เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 70 ต้นเหตุ ความวิบัติ

         เจ้าพระยารณชัย นับตั้งแต่ขึ้นมานั่งบัลลังก์เปรียบผู้นำอาณาจักร


    หากความจริงยังตกเป็นเบี้ยล่าง แก่ท้าวแสนขร


    บิดานางรัก จามรเทวีสตรีที่มีอิทธิพลครอบงำใจ


    ปกครองผ่านมาสักระยะ ขณะกำลังดีขึ้นเพราะมีตัวแปรสำคัญกอบกู้


    อริยะลูกอชาตะอสูร ที่เกิดกับจามรเทวี ช่วงองค์เลอสรวงถูกสิงร่าง


    เชื้อสายขัตติยะ ซึ่งถูกยัดเยียดให้ลูกยักษ์ลูกมาร 


    กลับกลายช่วยให้ได้ความศรัทธา จากประชาราษฎร์ ในดินแดนแอ่งโคราช


    มีคนนิ่งเฉยไม่ได้คือท้าวอุดม ผู้ที่ถูกส่งมาให้คอยดูความเป็นไป


    ลำดับบุตรของท้าวแสนขรกับนางเมียรอง ต่างกับจามรเทวี ธิดาซึ่งมารดาเป็นเมียเอก


    ท้าวอุดมจึงแฝงความอคติ สิ่งใดรายงานต่อบิดา 


    ประเด็นก่อให้ผลร้ายเกิดกับจามรเวทีได้ ก็จะต้องรีบแจ้งทันที


         “อีหยังวะ ส่วยกะหาส่งให้แล้ว ยังสิเอาควมกับกูอีก”


    คำจามรเทวีเดือดดาล เมื่อได้รับสารส่งจากบิดา เตือนในข้อควรลดบารมีของทายาทกษัตริย์


    อันอาจขัดขวางแผนการภายภาคหน้า เพชบุระจะขยับขยายมาปกครองศรีจนาศะ ในไม่ช้า


    สองคน ผัว เมีย ปรึกษากันในห้อง กับความกดดันครั้งนี้


         “เบิ่งทรง หนักขึ้นไปหน้า”


    ขนาดท้าวรณชัย พ่อเมืองยังเอ่ยออกปาก


    ผ่านมาพยายามทำเพื่อจามรเทวี ให้ดีที่สุดสำหรับไม่ต้องบาดหมางกัน


    แต่สุดจะทนตรงนึกไว้ สักวันตนต้องโดนพ่อตาหาเรื่องแน่ 


    เนื่องประสงค์อยากได้อาณาจักร ครอบครองซะเอง


    คนรู้อยู่ในใจลึก ๆ พระนางจามรเทวีมีสังหรณ์


    สังเกตท้าวอุดม มักจะจับผิดความเคลื่อนไหว 


    ชนิดทำอะไร ฝั่งทางบิดาท้าวแสนขรต้องรู้ และเข้ามาก้าวก่ายทุกเรื่อง


         “ญ้อนบักท้าวอุดมคัก ๆ น้องนางคึดจังซี่”


    จึงโยงเรื่องทั้งหมด ให้ตัวแทนของบิดา ที่ส่งมาอยู่ด้วย เพื่อคอยดูท่าที


         “ฆ่าถิ่มโลดซะแม่ง! มันหยัง”


    ลั่นสถบกับความก่อกวน ท้าวรณชัยไม่คิดจะเอาไว้


    ถ้าขืนท้าวอุดมยังอยู่ ตนเองคงหาความสบายใจไม่ได้


    เพราะแต่ละเรื่อง ถูกถ่ายทอดถึงหูของท้าวแสนขร ทั้งยังยุยงในแง่ให้ต้องระแวงกัน


         “คั่นเฮ็ดจังซี่ กะซัมหาทุกข์ให้จะของถ่อนั่นแหล่ว อ้าย”


    คำพูดจามรเทวีให้สติแก่สวามี ทำเช่นนั้นไม่ดีนัก


         “โอ๊ยน้อ! เฮ็ดหยังกะบ่ได่ กูนี่เนาะ”


    ประโยคโพล่งอุทาน อันทำอะไรไม่ได้ แม้ว่าเป็นใหญ่แล้ว ก็ตาม


    เคยโดนครหา เรื่องส่งประชาชนของตน ไปเป็นไพร่ ให้พ่อตาใช้แรงงาน


    หนำซ้ำยังต้องคอยอยู่ในโอวาท แทบทุกอย่าง


    เป็นใครย่อมอึดอัดกันบ้าง เพราะอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในมือ


    เกิดน้อยใจในฐานะผัว เลยถามจากความรู้สึก


         “อ้ายกับพ่อเจ่า น้องนางสิเลือกไผ?”


    คราวถึงต้องตัดสินใจ จามรเทวีเองก็คิดหนัก


    กรณีแบกความหวังซึ่งบิดาฝากฝังไว้ กับชายคนที่รักผ่านมาด้วยกันถึงขั้นนี้


         “แล้วจังสิ กะจักสิเฮ็ดจังได๋”


    ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายสำคัญพอกัน


    จึงเป็นทั้งวัน ที่ท้าวรณชัยเงียบไปถนัด ออกว่าราชการด้วยความไม่มีกะจิตกะใจ


    ...ส่วนท้าวแสนขร นอนไม่หลับ กับถ้อยคำในจดหมาย


    ที่บุตร ท้าวอุดมส่งมาให้ ประโยคใจความ เอ่ยถึงผู้มีบทบาทใหม่


    ทั้งสอดแทรกสิ่งชวนคิด อนาคตคิดยึดอาณาจักรชักจะไม่ง่าย


    ตัวรัชทายาท คืออุปสรรคใหญ่ อาจทำให้มีการต่อต้าน


    แรกตกลงกันว่า มอบอำนาจให้ขุนหลวงรณชัยกับจามรเทวี บริหารบ้านเมืองเพื่อบังหน้า


    พักหลังมาฝั่งศรีจนาศะ มักขอผัดผ่อนผลประโยชน์


    ที่แท้คงมีหมากตัวเด็ด เลยกระด้างกระเดื่อง ไม่ใยดีในข้อขอมาหลายอย่าง


         “บ่ะ! คนอย่างกู สิเฮ็ดให้เบิ่ง ว่าไผเป็นไผ”


    หนุนจนได้มีที่ยืน ในมุมมองของท้าวแสนขร ตัวท้าวรณชัยมาเกาะลูกสาวตน 


    นั่งในตำแหน่งสมใจ พอไม่เท่าไร ก็แสดงตัวเผยธาตุแท้บิดพลิ้ว เล่นแง่


    การณ์ลางวิบัติมาถึง ในวันหนึ่งขบวนแห่ ท้าวแสนขร 


    เยือนยังปราสาทแหล่งที่ประทับ ท้าวรณชัยกับจามรเทวี


    ลักษณะไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อันเจตนามาเห็นกับตาตนเอง


         “ท่านพ่อ หยังจังบ่บอกลูกก่อนน้อ สิได่ต้อนฮับ อย่างสมเกียรติ”


    ประโยคพูดของฝั่งเขย เอ่ยเมื่อพบกันซึ่ง ๆ หน้า


         “บ่อยากให้ยากนำ ซัมนี่”


    ท้าวแสนขรออกตัว ด้วยคำเชิงไม่อยากให้มากพิธี


         “แม่นอีหยัง จังเฮ็ดให้ท่านพ่อมาเองน้อ”


    จามรเทวีเจรจาเข้าเรื่อง เพราะประการใด ขั้นทำให้บิดา 


    วิสาสะมาเยือน โดยไม่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อจะได้ให้เตรียมตัว


         “กะญ้อนว่า อยากมาพ้อหน่อเนื้อเลอสรวง”


    ทางท้าวแสนขร บอกสิ่งซึ่งเป็นแรงจูงใจให้มาครั้งนี้


         “อยู่ไสหล่ะ อริยะเชื้อแนว”


    จะใครซะอีก ที่ส่งมูลข่าวไปให้ ถ้าไม่ใช่ท้าวอุดม


    ก่อท้าวแสนขรร้อนใจ กับการมีตัวตนของทายาท


    จวนเจียนใกล้หมดความอดทน ในข้อยอมตามเงื่อนไข 


    ถ้าหากบิดาจามรเทวี แทรกแซงมากเกินไป


    สำหรับท้าวรณชัย ดุจไฟลนสุม จนหงุดหงิดในกิริยา


         “เอาไว้ มื้อใดเซาเป็นไข้ กะสิพามาให้เบิ่ง”


    ถือว่าภายใต้อาณาจักร ตนเองไม่ธรรมดาเหมือนกัน 


    ท้าวรณชัยยื้อเวลา โกหกพอให้ผ่านไปก่อนตอนนี้


    ฝ่ายจามรเทวีชักร้อน ๆ หนาว ๆ หากให้บิดาเจอสภาพอสูรในร่างอริยะ


    เขี้ยวแหลมมุมปากที่งอกออกมา คราความแตกเพราะสารรูปมันฟ้อง


         “แม่นแล้วท่านพ่อ เอาจังซี่สา มาเมื่อย ๆ พักคิงก่อนเนาะ”


    พระนางช่วยพูด หันเหบิดา


    ข้ารับใช้แถวนั้นถูกมอบหมาย รีบจัดที่รองรับแก่ผู้เยือน


         “จังได๋อีปุน แล้วหล่ะเบาะ งานกูให้เฮ็ด”


    พระนางถามกับบ่าวไพร่ ทั้งจัดแจงพาบิดากับคณะที่มาด้วย


    ไปอีกยังตำหนัก ปราสาทอีกแห่ง เพื่อจะได้มีเวลาแก้ไขในระหว่างนั้น


    ก่อนที่ต้นเหตุ ความวิบัติจะบีบท้าวรณชัยให้ทำอะไรสักอย่างกับพ่อตา 


    ผู้ซึ่งทะนงตน คนอื่นไม่สามารถขัดขืนวิสัยทัศน์ได้


    ...ฟากที่พำนักของอริยะ ขณะนี้มังคลาย้ายมาอยู่แบบถาวร


    ประเด็นจากทะเลาะกันกับเมีย องค์หญิงจารนี ขั้นย้ายหนีความวุ่นวาย


    พอขบวนของท้าวแสนขร เข้าที่พักเสร็จสรรพเรียบร้อย


    สบช่องจามรเทวีปลีกตัวออกมา นั่งเสลี่ยงหามถึงปราสาท


         “คั่นสิมา เฮืองจารนี บ่ต้องเว้ากันเด้อแม่เฒ่า”


    สถานะลูกเขย มังคลาจึงเรียกตามศักดิ์ นับเป็นเครือญาติ คนในครอบครัว


    นึกว่าการมาเพื่อเกลี้ยกล่อม เรื่องตนกับลูกสาวของพระนาง


    นิสัยเอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง องค์หญิงจารนี


         “บ่แม่นเฺฮืองนั่นจั๊กเม็ด แนวธุระกะญ้อน ท่านพ่อแสนขรอยากเห็นหน้าอริยะตั๊ว”


    สิ่งทำให้หวั่น สำคัญเมื่อความลับกำลังจะถูกเปิดเผย


         “เอ้า บาดหนิ สิเฮ็ดจังได๋”


    นึกระแคะระคายตรงเบื้องหลัง ตัวใครมีอำนาจที่แท้จริง 


    ยิ่งมาใช้ชีวิต กิจวัตรประจำอยู่ใกล้ ๆ มังคลาเลยเข้าใจขึ้นมา


    ท้าวแสนขรพ่อตาของท้าวรณชัยต่างหาก ผู้กุมชะตาแอ่งโคราชไว้


    ซึ่งรู้มาตั้งแต่สมัยใด เหตุไฉนพระนางถึงได้โลภมากเหลือเกิน


    คงเพราะบิดาประสงค์ในอาณาจักรแห่งนี้ จึงส่งตัวจามรองค์หญิง เชื่อมอภิเษกสัมพันธ์


    อันอุบายเริ่มต้น ได้ผลจวบจนจามรขึ้นมาเป็นเทวี เอกมเหสีองค์เลอสรวง


    เหิมเกริมขนาดใช่วาทศิลป์ ดึงตนเข้าร่วมแผนการร้าย แลกกับสิ่งที่สมควรได้


    อาศัยตำแหน่งโหรหลวง เป่าหูด้วยคำลวงต่อองค์เหนือหัว


    ให้กำจัดลูกที่จะเกิดมา โอรสผู้แตกต่างด้านทัศนคติ


    กำเริบเสิบสานคิดล้มล้างระบบเดิม ซึ่งดำเนินครรลองปกครองกันมายาวนาน


    ก่อเป็นโศกนาฏกรรม ตำนานตามเข่นฆ่ายุวชนไปทั่วแถบถิ่น 


    เนื่องคาระปงองค์หญิงทรงครรภ์ใกล้คลอด หนีรอดจากหลักประหาร


    เลยต้องล่าจำพวกเด็กชาย อายุเกณฑ์ประมาณใกล้เคียงกับลูกในท้อง


    มวลเด็กชายไม่รู้อิโน่อิเหน่ จึงพลอยโชคร้ายไปด้วย


    ความดำมืดในวังหลวง ปริศนาที่ชาวประชาเข้าไม่ถึง


    ได้ถูกลบล้างด้วยสายเลือดเลอสรวง ซึ่งปรากฏตัว หลังจากพยายามปกปิดชาติกำเนิด


    กระทั่งเจอเหตุการณ์เข้ากับตนเอง ลายสือจึงหาทางตัดวงจรการล้มตาย


    จำนวนมากของเด็กชาย อันมาจากคำสั่งเบื้องบนได้สำเร็จ


    เคยผ่านยุคโชติช่วง ล่วงเลยหมดสิ้นทุกอย่าง มังคลาจึงไม่ประมาท


    จากท่าทางร้อนรน อันจามรเทวีบอกเล่ากับตน 


    คาดการมาของบิดา อริยะอายุท่าจะสั้น เนื่องถูกมองเป็นปัญหา


    ดังนั้นก่อนอื่น เร่งหาเด็กมาสลับตัวกัน เพื่อตบตาท้าวแสนขร


    ช่วงระยะอลหม่าน อีนาเป็นคนประสานน้องสาวอีเนียน


    นางมีลูกวัยคราวเดียวกัน ขั้นที่ว่าเคยมาให้นมอริยะอยู่เป็นประจำ ตอนคลอดใหม่ ๆ 


    โดยให้อีเนียนนำบักแดง ลูกชายใช้อ้างต่อหน้าท้าวแสนขร


    หากมีอย่างอื่นเกิดขึ้น อีเนียนโดนบังคับทางอ้อม ให้ต้องเสียลูกแทน


    แผนซึ่งจามรเทวีจะตอบแทนอีเนียนอย่างดี สมกับที่มันสละให้


    เมื่อมังคลามีคำถาม กับความต้องการของท้าวแสนขร


    ทั้งจามรเทวีมีวิธีทำให้บิดา เลิกราระวังในตัวอริยะ


    เรื่องราวแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จึงถูกถ่ายทอดให้ฟัง 


    ดุจดังกับลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต้องช่วยกันแจวถึงฝั่ง


    ...“เจ่ามาแต่ไส? อ้ายโพน”


    กุมารทองโดนอริยะจับได้ ในตอนย้อนกลับมาจากข้างนอก ช่วงรุ่งสาง


    แอบดูอยู่ตั้งนาน กับการทำลับ ๆ ล่อ ๆ ของพ่อกับพี่ผี


    กึ่งสัมภเวสี เลยสามารถเห็นพวกเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย


    อริยะดักไว้ ขณะบักโผนเพิ่งย่องเข้ามาในบริเวณห้อง


    พร้อมหลักฐานมัดตัว กลิ่นคาวเลือดยังไม่จาง


    แม้จะล้างเนื้อล้างตัว ลงทุนอาบน้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ประจำทิศ บ่อที่ขุดไว้รอบสี่ด้าน ตามแนวเขตราชวัง 


    เพื่อป้องกันไม่ให้อริยะเห็นร่องรอย การออกหากินสิ่งมีชีวิตในยามวิกาล


    บักโผนสะดุ้งกับท่าทีจ้องเอาคำตอบ มันจึงประหม่าพูดไม่เต็มปาก


         “ออกไปหาหมู่มา ซัมนั่นหละ”


    ไม่แม้แต่จะมองหน้า บักโผนหลบตาอาการออก


         “มีหยัง กะปันข่อยนำแหน่ มะลางน้ำอ้อยก้อนเดียว น้องยังบ่ลืมอ้าย”


    ลำพังเด็กนึกว่า น่าจะมีขนมมาฝากบ้าง อริยะย้ำความผูกพันฉันท์พี่ น้อง


    ในส่วนบักโผนละอายใจ พลางล้วงถุงห้อยข้างเอว


         “อ้ายมีของมาให้คึกัน”


    มันสำนึกได้ อริยะเคยเอาก้อนน้ำอ้อยมาฝาก 


    ย้อนตอนรับจากมือนางคำปง เมื่อห้าปีก่อน


    รอยกัดแทะสักน้อยก็ไม่เห็น อันแสดงถึงความตั้งใจ ยกให้มันเป็นพี่


    ในความปรารถนาดี บักโผนยื่นห่อใบตอง อาหารซึ่งมันอุตส่าห์จะเก็บไว้กิน ยามหิวขึ้นมา


         “จังซี่แหม่ อ้ายข่อย”


    รับมาเปิดดู อริยะผงะกับความยั่วยวน ตับสด ๆ นกเป็ดน้ำ ชวนกลืนน้ำลาย


         “ฮ่วย! เป็นตะกินแท้”


    ของดิบที่ห้ามไว้ในข้อกำหนด รวมทั้งเลือด ไม่ว่าจะเป็นของมนุษย์หรือสัตว์


    ถ้อยคำมวลสัจจะ ถูกรบกวนด้วยสัญชาตญาณอยาก


         “โอ๊ย! ๆ ๆ อ้ายโผนซอยน้องแหน่”


    อีกแล้วกับอภินิหารควบคุม ตุ้มหูเงินสลักอักษรมนต์ แผ่กระแสกระตุ้นให้รู้สึกตัว


    กุมารผีทนเห็นความเจ็บปวดของอริยะไม่ได้ 


    ภาพตรงหน้าสะเทือนใจ คืออสูรน้อยทิ้งห่อใบตอง ลงไปนอนเกลือกกลิ้ง


    แสบร้อนทั่วกาย เหมือนกับน้ำกรดเทรดราด กัดกร่อนถึงอวัยวะข้างใน


         “เป็นตาย กูกะสิลองเบิ่ง”


    รวบรวมจิต อิทธิฤทธิ์แรงกล้า บักโผนพยายามถอดเครื่องทรมาน


    ออกจากใบหูช่วยน้องจนได้ แต่สิ่งต้องแลกมา


         “น้องหล่า อ้ายลาก่อนเด้อ”


    วิญญาณของมันแตกดับสลาย พ่ายต่ออานุภาพศักดิ์สิทธิ์


         “อย่าไป! อ้ายโผน”


    รับรู้ถึงความสูญเสีย อริยะปาดน้ำตา ทั้งรั้งเรียกไว้


    ใจหายกับการจากลาครั้งสุดท้าย ในสัมพันธ์อันมันยึดติด.