“ฉันอยู่ตรงนี้...”
‘โทวะจัง เห็นมาโมจังไหม?’
เสียงใสที่เอ่ยถามเรียกสายตาของเด็กหนุ่มให้หันไปหาเด็กสาวร่างบางอายุไล่ๆกับเขายืนจ้องมองเขาอยู่ข้างโต๊ะด้วยนัยน์ตาใสแป๋ว
‘ออกไปข้างนอกน่ะเดี๋ยวก็คงมาล่ะมั้ง’
เด็กหนุ่มบอกเธอก่อนจะหันไปง่วนกับภาพระบายสีตรงหน้าที่เขาต้องทำให้เสร็จก่อนหมดคาบ
เด็กสาวทิ้งตัวลงนั่งตรงที่ว่างข้างตัวเขาใบหน้าหงอยเหงา นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดตามองไปรอบห้อง
เสียงโหวกเหวกดังอึกทึกคึกโครมลอดออกไปนอกห้องตั้งแต่ก่อนที่เธอยังไม่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ซะอีกแถมพอได้เข้ามานั่งอยู่ข้างในเสียงมันก็ดังมากกว่าเดิมไม่รู้ตั้งกี่เท่าคาบศิลปะที่ไร้อาจารย์สอนทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความวุ่นวาย เศษกระดาษและดินสอสีหล่นเกลื่อนตามพื้นห้องเครื่องบินกระดาษลำจิ๋วบินข้ามหัวพวกเธอไปตกอยู่บนกระดานหน้าห้อง เฉียดใบหน้าของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ไปนิดเดียว
เด็กสาวหันไปร้องทักคนที่กำลังเดินเข้ามาหา
‘นานะจัง!’เธอโบกมือให้ไหวๆก่อนที่คนถูกเรียกจะเข้ามานั่งใกล้ๆ ‘เห็นมาโมจังไหม?’
‘ไม่เห็นเลยจ้ะ’นานาโกะตอบ นั่งลงตรงที่นั่งข้างโทวะ
เด็กสาวทำสีหน้าเศร้าลง
‘มิกิไม่กลับเข้าห้องเหรอเดี๋ยวก็ถูกครูดุเอาหรอก’ นานาโกะหันมาถาม
เด็กสาวส่ายหน้า‘ไม่กลับหรอก วันนี้มิกิจะกลับพร้อมมาโมจัง มิกิจะรอมาโมจัง’
เธอบอกเสียงแผ่วนานาโกะพยักหน้าอย่างจำยอมก่อนจะหันไปลงมือทำงานของเธอต่อบ้าง
มิกิเป็นรุ่นน้องของพวกเธอหนึ่งปีเรียนอยู่อนุบาลห้องทานตะวันที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เด็กสาวมักจะแวะมาเล่นกับพวกเธอทุกครั้งที่มีโอกาสถึงจะวุ่นวายไปบ้างแต่ก็เป็นเด็กที่น่ารักดี
มิกิหันไปสนใจบรรยากาศวุ่นวายในห้องอีกครั้งปล่อยให้นานาโกะและโทวะนั่งลงสีใส่ภาพเขียนต่อไป
‘วันพรุ่งนี้คุณแม่ชวนไปกินข้าวที่บ้านด้วยกันมิกิจังก็มาด้วยกันนะ’
นานาโกะบอกตอนที่ลงสีภาพของเธอเสร็จส่วนโทวะกำลังลงสีรูปสุดท้ายอยู่
มิกิพยักหน้าหงึกๆเหลียวมองสองคนข้างตัวที่อยู่ในบรรยากาศแปลกๆ นานาโกะนั่งอยู่ข้างๆโทวะกำลังเฝ้ามองดูเขาทำงานด้วยนัยน์ตาสีมรกตอ่อนแสงส่วนโทวะก็กำลังขะมักเขม้นกับการลงสี นานๆทีจะเงยหน้าขึ้นมามองนานาโกะลูบหัวเธอเบาๆ ส่งยิ้มให้แล้วก็ทำงานต่อไป
มิกิชักหน้ามุ่ย
‘ทำไมมาโมจังไม่เป็นแบบนี้บ้างนะ’เธอบ่น
‘อะไรเหรอจ๊ะ’นานาโกะหันมาถามเธอ
เด็กสาวเชิดใบหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ‘ก็มาโมจังน่ะสิ หายไปไหนอีกแล้วก็ไม่รู้!ทำไมไม่ยอมมาอยู่ข้างๆมิกิเหมือนโทวะจังกับนานะจังบ้างนะ น่าอิจฉาที่สุดเลยโทวะจังกับนานะจังไม่เห็นแยกกันเหมือนมิกิกับมาโมจังเลย’
ใบหน้าของคนฟังขึ้นสีเรื่อก่อนจะส่งยิ้มให้เธอแก้เขิน
‘เหมือนมิกิกำลังถูกมาโมจังทิ้งเลย...แบบนี้มิกิไม่ชอบเลย’
‘มาโมรุไม่ได้ทิ้งมิกิหรอกนะแค่ออกไปข้างนอกเดี๋ยวก็มาแล้วล่ะจ้ะ’
‘เอาล่ะ!เสร็จแล้ว’ โทวะพูดขัดขึ้น ชูภาพระบายสีในมือขึ้นอย่างภูมิใจก่อนจะส่งให้นานาโกะ
‘งั้นฉันเอาไปส่งให้นะ’นานาโกะว่า
‘ฉันไปด้วย’โทวะรีบพูดก่อนจะลุกขึ้นยืน
มิกิเอาหน้าแนบลงกับพื้นโต๊ะก่อนจะทำเสียงเบื่อเพื่อนร่วมห้องของพวกโทวะสองคนวิ่งไล่จับผ่านเธอไปก่อนจะชนเข้ากับโต๊ะพับพลาสติกตัวอื่นที่วางอยู่รอบห้องเสียงโครมครามดังสนั่น มิกิเอามืออุดหู มีเสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องขึ้น
‘โอ๊ย!’
มิกิหันไปมองหาต้นเสียงก่อนจะพบเด็กสาวร่างบางนั่งล้มอยู่ตรงมุมห้องมีโต๊ะที่พวกผู้ชายในห้องเล่นวิ่งไล่จับกันแล้วกระเด็นไปโดนเธอล้มเอียงอยู่ใกล้ๆข้อศอกของเด็กสาวแดงช้ำ แต่พวกผู้ชายสองคนนั้นกลับหัวเราะแล้วชี้หน้าเธอ
‘ฮ่าๆๆดูสิ ยัยเด็กไม่มีพ่อร้องลั่นเลยล่ะ’
‘เด็กไม่มีพ่อฮ่าๆๆ... เด็กไม่มีพ่อ’
เด็กผู้ชายในห้องช่วยกันส่งเสียงล้อส่วนพวกผู้หญิงที่จับกลุ่มกันอยู่ก็นั่งหัวเราะคิกคัก
เด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายเริ่มสะอึกก่อนที่เธอจะร้องไห้เมื่อพวกผู้ชายช่วยกันโยนของเล่นพลาสติกใส่เธอ
โครม!
เกิดเสียงดังขึ้นแถวๆประตูห้องทั้งหมดหันไปมองโต๊ะพลาสติกตัวหนึ่งลอยหวือกระเด็นไปโดนกลุ่มเด็กชายที่กำลังโยนลูกบอลพลาสติกแข็งๆใส่เด็กสาวอยู่ทั้งกลุ่มร้องโอดครวญก่อนจะหันมามอง
‘ใครน่ะ—‘
น้ำเสียงหงุดหงิดเงียบหายไปในทันใดเมื่อสบกับนัยน์ตาสีแดงสดของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงกรอบประตูในมือถือเก้าอี้พลาสติกไว้สองตัว และเตรียมจะทุ่มเข้าใส่หากใครกล้ามีเรื่องกับเขา
‘หวาย...มาโมรุ มาโมรุมา’
พวกผู้ชายแตกกระเจิงกันไปคนละทิศเด็กหนุ่มผู้สยบความวุ่นวายกราดตามองไปรอบห้อง ไม่มีใครกล้าสบตาเขาเก้าอี้ในมือถูกโยนโครมส่งๆไปกลางห้องก่อนเด็กหนุ่มจะเดินเข้ามา
มิกิโบกมือให้เขา
‘มาโมจังมาโม--’
น้ำเสียงเงียบหายไปเมื่อเห็นร่างของคนที่เธอร้องตะโกนเรียกนั่งลงหมิ่นๆตรงขอบหน้าต่างใกล้ๆเด็กสาวที่ถูกรังแกมาโมรุมองออกไปนอกห้อง ส่วนเด็กสาวคนนั้นก็กำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋าภาพวาดที่เธอลงสีลอยหวือไปใกล้เขา มาโมรุก้มตัวลงไปเก็บก่อนจะส่งไปให้เธอ
เด็กสาวก้มตัวหงึกๆขอบคุณให้เขาก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที
มาโมรุมองตามเธอไปจนลับสายตาพอดีกับที่โทวะและนานาโกะเดินสวนเข้ามา
‘อ้าว...มาแล้วเหรอ’ โทวะทัก ‘มิกิมารอนายตั้งนานแล้วแน่ะ’
นั่นแหละเขาถึงได้หันมาสังเกตเห็นเธอ
‘มิกิจังแย่แล้วล่ะ! พวกผู้ชายมีเรื่องกันอีกแล้ว’
เสียงเพื่อนร่วมห้องร้องบอกกับเธอในอาทิตย์ต่อมามิกิเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเหลียวหันไปหาที่มาของเสียงโหวกเหวกภายนอกห้องแล้วเธอก็เห็น-- ที่สนามหญ้านอกห้องเรียนมีเด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่กำลังส่งเสียงเอะอะกว่าครึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องของโทวะทั้งนั้น
มิกิรีบถลาไปที่หน้าต่างเบียดบรรดาเพื่อนสาวผู้อยากรู้อยากเห็นของเธอออก
เสียงของโทวะลอยมาจากใจกลางวง
‘มาโมรุ!พอแล้ว มาโมรุ!’
นัยน์ตาสีดำสนิทของเด็กสาวเบิกกว้างก่อนจะรีบปีนหน้าต่างออกไปยังสนามด้านหน้าในทันใด
แต่เธอยังวิ่งไปไม่ถึงกลุ่มเด็กชายนั่นเสียงนกหวีดก็ดังขึ้นก่อน
‘นี่มันอะไรกันน่ะฮะ!’
เสียงครูที่ปรึกษาชั้นอนุบาลสามห้องซากุระ--ห้องของพวกโทวะร้องตะโกนดังขึ้นก่อนที่พวกครูคนอื่นจะวิ่งตามมาด้วยกลุ่มนักเรียนชายแตกฮือวิ่งหนีกันไปคนละทิศ มีคนหนึ่งวิ่งเข้ามาชนเธอมิกิล้มลงกระแทกพื้น เธอส่งเสียงโอดครวญก่อนจะได้ยินเสียงตวาดอีกครั้ง
‘นี่มันอะไรกัน!คิวาตะ!’
มิกิเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงมาโมรุยืนอยู่ตรงหน้าอาจารย์ที่ปรึกษา เนื้อตัวฟกช้ำและใบหน้าบวมเปล่งโทวะเกาะแขนด้านหนึ่งของเขาเอาไว้ ดูจากสภาพแล้วคงจะถูกลูกหลงเอาไม่น้อยมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งนอนร้องไห้แหกปากลั่นอยู่แทบเท้ามาโมรุมิกิจำได้ทันทีว่าเด็กคนนั้นเป็นคนเดียวกับคนที่เคยชี้หน้าเรียกเด็กสาวเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งของมาโมรุว่าเป็น‘เด็กไม่มีพ่อ’
มาโมรุไม่ยอมตอบคำถามโทวะเองก็เอาแต่อธิบายอะไรสักอย่างอยู่ก่อนจะชี้ไปด้านหลัง
มิกิมองตามไปเห็นนานาโกะกำลังนั่งปลอบเด็กสาวคนหนึ่งอยู่ตรงบ่อทรายตัวนานะจังน่ะไม่เป็นอะไรหรอก แต่อีกคนนี่สิท่าจะอาการหนัก
เธอเป็นเด็กสาวคนเดียวกับที่มิกิเคยเห็นเมื่อวันนั้น--เด็กสาวที่ถูกเพื่อนร่วมห้องรุมล้อสภาพของเธอในตอนนี้แม้จะไม่ร้ายแรงเท่ามาโมรุแต่ก็ไม่น่าดูเอาเสียเลยเรือนผมสีน้ำตาลทองที่เคยเรียบสวยกลับยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยฝุ่นทราย เสื้อผ้าของเธอสกปรกไปด้วยโคลนและต้นหญ้าเนื้อตัวก็มีแต่แผลถลอก เธอกำลังร้องไห้ส่วนนานาโกะก็คอยช่วยปลอบเธอเท่าที่จะทำได้ มิกิยืนตัวสั่นนึกสงสารเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาจับใจ
เสียงตวาดของครูที่ปรึกษาดังขัดขึ้น
‘มากับครูนะทั้งคู่เลย!’
ครูสาวดึงร่างของมาโมรุที่ไม่แม้แต่จะขัดขืนให้ตามไปก่อนจะพาร่างของเด็กหนุ่มที่เคยนอนร้องไห้แหกปากลั่นตามไปด้วยมาโมรุมีท่าทีเมินเฉยแต่เพื่อนร่วมห้องเขานั้นกลัวจนตัวสั่นแหกปากร้องครวญครางไปตลอดทาง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามิกิก็ไม่เคยเห็นมาโมรุมีใบหน้าหรือร่างกายไร้รอยแผลอีกเลยเด็กผู้ชายฉลาดขึ้นในเร็ววันมาก สังเกตได้จากพวกเขาไม่หาเรื่องทะเลาะกันตลอดเวลาที่อยู่ในสายตาครูแล้วแต่พอลับหลัง เสียงอึกทึกโครมก็ดังออกมาจากห้องของมาโมรุมันดังมาจนถึงห้องของเธอที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะจบลงด้วยความเงียบสงบแล้วร่างของมาโมรุก็เดินนำขบวนเพื่อนร่วมห้องตามหลังครูที่ปรึกษาออกไปโดนเทศนานานๆครั้งจะเห็นโทวะที่โดนลูกหลงเดินตามไปด้วย
มิกิไม่ค่อยได้คุยกับมาโมรุเลยแม้พวกเธอจะเดินกลับบ้านพร้อมกันโทวะกับนานาโกะมักจะเดินรั้งท้ายขบวนแล้วก็เอาแต่พูดคุยกันแค่สองคนทิ้งให้เธอเดินอยู่คนเดียวตรงกลางส่วนคนที่เดินนำหน้านั่นก็เอาแต่เดินลิ่วๆไม่สนใจใคร
มาโมรุมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากกว่าปกติหนึ่งอาทิตย์ต้องมีเรื่องทะเลาะกับคนในห้องอย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้งจนแทบจะกลายเป็นความชินชาส่วนโทวะก็ไร้รอยแผลแล้วเพราะไม่โง่พอที่จะเข้าไปห้าม
วันหนึ่งช่วงใกล้ปิดภาคเรียนเสียงกรีดร้องของเด็กสาวก็ดังมาจากในห้อง
มิกิถอนหายใจมีเรื่องกันอีกแล้ว...
‘กรี๊ดดด...’
แต่ดูเหมือนเสียงร้องจะมีมากกว่าปกติเด็กสาวโผล่หน้าออกไปมองนอกห้องเห็นเด็กสาวเพื่อนร่วมห้องของมาโมรุวิ่งแตกฮือออกมาจากห้องสีหน้าหวาดกลัวก่อนที่พวกผู้ชายจะทั้งวิ่งทั้งคลานเหยียบกันออกมา
‘เกิดอะไรขึ้นน่ะทำหน้าอย่างกับเจอผีอย่างนั้นแหละ’
เพื่อนสาวร่วมห้องเธอที่แอบมองด้วยกันส่งเสียงวิจารณ์อย่างติดตลกแต่มิกิรู้สึกไม่สบายใจ ในกลุ่มคนที่วิ่งออกมาไม่มีโทวะ นานาโกะ หรือมาโมรุอยู่เลย
เด็กสาวผละออกจากห้องตรงไปหาพวกโทวะเพื่อนร่วมห้องของโทวะหลายคนมีสีหน้าหวาดกลัว หลายคนร้องไห้ แต่ส่วนใหญ่จะช็อกจนส่งเสียงไม่ได้มิกิเข้าไปข้างในห้อง
ความไร้ระเบียบเป็นเอกลักษณ์ของห้องซากุระแต่คราวนี้มัน-- ต้องเรียกว่าถูกทำลายมากกว่า
ข้าวของในห้องโต๊ะพลาสติก เก้าอี้ เครื่องเขียน กระจัดกระจายอยู่รอบทิศพื้นห้องเกลื่อนไปด้วยเศษกระดาษและดินสอสีที่หักครึ่ง นานาโกะและโทวะนั่งอยู่ตรงกลางห้องสีหน้าของทั้งคู่ตื่นตระหนกนานาโกะกอดโทวะแน่นก่อนที่เด็กหนุ่มกดตัวเธอลงไม่ให้เห็นภาพตรงหน้า
มิกิเงยหน้าขึ้นมองมาโมรุนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเชิดขึ้นเลือดไหลเป็นทางยาวออกมาจากนัยน์ตาทั้งสองข้าง
เด็กสาวกรีดร้องลั่น
‘มาโมจังมาโม--’
น้ำเสียงถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อเห็นร่างของคนที่อยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม
เด็กสาวร่างบางเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงใสที่ส่องประกายรอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นบนใบหน้าบิดเบี้ยวของเธอ เรือนผมสีน้ำตาลทองโบกสะบัดไปด้านหลังมือเล็กๆขาวซีดของเธอยื่นเข้าไปใกล้มาโมรุนั่นยิ่งทำให้นัยน์ตาสีม่วงคู่นั้นส่องแสงสว่างยิ่งกว่าเก่าแล้วร่างของมาโมรุก็กระตุก
มิกิไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความกลัวมาก่อนจนกระทั่งตอนนี้
‘อย่านะ!อย่าเข้าใกล้มาโมจังนะ!’
มิกิกรีดร้องลั่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่มาโมรุผลักเขาให้พ้นออกจากปลายนิ้วมือน่าเกลียดนั่น เหมือนมาโมรุจะได้สติขึ้นมาอีกครั้งเด็กหนุ่มกระอักไอออกมาเป็นเลือด ใบหน้าซีดเผือดและตัวสั่น มิกิกอดเขาแน่น
ร่างของเด็กสาวขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
‘ออกไปนะยัยเด็กโง่! ออกไป!’
เสียงที่เปล่งออกมาจากร่างนั้นทั้งทุ้มและทรงพลังเหมือนกับไม่ใช่เสียงของเธอเลยมิกิตัวสั่น หลับตาแน่น
เสียงหวีดร้องดังมาจากด้านนอกห้องจู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนพุ่งผ่านตัวเธอไป
‘กลับมาได้แล้วมินาโยะ’
เสียงทุ้มที่คุ้นหูของใครบางคนดังขึ้นข้างตัวก่อนที่ร่างสูงใหญ่นั้นจะฉุดร่างของเด็กสาวเข้ามากอดไว้แน่นมิกิเงยหน้าขึ้นมองเห็นนัยน์ตาสีเทาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความเศร้าขณะที่เด็กสาวในอ้อมแขนร้องตะโกนดังลั่นสองมือดึงทึ้งชายเสื้อเขา
แล้วเธอก็สลบไป...
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เด็กสาวคนนั้นอีกเลยนับจากเหตุการณ์นั้นแม้แต่มิกิเองก็เถอะ พักหลังๆที่เธอไปหามาโมรุที่ห้องเด็กหนุ่มไม่ได้อยู่ใกล้เด็กสาวคนนั้นแล้วเขาจับกลุ่มอยู่กับโทวะและนานาโกะที่ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มเดียวในห้องที่กล้านั่งใกล้เด็กผู้หญิงคนนั้นมากที่สุดส่วนคนอื่นๆในห้องไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เธอในรัศมีสองเมตรข้อดีเพียงอย่างเดียวของเหตุการณ์นี้คือทำให้เด็กสาวไม่โดนแกล้งท้ายสุดแล้วเธอก็ต้องนั่งเงียบๆอยู่ตรงมุมห้องและแอบร้องไห้ทุกครั้งเวลาที่ทำกิจกรรมกลุ่มไม่มีใครอยากได้เธอเข้ากลุ่มด้วย ดังนั้นในชั่วโมงพละมิกิจึงเห็นเธอนั่งอยู่คนเดียวที่ใต้ต้นซากุระมองไปยังกลุ่มเพื่อนที่ส่งเสียงเริงร่าอยู่กลางสนามในวันที่แดดจ้า
มาโมรุดูเงียบขรึมลงทุกวันแม้แต่โทวะและนานาโกะเองก็เหมือนกัน วันหนึ่งขณะที่พวกเธอเดินกลับบ้านมิกิเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่คนเดียวที่ชิงช้าร้างในสวนสาธารณะ แผ่นหลังของเธอดูเหงาหงอยโทวะกับนานาโกะสบตากันอย่างหนักใจ ส่วนมาโมรุมองดูเด็กสาวมีน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากนัยน์ตาของเด็กหนุ่ม
วันปิดภาคเรียนมาถึงพอขึ้นเทอมหน้าพวกมาโมรุก็ต้องย้ายไปแผนกประถมและเธอคงจะไปหาเขาไม่ได้เพราะเธอเองยังอยู่แค่แผนกอนุบาลมิกิทำหน้าเศร้า แต่ดูเหมือนมาโมรุจะไม่สนใจเธอ เขาพูดกับเธอน้อยลงเวลาที่เธอไปหาเขาที่บ้านก็มักจะไม่พบ ไม่รู้ว่ามาโมรุไปอยู่ที่ไหนเธอเคยลองไปหาดูที่สวนสาธารณะแต่ก็ไม่เจอใครนานๆครั้งจะเห็นเด็กสาวคนนั้นนั่งไกวชิงช้าอยู่ตามลำพังแต่ไม่นานก็มีเด็กหนุ่มร่างคุ้นตาเดินเข้ามาหายื่นของกินมาให้ก่อนจะเดินกลับบ้านไปพร้อมกันและทุกครั้งที่เธอเห็นเด็กสาวคนนั้นอยู่กับเด็กหนุ่มร่างคุ้นตาเธอก็มักจะเห็นมาโมรุแอบอยู่ที่มุมหนึ่ง มองดูทั้งคู่เดินจากไปด้วยสีหน้าเจ็บปวด