สาวโรงงานร่านสวาท 4 : ผลประโยชน์ต่างตอบแทน
เสียงเครื่องจักรอุตสาหกรรมในไลน์ผลิตยังคงดังกึกก้องทื่อ ๆ สะท้อนกังวานไปทั่วทั้งโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ ราวกับจะบดขยี้ประสาทหูของทุกคนให้หนวกพิการลงไปทีละน้อย
ฝุ่นละอองสีขาวละเอียดฟุ้งกระจายลอยล่องในละอองแดดสีส้มสลัวส่องรำไรผ่านบานกระจกสูงขมุกขมัวของตัวอาคารโรงงานอุตสาหกรรมที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
กลิ่นเหงื่อไคลผสมปนเปกับน้ำมันเครื่องอบอ้าวลอยอวลในอากาศร้อนชื้น บ่งบอกถึงความตรากตรำของสาวโรงงานนับร้อยชีวิตที่กำลังหลังขดหลังแข็งเคี่ยวเข็ญหยาดเหงื่อแลกเงินเศษเบี้ยประทังชีวิต
ทว่าในซอกมุมหนึ่งของไลน์ผลิตที่เคยแสนร้อนรุ่มและแออัด บัดนี้กลับมีโต๊ะทำงานไม้เคลือบผิวอย่างดีตั้งตระหง่านอยู่ใกล้กับบอร์ดแผนกผลิตเอกสาร
น้ำอ้อยนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงแสนสบายอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนตลอดหลายปีที่ต้องทนยืนทำงานหลังขดหลังแข็งที่สายพานผลิต
นิ้วมือเรียวบางที่เพิ่งทาเล็บสีแดงสดสวยขยับหยิบจับซองเอกสารแยกประเภทอย่างเชื่องช้าไร้ความเร่งรีบ ราวกับว่าเวลาในโรงงานนี้เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าเป็นพิเศษสำหรับเธอ
สายตาคู่เฉี่ยวแต่งแต้มด้วยอายแชโดว์บางเบาปรายมองพนักงานหญิงคนอื่น ๆ ที่ต้องยืนประจำตำแหน่งหน้าสายพานเหล็กอันแสนเหน็ดเหนื่อยด้วยแววตาเหยียดหยามและสะใจลึก ๆ
"ดูนั่นสิ... นั่งสบายเฉิบเชียวนะยะ นึกว่าตัวเองเป็นคุณนายมาจากไหนกัน" เสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาดังลอดผ่านเสียงเครื่องจักรจากกลุ่มพนักงานหญิงที่กำลังขนย้ายกล่องสินค้า
สายตาหลายสิบคู่ที่ส่งตรงมาจากพนักงานในสายพานการผลิตมองมายังน้ำอ้อยด้วยความขุ่นเคืองและริษยาอย่างปิดไม่มิดในท่าทางแสนสบายของชู้รักหัวหน้า
"ก็แหงล่ะสิ มีหัวหน้าชัยคอยคุมท้ายให้แบบนั้น จะขยับก้นย้ายไปนั่งแยกเอกสารสบาย ๆ ในร่มตอนไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้นแหละ" พนักงานอีกคนเบะปากพลางกระแทกกล่องสินค้าลงสายพาน
สายตาทุกคู่ที่จ้องมองมาทำให้น้ำอ้อยรู้สึกสะใจและภาคภูมิใจในอำนาจเรือนร่างของตัวเองอย่างยิ่ง เธอไม่ได้นำพาต่อเสียงซุบซิบนินทาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าจิ้มลิ้มแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มพึงพอใจพลางขยับคอเสื้อฟอร์มโรงงานให้กว้างขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแยกเนินอกขาวผ่องเต่งตึงที่ซ่อนอยู่ภายในร่มผ้า
ลมเย็นจากพัดลมตัวใหญ่เป่ากระทบผิวกาย ยิ่งขับเน้นความรู้สึกเหนือกว่าของเธอให้เด่นชัดขึ้นในใจ ราวกับเธอกำลังก้าวขึ้นสู่ขั้นบันไดที่สูงกว่าคนงานทั่วไป
ความเหน็ดเหนื่อยจากการแบกหามและงานหนักในวันวานอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสิทธิพิเศษที่แลกมาด้วยเรือนร่างและการสมยอมในห้องเก็บของแห้งอันมืดมิด
รสรักที่มอบให้หัวหน้ากะอย่างชัยช่างออกดอกผลรวดเร็วทันตาเห็นและคุ้มค่าเหนื่อยเหลือเกินสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไร้สิ้นหนทางไปอย่างเธอ
ถึงอย่างนั้น สายตาของน้ำอ้อยก็ยังพลันเหลือบไปเห็นก้อย เพื่อนรักที่ยืนทำงานอยู่ไม่ไกลจากจุดจอดพักสายพานเหล็ก
ก้อยกำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผมด้วยชายเสื้อฟอร์ม สีหน้าดูเหนื่อยล้าอิดโรยและทรุดโทรมลงไปมากอย่างเห็นได้ชัดในระยะหลังมานี้
น้ำอ้อยมองภาพนั้นแล้วลอบหัวเราะในใจอย่างสะใจและเย้ยหยันในโชคชะตาของเพื่อนรักที่กำลังดิ่งลงเหวโดยไม่มีทางรู้ตัว
ก้อยที่เคยแต่งงานกับชัยอย่างโก้เก๋ มีแต่คนชื่นชมว่าเป็นเมียหัวหน้ากะผลิต มีชีวิตสุขสบายและได้รับการเอาใจใส่พะเน้าพะนอสารพัดจากสามี
บัดนี้ก้อยกลับกลายเป็นเพียงเมียหลวงจืดชืดที่สามีเริ่มเอือมระอา และสิทธิพิเศษเหล่านั้นกำลังทยอยย้ายมาอยู่ในมือของเพื่อนรักอย่างน้ำอ้อยทีละน้อยด้วยความหอมหวาน
น้ำอ้อยเหยียดริมฝีปากบางเบา คิดถึงความโง่เขลาของก้อยที่หลงเชื่อใจคนรักโดยไม่เคยระแคะระคายถึงการแอบแซ่บชู้รักที่เกิดขึ้นลับหลังเลยแม้แต่น้อย
สำหรับน้ำอ้อยแล้ว ความเป็นเพื่อนรักแท้จริงเปราะบางอย่างยิ่งเมื่อมีเรื่องกิเลสตัณหาและผลประโยชน์ส่วนตนมาขวางคั่นกลางสนามชีวิต
ไม่มีคำว่าสำนึกผิดชอบชั่วดีหรือความละอายใจใด ๆ อยู่ในสมองของน้ำอ้อย มีเพียงความต้องการที่จะหลุดพ้นจากสลัมและความยากจนเพื่อคว้าชัยชนะเหนือคนอื่น
งานคัดแยกเอกสารตรงหน้าดำเนินไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางสายตาทิ่มแทง จวบจนกระทั่งเสียงหวูดเตือนเวลาพักกลางวันที่ทุกคนรอคอยดังขึ้นยาว ๆ
---
บรรยากาศในโรงอาหารช่วงกลางวันเต็มไปด้วยความวุ่นวายอลหม่านและเสียงอื้ออึงพูดคุยปะปนกับเสียงช้อนกระแทกจานของคนงานนับร้อยชีวิต
กลิ่นกับข้าวรสจัดจ้านและไอร้อนจากเตาแก๊สลอยฟุ้งประดังประเดเข้ามาจนชวนให้รู้สึกอึดอัดและเหนียวเหนอะหนะผิวกายยามบ่าย
น้ำอ้อยเลือกมุมโต๊ะริมหน้าต่างที่ห่างไกลจากกลุ่มคนงานช่างนินทา เธอนั่งทานฝรั่งแช่บ๊วยอย่างสบายอารมณ์พลางใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอมือถือดูสินค้าราคาแพง
ไม่นานนัก ก้อยก็เดินหน้าตูมถือถาดข้าวสังกะสีที่มีอาหารธรรมดา ๆ สองอย่างตรงเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างอิดโรย
ใบหน้าของก้อยดูอมทุกข์และหม่นหมอง ผิวแก้มดูซีดเซียวใต้ตาคล้ำเสียจนดูแก่ขึ้นไปอีกหลายปีจากความตึงเครียดที่กุมไว้ในใจ
"เป็นอะไรไปล่ะก้อย ทำหน้าเหมือนโลกจะแตกงั้นแหละ ข้าวปลาไม่กินหรือไง" น้ำอ้อยเอ่ยทักทายเสียงใส น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยอันแสนจอมปลอม
ก้อยถอนหายใจยาว วางช้อนสังกะสีลงบนถาดข้าวโดยที่ยังไม่ได้ตักอาหารกินเลยแม้แต่คำเดียวด้วยความอึดอัดแน่นอก
"อ้อย... ฉันกลุ้มใจมากเลยแก ช่วงนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันก็ไม่รู้" ก้อยเอ่ยเสียงแผ่วพลางขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้นเพื่อเลี่ยงไม่ให้คนอื่นได้ยิน
น้ำอ้อยแสร้งทำสีหน้าจริงจัง วางฝรั่งในมือลงบนถุงพลาสติกและจ้องมองเพื่อนรักด้วยสายตาที่แสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างเต็มเปี่ยม
"มีเรื่องอะไรระบายมาได้เลยก้อย เราเป็นเพื่อนรักกันนะ มีอะไรปิดบังกันล่ะ อ้อยพร้อมรับฟังแกเสมอแหละ" คำพูดแสนดีถูกพ่นออกมาหวังล่อลวง
"ก็พี่ชัยน่ะสิ... ระยะหลังมานี้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยอ้อย ฉันเหมือนอยู่กับคนแปลกหน้ายังไงก็ไม่รู้" ก้อยเริ่มระบายความทุกข์ระทมออกมา
"เขาเย็นชาใส่ฉันมาก กลับบ้านมาก็เอาแต่บ่นว่าเหนื่อยงาน ปวดหลัง ไม่อยากทำการบ้านเลยสักครั้ง ทั้งที่เมื่อก่อนสะกิดนิดหน่อยก็ติดแล้ว" ก้อยกระซิบเสียงเครือ
"แถมเวลาฉันขยับเข้าไปใกล้เพื่อจะกอดก่ายเขาก็ทำท่ารำคาญใจ สะบัดตัวหนีตลอดเวลาเหมือนฉันเป็นตัวอะไรที่น่ารังเกียจอย่างนั้นแหละแก"
น้ำอ้อยลอบยิ้มร้ายในใจพลางคิดเยาะเย้ย ทราบดีอยู่แก่ใจว่าเหตุใดชัยถึงไม่มีน้ำยาเหลือไปทำการบ้านบำรุงบำเรอเมียหลวงที่บ้านอีก
ก็เพราะชัยเพิ่งคั้นหยาดเหงื่อและน้ำสวาทร้อน ๆ ทั้งหมดมอบให้ร่างกายอันเต่งตึงของเธอในห้องเก็บของแห้งจนหมดเนื้อหมดตัวไปแล้วนั่นเอง
"แล้วมีเรื่องอื่นอีกไหมก้อย พี่ชัยเขาแอบมีพิรุธอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า แกสังเกตเห็นอะไรเพิ่มไหม" น้ำอ้อยแสร้งทำเป็นเก็บข้อมูลต่อเพื่อปั่นหัว
"มีสิ! พฤติกรรมแปลก ๆ เพียบเลย แกจำได้ไหมว่าเมื่อก่อนพี่ชัยไม่เคยตั้งรหัสผ่านมือถือเลย ใครหยิบไปเล่นไปโทรก็ได้" ก้อยเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
"แต่ตอนนี้เขาตั้งรหัสใหม่ที่ฉันไม่รู้ แถมยังชอบสะดุ้งตัวโยนและรีบคว่ำหน้าจอมือถือลงโต๊ะเวลามีเสียงข้อความสั่นเข้า"
"บางทีพอกลางดึกเขาก็แอบเดินออกไปคุยโทรศัพท์นอกระเบียงเสียงเบา ๆ พอฉันเดินตามไปดูใกล้ ๆ ก็รีบตัดสายทิ้งทันที อ้างว่าเพื่อนโทรมาปรึกษางาน"
ความอึดอัดใจและหวาดระแวงกัดกินจิตใจก้อยจนแทบคลั่ง แต่เธอก็ยังซื่อบื้อและไม่กล้าคิดว่าชู้รักจะอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้
น้ำอ้อยเห็นจังหวะที่เหมาะสมในการป้อนพิษร้าย จึงขยับเข้าไปใกล้ เอื้อมมือขาวนุ่มไปกุมมือก้อยไว้และลูบเบา ๆ ปลอบประโลมเหมือนเพื่อนแท้ผู้แสนดี
"โถ... ก้อยเพื่อนรัก แกอย่าเพิ่งคิดมากไปสิ บางทีพี่ชัยเขาอาจจะเครียดเรื่องยอดผลิตและเป้าหมายของเดือนนี้ก็ได้นะ" น้ำอ้อยเปิดประเด็นหลอกล่อให้เขว
"แต่ถ้าให้ฉันช่วยวิเคราะห์ในฐานะเพื่อนสนิทนะก้อย... ฉันว่าพฤติกรรมแบบนี้มันชักจะแปลกเกินไปแล้วล่ะ เหมือนคนมีความลับซ่อนอยู่ข้างนอกเลย"
ก้อยเบิกตากว้างขึ้นด้วยความหวาดหวั่น รีบเค้นถามด้วยความหวังจะหาทางออก "แกคิดว่ายังไงอ้อย? พี่ชัยมีคนอื่นใช่ไหม? แกรู้อะไรมาหรือเปล่า?"
"ฉันไม่อยากพูดให้แกต้องเสียน้ำตานะก้อย แต่ผู้ชายน่ะ พอเริ่มมีหน้ามีตา มีเงินเดือนเพิ่มขึ้น มักจะกิเลสหนาและคุมตัวเองไม่อยู่เมื่อออกไปข้างนอก" น้ำอ้อยปล่อยข่าวลือ
"แกก็รู้ว่าช่วงนี้พี่ชัยได้เงินโบนัสพิเศษและค่าคุมงานพิเศษเพิ่มขึ้น ผู้หญิงนอกโรงงานนี่ตัวดีเลยล่ะ คอยจ้องจะจับคนมีเงิน"
น้ำอ้อยขยับตัวเข้าใกล้หูก้อยและกระซิบเสียงเบาหวิว คล้ายกำลังปกป้องสิทธิประโยชน์ของเพื่อนอย่างจริงใจที่สุด
"พวกเด็กคาราโอเกะเอย เด็กชงเหล้าตามร้านคาราโอเกะนอกเขตอุตสาหกรรมที่พี่ชัยชอบไปกินเหล้ากับพวกหัวหน้าแผนกคนอื่นเอย... พวกนั้นน่ะร้ายกาจจะตาย"
"ยิ่งพี่ชัยหน้าตาดี มีมาดหัวหน้างานคุมคน เปย์เงินเก่ง ๆ สเปกของพวกผู้หญิงหิวเงินนอกโรงงานเลยแหละแก ระวังเถอะ"
ก้อยฟังคำปั่นหัวแล้วใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดลึก ๆ เมื่อคิดจินตนาการภาพสามีไปเริงร่าน้ำรักอยู่กับหญิงอื่นนอกบ้าน
"จริงด้วย... พักนี้พี่ชัยชอบบอกว่าต้องไปกินเหล้าสังสรรค์กับเพื่อนบ่อยขึ้น กลับบ้านดึกดื่นพร้อมกลิ่นน้ำหอมฉุน ๆ แปลก ๆ " ก้อยพึมพำน้ำตาคลอเบ้า
"นั่นไงล่ะก้อย! เพราะฉะนั้นแกต้องสืบให้ถูกจุด อย่ามัวแต่ตามจับผิดเขาในโรงงานเลย ไม่มีใครโง่แอบแซ่บชู้รักในที่ทำงานตัวเองหรอกจริงไหม" น้ำอ้อยขยิบตาปั่นหัว
"ฉันแนะนำนะก้อย แกต้องคอยจับตาดูเวลาเขาออกนอกบ้าน ไปคอยสืบตามร้านคาราโอเกะนอกโรงงาน หรือคอยค้นในกระเป๋าเสื้อผ้ากับโทรศัพท์มือถือเขาดีกว่า"
"ส่วนเรื่องในโรงงาน แกไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวฉันจะคอยช่วยจับตาดูพี่ชัยให้แกเอง มีพิรุธอะไรแปลก ๆ ฉันจะรีบคาบข่าวมาบอกแกเป็นคนแรกเลย"
คำลวงอันแสนหวานและมีมารยาหญิงปลิ้นปล้อนพรั่งพรูออกมาจากปากน้ำอ้อยอย่างเป็นธรรมชาติลื่นไหลจนก้อยไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย
ก้อยมองดูน้ำอ้อยด้วยสายตาซาบซึ้งใจและโผเข้ากอดเพื่อนรักไว้แน่นสะอื้นเบา ๆ โดยไม่รู้เลยว่าตัวเธอกำลังกอดอยู่กับงูเห่าอสรพิษที่จ้องจะกัดกินชีวิตรักของเธอ
"ขอบใจแกมากนะอ้อย แกเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันจริง ๆ ถ้าไม่มีแกคอยเตือนสติฉันคงบ้าตายไปแล้วแน่ ๆ " ก้อยพึมพำบนไหล่ของน้ำอ้อย
น้ำอ้อยยกมือขึ้นลูบหลังปลอบโยนเบา ๆ แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มกลับแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน สะใจที่แผนการเบี่ยงเบนความระแวงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม
ก้อยจะมุ่งความสนใจไปที่ผู้หญิงนอกโรงงานตามคำยุแยงปั่นหัว โดยไม่มีวันหันมาสงสัยหน้าโต๊ะเอกสารของน้ำอ้อยเพื่อนรักคนนี้เลย
ความตึงเครียดและเจ็บปวดของเพื่อนรักคือรากฐานความสะใจที่เติมเต็มกิเลสตัณหาของน้ำอ้อยให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด
การได้ควบคุมและปั่นหัวคนที่เคยมีชีวิตอยู่เหนือกว่า ช่างเป็นความรู้สึกที่หอมหวานและคุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับเธอ
---
หลังเสียงหวูดเลิกงานสั่นระฆังปล่อยตัวคนงานกะบ่ายกลับบ้านช่องของตนเองดังลั่นไปทั่วอาคารผลิต
ลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่กว้างขวางของโรงงานเต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล ฝุ่นควันจากท่อไอเสียฟุ้งตลบอบอวลในสายลมเย็นยามแดดร่มลมตกของเย็นวันทำงาน
พนักงานนับร้อยชีวิตต่างเร่งรีบสตาร์ทเครื่องยนต์ขับขี่กลับที่พักของตนเองเพื่อหนีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน
น้ำอ้อยจงใจเดินล้าหลังพนักงานคนอื่น ๆ เธอแสร้งสะพายกระเป๋าเดินนวยนาดอย่างช้า ๆ ทำเป็นกดโทรศัพท์ดูนั่นดูนี่เพื่อถ่วงเวลา
เมื่อเห็นว่าพนักงานหญิงคนอื่น ๆ ในกะเริ่มขับรถออกไปจนเกือบหมดและบริเวณเริ่มบางตา เธอก็เลี่ยงเดินเข้าไปยังซอกตึกแคบ ๆ หลังโกดังจัดเก็บวัตถุดิบ
บริเวณนั้นเป็นซอกตึกที่มืดสลัวและเต็มไปด้วยถังเคมีเก่า ๆ เป็นมุมอับสายตาจากกล้องวงจรปิดของโรงงานและไม่มีใครผ่านไปมาในช่วงหลังเลิกงาน
หัวหน้าชัยยืนกระวนกระวายรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าหมองคล้ำมีเหงื่อซึมตามขมับลนลานหันมองซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนกหวาดกลัวคนมาเห็น
ทันทีที่เห็นร่างสะบึมของน้ำอ้อยก้าวเดินเข้ามา ชัยก็รีบปรี่เข้าไปคว้าข้อมือเรียวบางของเธอไว้แน่นด้วยความหื่นกระหายตัณหาที่สะสมมาทั้งกะทำงาน
"น้ำอ้อย... พี่นึกว่าเราจะไม่มาตามนัดซะแล้ว พี่รอตั้งนานรู้ไหม ในไลน์ก็แทบไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย" ชัยเอ่ยเสียงพร่าสายตาจ้องมองสะโพกกลมกลึงอย่างเสน่หา
"จะรีบไปไหนกันล่ะคะพี่ชัย คนยังเดินพลุกพล่านอยู่เลย เกิดใครมาเห็นเราสองคนยืนคุยกันตรงนี้อ้อยจะเสียหายเอาได้นะ" น้ำอ้อยเอ่ยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดกระซิบเบา ๆ
เธอแกล้งสะบัดข้อมือออกจากการจับกุมของชัยเบา ๆ เพื่อเล่นตัวและดึงความปรารถนาของชัยให้ตึงตัวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งอย่างเหนือชั้น
ชัยรีบดึงซองเอกสารสีขาวที่มีความหนาพอสมควรออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตและยื่นใส่มือน้ำอ้อยอย่างรีบร้อนเพื่อเอาใจชู้รัก
"นี่จ้ะ... เงินสดหนึ่งหมื่นบาทที่พี่สัญญาไว้ว่าจะให้เป็นค่าขนมส่วนตัวของอ้อยในเดือนนี้ พี่ตั้งใจหามาให้เลยนะ" ชัยบอกด้วยสีหน้าที่พยายามเอาอกเอาใจสุดชีวิต
น้ำอ้อยรับซองเงินมาแง้มเปิดดูและใช้ปลายนิ้วลูบคลำปึกธนบัตรสีเทาด้วยความพึงพอใจ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทเพื่อคุมเกมเหนือกว่า
ทว่าชัยยังไม่หมดแค่นั้น เขายื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงสดกล่องเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋าอีกชิ้นหนึ่งพร้อมสายตาละห้อยอ้อนวอน
"และนี่... ของขวัญพิเศษจากพี่ สร้อยคอทองคำหนักหนึ่งสลึง พี่เจียดเงินเก็บไปซื้อมาให้หนูใส่สวย ๆ เลยนะอ้อย"
น้ำอ้อยเปิดกล่องกำมะหยี่ออกดูในทันที สายตาจับจ้องสร้อยคอทองคำลวดลายโบราณเส้นเล็กบางเบาที่ขดตัวอยู่บนผืนผ้านุ่มสีแดง
แววตาของเธอวูบไหวด้วยความรู้สึกผิดหวังลึก ๆ และเหยียดหยามในใจที่สิ่งของตรงหน้าช่างดูเล็กน้อยและกระจอกงอกง่อยเหลือเกินสำหรับเธอ
สร้อยทองหนักแค่หนึ่งสลึงกับเงินสดหนึ่งหมื่นบาท... มันช่างน้อยนิดและไม่มีค่าพอที่จะยกระดับฐานะเธอให้รวยขึ้นได้อย่างถาวรเลยสักนิด
แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะไม่แสดงความละโมบและดูแคลนชู้รักออกมาให้เห็น ใบหน้าจิ้มลิ้มกลับแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มสะกดใจชายหนุ่ม
"อุ๊ย... พี่ชัยน่ารักที่สุดเลยค่ะ อ้อยชอบมากเลย ขอบคุณนะคะที่คอยดูแลอ้อยดีขนาดนี้" น้ำอ้อยออดอ้อนพลางช้อนสายตามองชัยอย่างเย้ายวน
"ชอบก็ดีแล้วจ้ะอ้อย... แต่พี่ขอร้องล่ะนะ อย่าทิ้งพี่ไปนะอ้อย พี่รักเราเหลือเกิน ในหัวคิดถึงแต่สัมผัสของอ้อยจนทำงานไม่รู้เรื่องแล้ว" ชัยพร่ำพรรณนาด้วยความลุ่มหลง
หัวหน้ากะหนุ่มขยับก้าวเข้าหาและเอื้อมมือหนาไปรวบประคองสะโพกกลมกลึงของน้ำอ้อย ดึงร่างอวบอัดของเธอเข้ามาแนบชิดผิวกายร้อนผ่าวของตนเอง
"พี่อยากเจออ้อยอีกจัง คืนนี้แอบก้อยออกไปเจอกันที่โรงแรมม่านรูดนอกเมืองได้ไหม พี่คิดถึงหลุมสวาทตอดรัดร้อน ๆ ของอ้อยจะแย่แล้ว" ชัยกระซิบเสียงพร่ามัว
กลิ่นเหงื่อและลมหายใจหอบถี่ของชัยที่เป่ารดตรงซอกคอทำให้น้ำอ้อยรู้สึกสะอิดสะเอียนลึก ๆ ในใจ แต่เธอก็ต้องฝืนระงับความรู้สึกนั้นไว้เพื่อเงินทอง
เธอไม่มีทางยอมปล่อยให้ชัยตักตวงผลประโยชน์ทางกายได้ง่าย ๆ อีกตราบใดที่ยังไม่ได้ผลตอบแทนที่สูงคุ้มค่าความเสี่ยงของเธอ
มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนถูกงัดออกมาใช้อย่างคล่องแคล่วเพื่อควบคุมไฟตัณหาของชัยไม่ให้มอดดับและเลี้ยงไข้ความอยากเอาไว้ต่อไป
น้ำอ้อยเบี่ยงสะโพกหลบการเบียดเสียดของท่อนเนื้อร้อนผ่าวผ่านกางเกงทำงานของชัยอย่างนุ่มนวล มือเรียวบางเลื่อนขึ้นลูบไล้อกของชัยช้า ๆ
"แหม... พี่ชัยก็ อ้อยเพิ่งจะได้รับการเปลี่ยนกะมานั่งโต๊ะเอกสารเองนะคะ ถ้าหายตัวไปบ่อย ๆ คนอื่นในไลน์จะพากันนินทาและจับผิดเอาได้" น้ำอ้อยอ้างเหตุผล
"อีกอย่าง ก้อยเขาก็กำลังระแวงพี่อยู่ด้วยนะ วันนี้เพิ่งมานั่งร้องไห้ฟูมฟายเรื่องพี่เย็นชาและไม่ยอมแตะเนื้อต้องตัวเขาเลย"
ชัยชะงักไปเล็กน้อย สีหน้ามีความกังวลและตื่นกลัวฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อของเมียหลวงที่แต่งงานกันมา
"ก้อยสงสัยงั้นเหรอ... แล้วอ้อยบอกอะไรก้อยไปหรือเปล่า อย่าให้ก้อยรู้เด็ดขาดนะอ้อย ไม่งั้นพี่แย่แน่ ๆ " ชัยถามน้ำเสียงสั่นเครือลนลาน
"อ้อยจะบอกได้ยังไงล่ะคะ อ้อยรักพี่ชัยออกขนาดนี้" น้ำอ้อยขยับใบหน้าพรมจูบเบา ๆ ที่พวงแก้มสากของชัยเพื่อสร้างความมั่นใจและเลี้ยงไข้ความต้องการ
"อ้อยปั่นหัวก้อยให้ไปสงสัยพวกผู้หญิงร้านคาราโอเกะกับเด็กเสิร์ฟเหล้านอกโรงงานโน่นแล้วค่ะ พี่ชัยสบายใจหายห่วงได้เลย"
รสจูบแผ่วเบาและถ้อยคำหวานหูทำเอาชัยเคลิบเคลิ้มหลงใหลจนลืมความกังวลไปสิ้น ซบหน้าลงกับลาดไหล่นุ่มของชู้รักอย่างยอมสยบราบคาบ
"น้ำอ้อยของพี่เก่งที่สุดเลย... พี่หลงอ้อยจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วจริง ๆ ยอมหมดทุกอย่างแล้ว" ชัยพร่ำบอกพลางพยายามจะก้มลงบดจูบปากอวบอิ่ม
แต่น้ำอ้อยขยับใบหน้าหลบอย่างฉลาดและมีชั้นเชิง ยอมให้ริมฝีปากแตะต้องสัมผัสกันเพียงแผ่วเบาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ใคร่ให้อีกฝ่ายคั่งค้างทรมานเล่น
"อ้อยต้องรีบกลับแล้วค่ะ เดี๋ยวมีคนผ่านมาเห็นเข้าจะแย่เอา ไว้โอกาสหน้าอ้อยจะปรนเปรอพี่ชัยให้สมใจอยากเลยนะคะคนดี"
เธอดันอกชัยออกเบา ๆ เก็บซองเงินและกล่องทองลงกระเป๋าสะพายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหลังเดินบดสะโพกจากไปทิ้งให้ชัยยืนอารมณ์ค้างเติ่งอยู่ตรงซอกตึกแคบ ๆ
สายตาของชัยจ้องมองตามแผ่นหลังและสะโพกบดส่ายของน้ำอ้อยด้วยความกระสับกระส่ายและโหยหาผิวเนื้ออุ่น ๆ อย่างคลั่งไคล้
น้ำอ้อยแอบหัวเราะในใจอย่างเยือกเย็น รู้ดีว่าตอนนี้เธอกำลังกุมชีวิตและความลับของหัวหน้าชัยไว้ในกำมืออย่างสมบูรณ์แบบ
---
แสงแดดสุดท้ายของวันสลัวหายลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดและแสงไฟนีออนสลัวตามทางเดินซอกซอยของห้องเช่าราคาถูก
น้ำอ้อยก้าวเดินขึ้นบันไดปูนแคบ ๆ ของอพาร์ตเมนต์ซอมซ่อ กลิ่นอับชื้นจากห้องน้ำและเสียงพัดลมของห้องข้าง ๆ ดังเล็ดลอดออกมาตลอดทางเดิน
เธอไขกุญแจก้าวเข้าสู่ห้องนอนขนาดเล็กที่มีเพียงเตียงนอนไม้เก่า ๆ พัดลมเพดานฝืด ๆ และกระจกเงาบานเก่าที่ขอบขึ้นราดำเขรอะ
เมื่อปิดประตูล็อคลงกลอนเรียบร้อย น้ำอ้อยก็โยนกระเป๋าสะพายลงบนที่นอนอย่างหมดแรงและอิดโรยจากเกมมารยา
เธอนั่งลงบนขอบเตียง เทเงินสดหนึ่งหมื่นบาทออกจากซองขาวมาวางกองไว้และหยิบสร้อยคอทองคำสลึงหนึ่งขึ้นมาสวมใส่หน้ากระจก
น้ำอ้อยยืนส่องกระจกเงา คล้องสร้อยทองเส้นบางเฉียบรอบลำคอขาวระหงที่ขยับเข้าหาเงาสะท้อน
เธอมองเงาสะท้อนในกระจกเงาบานเก่า แสงไฟนีออนสั่นระริกสะท้อนประกายทองคำสีเหลืองหม่นบนผิวเนื้อนุ่มของตนเองอย่างนึกรังเกียจ
"ทองสลึงเดียว... กับเงินสดอีกหมื่นนึงงั้นเหรอ มันช่างกระจอกสิ้นดี" น้ำอ้อยพึมพำน้ำเสียงเย็นชาและเต็มไปด้วยความสมเพช
ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นพล่านเข้ามาในหัวสมอง ชัยเป็นเพียงหัวหน้ากะระดับล่างที่มีเงินเดือนจำกัดจำเขี่ยและไร้อนาคตสำหรับเธอ
เงินพิเศษหมื่นบาทกับสร้อยสลึงเดียวนี้ ชัยอาจจะต้องแอบเจียดเงินเก็บและทำงานล่วงเวลาแทบตายเพื่อหามาประเคนให้เธอสะสม
แต่มันช่างน้อยนิดและไม่มีค่าพอที่จะยกระดับฐานะเธอให้รวยขึ้นและก้าวออกจากห้องเช่าซอมซ่อแห่งนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
เงินแค่นี้ไม่สามารถจ่ายค่าคอนโดมิเนียมหรู ๆ หรือซื้อรถยนต์คันงามมาขับโชว์คนอื่นในสังคมได้เลย
หากเธอยังจมปลักแอบแซ่บอยู่กับชัย ชีวิตเธอก็คงเป็นได้แค่ชู้รักราคาถูกของหัวหน้าโรงงานกิ๊กก๊อก นั่งดมกลิ่นเหงื่อดมฝุ่นไปตลอดชีวิต
สายตาริษยาที่เคยมีต่อก้อยเพื่อนรักพลันมอดดับลงช้า ๆ เพราะตอนนี้น้ำอ้อยมองข้ามหัวชัยไปไกลเรียบร้อยแล้ว
ความโลภและกระหายในทรัพย์สมบัติมหาศาลผลักดันให้สมองของน้ำอ้อยเริ่มคิดคำนวณหาเป้าหมายใหม่ที่คุ้มค่ากว่า
เธอดึงสร้อยทองเส้นเล็กออกจากลำคอและโยนมันลงบนเตียงไม้เก่าอย่างไม่ไยดี ราวกับมันเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
เธอก้าวไปหยิบโทรศัพท์มือถือราคาถูกขึ้นมาเปิดดูรูปภาพที่เธอแอบถ่ายเก็บไว้จากบอร์ดประชาสัมพันธ์ของโรงงาน
รูปภาพของชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบเจ็ดปีในชุดสูทสากลสีเข้มภูมิฐาน สะท้อนบุคลิกของคนมีเงินและมีอำนาจล้นเหลือในโรงงานแห่งนี้
"ผู้จัดการธวัช..." น้ำอ้อยเอ่ยชื่อนั้นด้วยริมฝีปากที่ขยับยิ้มอย่างร้ายกาจ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและหิวโหยในลาภยศ
ธวัชเป็นถึงผู้จัดการใหญ่ของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งนี้ ครอบครองทรัพย์สินเงินทองมหาศาล ขับรถยนต์ยุโรปคันหรูหราผ่านสายตาของเธอทุกเช้า
หากเปรียบชัยเป็นเพียงทางผ่านน้ำซับน้ำซึมที่ต้องทนเหนื่อยคั้นน้ำสวาทแลกเศษเงิน ผู้จัดการธวัชก็คือขุมทรัพย์บ่อน้ำบาดาลขนาดใหญ่ที่พร้อมจะเปย์เงินตราให้เธอใช้อย่างสุขสบาย
น้ำอ้อยใช้นิ้วลูบหน้าจอมือถือตรงภาพถ่ายใบหน้าของธวัชช้า ๆ แววตาของเธอสะท้อนประกายความโลภที่พร้อมจะทำลายและแย่งชิงทุกอย่างเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น
แผนการล่อลวงปลาตัวใหญ่ระดับผู้จัดการใหญ่ของโรงงานกำลังก่อตัวขึ้นในสมองของชู้รักสาวโรงงานอย่างเป็นขั้นตอนและแยบยล
มารยาหญิงและเรือนร่างสะบึมเย้ายวนจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างอีกครั้งเพื่อผ่านช่องทางรักสู่ทรัพย์สินก้อนโต
เธอยิ้มร้ายสะท้อนกระจกเงาบานเก่าพลางจินตนาการถึงวิมานคอนโดมิเนียมหรูหราและเช็กเงินสดก้อนโตที่เธอกำลังจะคว้ามาเป็นเจ้าของในวันข้างหน้า
ก้าวถัดไปของน้ำอ้อยจะก้าวเข้าสู่วังวนสวาทที่ท้าทาย ร้อนแรง และใหญ่หลวงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน!