“ถูกต้อง เป็นอาการของสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ตายที่จู่ๆ อาการดีสดชื่นก่อนจากไปหากไม่มีปัจจัยอื่นมาทำให้ผิดพลาด ข้าคาดว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะสภาพร่อแร่จริงๆแล้วล่ะ” เจินชิงฉุนกล่าว
“เฮ้อ…………”
ตู้เซ่าฝู่ถอนหายใจ เมื่อรู้ว่าอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่ปกปักรักษาเมืองสือเฉิงมาหลายร้อยปีกลับต้องมาจากเมืองนี้ไปตลอดกาลในอีกเร็ววันแถมยังวางแผนเตรียมเหตุการณ์ครั้งใหญ่นี้เพื่อกำจัดสิ่งที่มีแนวโน้มเป็นพิษเป็นภัยให้เมืองสือเฉิงในอนาคตอย่างสิ้นซากไว้ก่อนไปอีกทว่าสุดท้ายจ้าวสายฟ้าก็ยังหนีความตายไปไม่ได้
“เจ้าถอนหายใจทำหน้าเศร้าหมองอะไรขนาดนั้นอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าตัวที่ว่าสภาพร่อแร่ข้าหมายถึงร่างเก่าของมันมีอาการป่วยเก่าเรื้อรังดึงให้มันมีสภาพอาการแบบนั้นหากรักษาอาการป่วยนั้นได้ จะต้องกลับมามีชีวิตใหม่กระปรี้กระเปร่าอีกครั้งได้แน่และหากบรรลุฌานไปอีกขั้น ก็จะยิ่งมีอนาคตที่สดใสกว่าเดิมแน่”เจินชิงฉุนเล่าให้ตู้เซ่าฝู่ฟัง คัดค้านสิ่งที่เขากำลังคิด
“เจ้าว่าอะไรนะหรือว่าเจ้าสามารถรักษาอาการป่วยของท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าได้?” ตู้เซ่าฝู่หันขวับจ้องหน้าเจินชิงฉุนตาไม่กะพรบ
“เจ้าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น เคารพนบนอบอสูรตัวหนึ่งเรียกท่านท่านแต่กับข้าไม่เห็นจะแสดงท่าทีเคารพบ้างเลย”
เจินชิงฉุนเบ้ปากนึกย้อนกลับไปตอนแรกที่เจ้าเด็กพิลึกนิสัยแย่เคยปัสสาวะใส่ตนก็รู้สึกเจ็บไปถึงกระดองใจ
“พี่ชิงฉุน พี่เป็นพี่ใหญ่ของข้านะ อย่าคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้สิตอนนี้ข้าเคารพพี่จากใจที่สุดเลย”
ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็ยิ้มบานให้พร้อมกับพูดกับเจินชิงฉุน “พี่บอกข้าหน่อยเถิดว่ามีวิธีใดที่พอจะช่วยให้รักษาอาการของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าให้หายดี?”
เจินชิงฉุนจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ เอ่ยถาม “อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าตัวนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าเจ้าจะเดือดร้อนแทนมันทำไม?”
“จะว่าอย่างไรข้าเคยติดหนี้บุญคุณท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าตอนที่ไปฝึกในเหลยฉือถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณแล้วกัน”
นัยน์ตาของตู้เซ่าฝู่สั่นไหวเล็กน้อยที่จริงในใจก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร บางทีการได้พบ อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าในห้องศิลานั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนว่ามันเป็นเสมือนผู้เฒ่าอาวุโสใกล้หมดสังขารที่เคยเสียสละทำเพื่อเมืองสือเฉิงบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเขาจึงรู้สึกใจโหวงๆ ในใจ หากได้ช่วยเหลืออะไรมันได้บ้าง ก็จะทำให้ในใจเขารู้สึกดีขึ้น
“หากว่าอย่างนี้ข้าก็เคยได้รับประโยชน์ปริมาณเท่าขี้เล็บจากในเหลยฉือจากมันเหมือนกันละนะ”
เจินชิงฉุนมองตู้เซ่าฝู่ดวงตากับคิ้วสามเหลี่ยมแสดงสีหน้าเคร่งขรึมออกมา กล่าวว่า “บนกายของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ามีบาดแผลจากพิษอยู่ แถมยังเป็นบาดแผลจากพิษที่ไม่ธรรมดาอีกด้วยมิเช่นนั้นมันคงไม่ตกอยู่ในภวังค์ความทุกข์ทรมานจากบาดแผลที่รักษาไม่ได้หรอก เพราะบาดแผลจากพิษนี้จึงทำให้อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ามีสภาพดั่งเช่นตอนนี้”
“บาดแผลจากพิษอะไร?” ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถาม
“น่าจะเป็นพิษของอสูรมกรพิษบึง อสูรมกรพิษบึงถือเป็นมังกรชนิดหนึ่ง แต่เป็นเพียงสายพันธุ์แยกมาจากอสูรมังกรทว่าความเก่งกาจของมันห่างชั้นกับมังกรที่แท้จริงมาก ทว่าพลังชีพจรของมันถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว”
เจินชิงฉุนกล่าว “อสูรที่มีพลังชีพจรของอสูรตระกูลมังกรอยู่ด้วยจะเป็นอสูรที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ตู้เซ่าฝู่ถามอย่างสงสัย
เจินชิงฉุนมองบนใส่ตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า “เหลยฉือของบ้านสกุลเยี่ยมีโลหิตสกัดของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าอยู่ด้วยข้าก็ได้ซึมซับพลังจากเหลยฉือมาบ้างนิดหน่อย ดังนั้นจึงพอรู้สถานการณ์ของ อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าตัวนั้น”
“ในเมื่อพูดเช่นนี้หากอยากรักษาบาดแผลจากพิษบนตัวท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้า ก็แค่กำจัดพิษของอสูรมกรพิษบึงบนตัวเขาก็ได้แล้วหรือ?” ตู้เซ่าฝู่กลอกตาไปมาครุ่นคิด
เจินชิงฉุนมองเฉเหลือบไปข้างบนทำสีหน้าเยาะเย้ยตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “เจ้าคิดว่าพิษของอสูรมกรพิษบึงบนตัวมันเป็นพิษธรรมดาหรือชีพจรลมปราณของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าแข็งแกร่งมากเลยนะปกติพิษธรรมดาทำอะไรมันไม่ได้หรอก แต่พิษของอสูรมกรพิษบึงร้ายกาจมาก ต่อให้เป็นนักเวทยาขั้นสุดยอดก็ทำอะไรไม่ได้”
เมื่อได้ยินตู้เซ่าฝู่ก็ขมวดคิ้วทันที จากนั้นมองเจินชิงฉุนด้วยความสงสัย เอ่ยถามว่า “พี่ชิงฉุน ฟังจากน้ำเสียงของเจ้า เจ้าต้องมีวิธีแน่ๆอย่าทำมาเฉไฉอุบไว้ไม่บอกเลย”
“ฮี่ๆ”
เจินชิงฉุนหัวเราะ “ฮี่ๆ”เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกไม่น่าอภิรมย์เท่าไร เขามองตู้เซ่าฝู่พร้อมกล่าวว่า“คนที่มีวิธีคือเจ้าไม่ใช่ข้า”
“ข้ามีวิธีได้อย่างไร?” ตู้เซ่าฝู่ตะลึง สีหน้างงงวยสับสน
เจินชิงฉุนมองบนใส่ตู้เซ่าฝู่เต๊ะท่าราวกับนักปราชญ์ที่แก่วิชา กล่าวว่า “เจ้ามันยังเป็นแค่ลูกไก่อ่อนหัดรู้น้อยมาก แต่เจ้าลืมไปว่า เจ้าฝึกฌานด้วยวิชาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองทำให้เลือดที่ไหลเวียนในกายของเจ้าคล้ายคลึงกับเลือดของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแล้ว”
“นี่มันเกี่ยวอะไรด้วยหรือ?” ตู้เซ่าฝู่ยังคงไม่เข้าใจเท่าไร
“อย่าแทรกสิ ฟังข้าพูดให้จบ”
เจินชิงฉุนพูดกับตู้เซ่าฝู่อย่างไม่เกรงใจ“เจ้ารู้หรือไม่ว่าอสูรเหยี่ยวตระกูลแรกที่มีความสามารถร้ายกาจกว่าทุกตระกูลอสูรกินมังกรเป็นอาหารอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแม้จะไม่ใช่อสูรเหยี่ยวตระกูลแรกในตำนานที่แข็งแกร่งที่สุดทว่าอสูรมกรพิษบึงเองก็ไม่ใช่อสูรที่เทียบกับตระกูลมังกรที่แท้จริงได้ดังนั้นตัวเจ้าสามารถเอาชนะพิษของอสูรมกรพิษบึงได้”
เจินชิงฉุนหยุดสักครู่ กล่าวต่อว่า“หากข้าเดาไม่ผิด หากนำโลหิตของเจ้าไปสกัดเป็นยาวิเศษให้อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าทานและใช้พลังปราณของเจ้าส่งเข้าร่างอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าเพื่อทำลายพิษให้ข้าเชื่อว่าไม่เพียงแต่จะสามารถรักษาบาดแผลจากพิษของอสูรมกรพิษบึงบนตัวของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าได้ไม่แน่ว่ามันอาจจะได้รับประโยชน์อื่นๆ อีก เจ้าจำไว้ว่าเลือดบนตัวของเจ้าเป็นเสมือนเลือดของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแล้วสำหรับอสูรทุกตัวเลือดเจ้าคือสมบัติล้ำค่าได้รับประทานไปสักหน่อยก็จะเกิดประโยชน์แก่พวกมันมาก”
“เช่นนี้เลยหรือ?” ตู้เซ่าฝู่เองก็ประหลาดใจมาก
“มีคนมา ข้าหลบเข้าเจดีย์ก่อนนะ”
เจินชิงฉุนสัมผัสได้ว่ามีคนใกล้เข้ามาร่างของเขาสลายกลายเป็นพลังงานเข้าสู่เจดีย์เล็กที่เก็บไว้ในเสื้อตรงอกของตู้เซ่าฝู่ในทันใด
“เซ่าฝู่ เจ้าอยู่หรือไม่?”
หลังจากที่เจินชิงฉุนเข้าสู่เจดีย์เล็ก ตู้จื้อสยงก็ดังขึ้นมาจากบริเวณลานนอกเรือน
“ท่านลุงสอง ทำไมท่านถึงมาหาข้าด้วยตัวเองเลยล่ะ?”
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกแปลกใจ เขาเปิดประตูรีบออกไปหาที่ลานนอกเรือนเขาเห็นว่าลุงสองตู้จื้อสยงมาหา ในมือยังถือโถเหล้า กลิ่นเหล้าหอมฟุ้งมากบิดาติดสุราของเขายังคงเสพสุขกับการดื่มจนเมานั่งอยู่บนเก้าอี้โยนไม้ในลานหน้าบ้านแน่นอนว่าสุราชั้นเลิศนี้น่าจะนำมาให้บิดาขี้เมาของเขาดื่ม
“เป็นอย่างไรบ้างหายดีแล้วหรือยัง อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไร?”
เมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่ ตู้จื้อสยงก็รีบถามอย่างร้อนใจรีบมองสำรวจทั่วกายของตู้เซ่าฝู่อย่างละเอียด
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แค่บาดเจ็บเล็กน้อยเอง”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเห็นได้ชัดว่าอาการบาดเจ็บบนตัวของลุงสองตู้จื้อสยงยังไม่หายดีทว่าฟื้นฟูพอประมาณไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมายแล้ว
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” ตู้จื้อสยงยิ้มจากนั้นราวกับฉุกคิดอะไรออกมาได้ กล่าวว่า “ข้าเกือบลืมไปเลยนางหนูบ้านสกุลเยี่ยยังรอเจ้าอยู่เลยน่ะ เรียกให้เจ้าไปพบคนบ้านสกุลเยี่ยเพราะมีธุระลุงใหญ่เจ้าอยากให้เจ้าลองไปดูหน่อย”
“ครับ”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าจากนั้นกล่าวกับบิดาขี้เมาที่นั่งจมคาเก้าอี้ไม้ว่า “ท่านพ่อ ข้าขอตัวไปก่อนนะ พอดีเลยมีท่านลุงสองคุยเล่นกับท่านท่านดื่มให้น้อยๆ หน่อยนะ”
พูดจบ ตู้เซ่าฝู่ก็ก้าวออกจากบริเวณเรือนไปทันที
เมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่ก้าวออกจากเรือนหายลับตาไปแล้วแววตาของตู้จื้อสยงก็เปลี่ยนไป นั่งบนพนักวางแขนเก้าอี้ไม่เต็มก้นจากนั้นนำเหยือกสุราโยนไปบนท้องของตู้ถิงเซวียนเบาๆ กล่าวว่า “น้องสามเจ้ามีบุตรชายที่ดีเลยนะ”
ตู้ถิงเซวียนดันตัวขึ้นมานั่งดีๆยกเหยือกเหล้าขึ้นมาดมกลิ่น จากนั้นพูดว่า “สุราชั้นดี”
“น้องสามข้ากำลังคุยกับเจ้านะ ข้ากับพี่ใหญ่ปรึกษากันแล้วว่าวางแผนจะส่งเซ่าฝู่ไปต้นตระกูลหลักพรสวรรค์ของเซ่าฝู่ มีเพียงได้รับการฝึกกับต้นตระกูลหลักจึงจะสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่หากอยู่แต่ในเมืองสือเฉิง เท่ากับเป็นการดับอนาคตเขา” ตู้จื้อสยงมองและพูดกับตู้ถิงเซวียน
ตู้ถิงเซวียนเงยศีรษะดวงตาที่ถูกเส้นผมยาวกระเซิงปิดตามองไปที่ตู้จื้อสยง กล่าวเสียงเบาว่า “พี่รอง ข้าเคยบอกแล้ว พวกเรากับต้นตระกูลหลักจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกแล้วและตลอดกาล!”
ตู้จื้อสยงมองตู้ถิงเซวียน นัยน์ตาสั่นไหวลังเลสักครู่ ลองสำรวจถาม “น้องสามเจ้าบอกพวกเราหน่อยได้ไหม สิบหกปีก่อนเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ เจ้าก็กลับมาจากนั้นต้นตระกูลหลักก็เลิกติดต่อกับพวกเราอีกเลยตลอดสิบหกปีมานี้และตอนนี้เจ้าก็กลายมาเป็นแบบนี้ ท่าทางสง่าองอาจกลับมีสภาพแบบตอนนี้”
“อย่าถามเลย ข้าในตอนนี้ออกจะดี ดีมากเลย……” ตู้ถิงเซวียนพูดเบาๆ
“ก็ได้ ข้าไม่ถามแล้ว”
ตู้จื้อสยงไม่ได้ถามอะไรต่อ หลายปีมานี้เขาเคยถามมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ถือว่าน้องสามตอบเขาเยอะที่สุดแล้ว
“น้องสาม เจ้าดื่มเหล้าให้น้อยลงหน่อยเถิด ข้ากับพี่ใหญ่เจ้ารออยู่เสมอรอให้น้องสามในตอนนั้นกลับมา”
พูดจบ ตู้จื้อสยงก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากบริเวณเรือนนั้นไป
ตู้ถิงเซวียนเหม่อลอยมองไปข้างหน้านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ผ่านไปสักพัก เขาก็ใช้มือพัดผมยาวที่ยุ่งบังหน้าออก เผยใบหน้าหล่อเหลาออกมาสองคิ้วหนา ดวงตากลมโต นัยน์ตาเป็นประกาย งดงามราวกับดวงดาวสีดำระยิบระยับสองดวง
แบบนี้ก็ดีมากแล้ว พวกเราดีมากๆ เอ้าถงพวกเจ้าล่ะ……”
…………………………
“คารวะพี่เซ่าฝู่”
“เซ่าฝู่ อาการบาดเจ็บเจ้าดีหรือยัง?”
“……”
ตู้เซ่าฝู่ออกเรือน ตลอดทางคนในบ้านสกุลตู้ต่างทักทายให้อย่างเป็นมิตรจนกระทั่งเดินมาถึงโถงรับรองเพื่อมาพบกับเยี่ยจื่อจินที่เดินมาจากบ้านสกุลเยี่ย
เมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่มาถึง สีหน้าของเยี่ยจื่อจินที่ตึงเครียดก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ได้ยินจากปากของเยี่ยจื่อจินตู้เซ่าฝู่จึงรู้ว่าที่แท้เป็นเพราะอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าอยากพบตน เขาจึงรีบตามเยี่ยจื่อจินไปที่บ้านสกุลเยี่ยทันที
ผ่านไปครึ่งชั่วยามทั้งสองที่ขี่พาหระอสูรเร่งเดินทางไปถึงบ้านสกุลเยี่ยในที่สุด ตู้เซ่าฝู่มองเยี่ยจื่อจินด้วยสีหน้าเครียดในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “คุณหนูเยี่ย ไม่ทราบว่าที่อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าอยากพบข้าเป็นเพราะเรื่องใด?”
เมื่อเยี่ยจื่อจินได้ยินสีหน้าก็กระตุกเล็กน้อย จากนั้นพยายามเค้นใบหน้ายิ้ม กล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่รู้ จ้าวสายฟ้าอยากพบเจ้า ข้าเลยไปตามเจ้าที่บ้านสกุลตู้”
“หรือว่าท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้า……?”
ตู้เซ่าฝู่สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย คำพูดด้านหลังไม่ได้พูดออกไป แต่เชื่อว่าเยี่ยจื่อจินน่าจะพอฟังออก
เยี่ยจื่อจินประหลาดใจกับการคาดเดาที่แม่นยำของตู้เซ่าฝู่ใบหน้าฝืนยิ้มเมื่อสักครู่กลายเป็นสีหน้ากังวล มองตู้เซ่าฝู่ นิ่งลังเลสักครู่ปากก็ขยับอีกครั้ง กล่าวว่า “เจ้าเดาไม่ผิดจ้าวสายฟ้าอาจจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว”
เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยิน สีหน้าก็ตกใจรีบกระตุ้นเยี่ยจื่อจิน กล่าวว่า “รีบพาข้าไปเร็วเร็วเข้า”
เยี่ยจื่อจินงงมากที่ท่าทางของตู้เซ่าฝู่ดูเป็นกังวลจ้าวสายฟ้ามากกว่าคนของบ้านสกุลเยี่ยเสียอีกทว่านางก็รีบเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น