พวกเขาเก่งในการควบคุมวัตถุธาตุอื่นๆนอกจากของตนเองด้วย แต่ไม่ชอบการถูกบังคับเอามากๆ..”
ผมใจเต้นกระดอนเมื่อกำลังจะถามคาถาที่โกงมากๆคาถาหนึ่ง
“อาจารย์ครับ หมายความว่าคนสายธาตุความมืดนี่สามารถลบล้างคาถาของสายอื่นๆง่ายเอามากๆใช่ไหมครับ”
เอาล่ะ คาถาประจำกายของผม dispel การลบล้างคาถาและ expelliarmus คาถาปลดอาวุธ
“..ถูกต้อง เธอคงอ่านมาบ้างแล้วสินะจากตำรา ความมืดมีผลในการลบล้างคาถา บางครั้งให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ในทางวิชาการอาจจะต่างไปนิดหน่อย การทำให้สรรพสิ่งกลับมาสู่สภาพเดิม คือสายเวทย์แสง การบังคับสรรพสิ่งให้กลับมาในสภาพที่คนมีธาตุความมืดคิดว่าสภาพเดิมคือสายธาตุความมืด ดังนั้นหากต้องการรักษาบาดแผลให้สู่สภาพเดิม เวทย์แสงจะใช้การได้ดีกว่า หากมีแขนเพิ่มอีกสามข้าง เวทย์ความมืดที่ดัดแปลง ควบคุมร่างกายจะดีกว่า ดังนั้นหากไม่ใช่เวทย์ระดับปาฏิหาริย์ของธาตุแสง ธาตุความมืดจะดีกว่าในการสร้างอวัยวะที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ ส่วนของธาตุแสงถ้าไม่ใช่ระดับปาฏิหาริย์จะทำได้สามารถเพียงรักษารอยบาดแผลให้กลับมาสู่สภาพเดิมเท่านั้น การจะต่อแขนก็ต้องการแขน ไม่สามารถสร้างหรืองอกแขนขึ้นมาใหม่อย่างธาตุแห่งความมืด ดังนั้นเธอไม่ต้องห่วง เธอมีหนทางในวงวิชาการแน่นอน แต่คงต้องเข้าใจศึกษาเล่าเรียน ผ่านการทดสอบของทางแพทย์อะไรก่อนด้วย จึงจะมีสิทธิทดลองในการสร้างแขนให้กับร่างกายมนุษย์ได้ เพราความมืดนั้นต้องอาศัยความรู้และจิตใจให้ต้องเป็นไปอย่างที่เธอต้องการ เพราะมันจะเป็นไปตามใจเธอ ต่างกับธาตุแสงที่จะพยายามทำให้สู่ภาวะปรกติโดยอัตโนมัติ”
อาจารย์อเลสเตอร์บรรยายข้อดีข้อเสียต่างๆโดยไม่ปิดบังและพยายามจะให้องค์ชายแห่งความมืดนี้ ใช้ความสามารถที่ดีต่อประชาชน
ซึ่งก็เป็นอย่างที่มอเดอไคต้องการพอดี
“ป้องกันก่อนการโจมตี” คือแนวทางการสอนของทุกศิลปะการต่อสู้จากเริ่มแรกล่ะนะ
เพรามันต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยก่อน ไม่อย่างนั้นคนฝึกอาจจะไม่รอดอย่างเข้าสำนักยุทธในนิยายจีน
“โฮ่ โฮ่ โฮ่ ฝีมือของผู้เข้าทดสอบปีนี้ช่างอ่อนนักเข้าไปสองพันคนรอดมาเพียงแค่สามคน”
โชคดีที่ประชากรในโลกนี้ไม่บ้าเลือดแบบนิยายจีน ถึงพอมีมาตรการรักษาความปลอดภัยมากกว่า
“เข้าใจแล้วครับอาจารย์ผมจะทำตามที่อาจารย์สอนไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง”
“เอ่อ ไม่ต้องขนาดนั้น ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” อาจารย์เอลสเตอร์เช็ดแว่นอีกครั้ง
..
“เรียนองค์ราชาทุกอย่างเรียบร้อยดี ทำให้องค์ชายสามารถสนใจการเล่นแร่แปรธาตุได้ อันเป็นศาสตร์ที่ใช้สติปัญญามากกว่าการใช้ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด อันน่าจะเป็นหนทางที่องค์ชายสามารถประกอบอาชีพได้โดยไม่ต้องเกิดการรังเกียจจากการใช้เวทย์ความมืดของเขาโดยตรง องค์ชายสามารถผ่านการทดสอบเรื่องของการทำให้สารเคมีต่างๆเปลี่ยนแปลงอย่างง่ายๆแล้วและเริ่มอยากจะขอสารเคมีทดลองเพิ่มเติม..”
อเลสเตอร์ แบรทฟอร์ท นักเวทย์ดินระดับสามเหลี่ยมของราชสำนัก