ตอนที่ 72 อย่าสะเอ่อะ ?
หลายๆ คนเกิดความสงสัยนั่นทำให้พวกเขาเอาใบหน้าของพวกเขาชะโงกลงไปเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภาพที่พวกเขาเห็นนั่นทำให้ทุกคนอึ้งไปพร้อมๆ กัน และก็มีชายคนหนึ่งได้พูดขึ้นด้วยความตกใจ
" สวรรค์ทรงโปรดพวกเราแล้ว "
จากนั่นใบหน้าของพวกเขาก็ดูมีความหวังขึ้นมาพร้อมกับวิ่งออกไปหาหญิงสาวทันที
" พวกเราอาจจะรอดก็ได้โว๊ยยย "
" วู้วฮู้วววว "
ณ ตึกสูงในกรุงโซล
ริวจิมิโกะและโทชิโอะกำลังยืนอยู่ คอยสังเกตการณ์พฤติกรรมของอายูเป็นระยะๆ
" ดูเหมือนจะมีผู้รอดชีวิตอยู่แถวนี้น่ะ "
ริวจิจับความเคลื่อนไหวจากสกิล Red Zone Area ทำให้เขาสามารถรับรู้ในรัศมี 500 เมตรได้
มิโกะ : จริงหรอคะพี่ แล้วทำไมพวกเขาไม่ออกมาต่อสู้ละ ไม่อย่างงั้นประเทศของพวกเขาก็ต้องล่มสลายอยู่ดี "
ริวจิ : ดูเหมือนพวกเขาจะรู้เรื่องซอมบี้พอสมควรนะ พวกเขาไม่ได้อยู่รวมกันมากเกินไป ในรัศมี 500 เมตรที่มีสัมผัสได้ก็น่าจะประมาณ 5 ร้อยคน แต่เหตุผลที่พวกเขาไม่ออกมาต่อสู้นั่นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเลยน่ะมิโกะ
เมื่อได้ยินที่ริวจิพูดมิโกะก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมพวกเขาถึงไม่กล้าออกมา เหตุผลมีไม่กี่อย่างก็คือ ปอดแหก , กลัวตาย
มิโกะ : แต่ขืนเป็นแบบนี้พวกเขาก็ตายอยู่ดีไม่ใช่หรอค่ะพี่
ริวจิ : มันก็อาจจะเป็นแบบนั้น แต่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอกน่ะว่าประเทศ ประเทศหนึ่ง จะไม่มีคนที่กล้าต่อสู้กับซอมบี้เลย มันต้องมีคนแบบนั้นอยู่บ้างแหละ
มิโกะ : ถ้าพี่พูดแบบนั้นมิโกะก็จะเชื่อแบบนั้นคะ 55555
ริวจิ : เอาล่ะ ดูเหมือนพวกเขาจะกำลังวิ่งไปทางอายูนะ
มิโกะ : อ่าวทำไมงั้นหรอคะพี่
ริวจิ : พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เราคอยสังเกตดูสถานการณ์สักพักก่อนเถอะ
ทั้ง 3 ก็เฝ้ามองสถานการณ์ตามที่ริวจิบอกโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ทางด้านของอายู เธอกวัดแกว่งกริชที่มือของเธอทั้ง 2 ข้าง ไปที่คอของซอมบี้อย่างบ้าคลั่ง และตาของเธอตอนนี้ก็มีสีแดงเข้มให้ความรู้สึกที่ขนหัวลุกและเสียวสันหลังเป็นอย่างมาก ถ้าเธออยู่ด้านหลังละก็ อายูในตอนนี้เธอก็ยังมีสติอยู่ แต่ว่าเธอกระหายในการฆ่าซอมบี้มากขึ้นและมากขึ้น มันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เธอยังไม่รู้สาเหตุของมันแม้แต่น้อย ถึงแบบนั้นอายูก็ไม่ได้ขัดขืนมันแต่อย่างใด เธอก็อยากแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั่นก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้น
" เธออยู่ตรงนั้นพวกเรา "
พวกเขาสังเกตเห็นเธอแล้วดังนั้นคนหลายสิบคนก็เริ่มกรูเข้ามาหาอายู
" สวรรค์ทรงโปรดพวกเราแล้ว "
หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาหลังจากที่พวกเขามีความหวังว่าผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้านั้นจะช่วยพวกเขาจากสถานการณ์ที่โหดร้ายแบบนี้ได้
แต่เมื่อเห็นอายูกำลังฆ่าซอมบี้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่ออีก และเลือกที่จะรอให้อายูจัดการซอมบี้ที่อยู่แถวนี้ให้หมดเสียก่อน
7 นาทีผ่านไป
อายูก็จัดการซอมบี้ที่อยู่แถวนั้นทั้งหมด เธอสังเกตเห็นคนพวกนี้มาตั้งนานแล้ว แต่อายูก็ยังไม่รู้เจตนาของพวกเขา ถึงอย่างงั้นถ้าพวกเขาอยากจะลอบทำร้ายเธอหลังจากคิดว่าเธออ่อนแรงแล้วละก็ อายูก็จะฆ่าคนพวกนี้ให้หมดเช่นกัน
ในตอนนั้นเองก็มีคนที่กล้าที่จะเปิดปากขึ้นพูด เขามีลักษณะหล่อเหลาเหมือนพระเอกเกาหลี ทรงผมของเขาเป็นทรง Two Block และเขาย้อมมันด้วยสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกที่น่าหลงใหล
" สวัสดีครับ ผมชื่อมันจา คุณชื่ออะไรอย่างงั้นหรอครับ คุณผู้หญิง"
มันจาสังเกตแล้วว่าคนที่อยู่ด้านหน้าของเขาไม่ใช่นางฟ้ามาโปรดเหมือนที่พวกที่นับถือในพระเจ้าพูดกัน เธอเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเขา แต่มันจาก็ยังเลือกที่จะใช้คำพูดที่สุภาพกับเธอ เพราะว่าหญิงสาวที่สามารถต่อสู้กับซอมบี้ขนาดนี้ได้นั่นย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
อายูทำหน้างงเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจที่มันจาพูด ถึงแม้ว่าเธอจะร่ำรวยและไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ แต่ถึงอย่างงั้นเธอก็พูดได้แค่ 2 ภาษาก็คือ ญี่ปุ่นและอังกฤษแค่นั้นเอง แต่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลโลก ทำให้ไม่ยากต่อการสื่อสารในการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศของเธอ
มันจาสังเกตเห็นใบหน้าที่งงของอายู เขาจึงยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับลองพูดเป็นภาษาอังกฤษลองดู
" ดูเหมือนว่าคนจะไม่ใช่คนเกาหลีสิน่ะครับ แฮ่ะๆ คุณพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย "
อายูไม่ได้ตอบอะไรเธอพยักหน้าตอบรับ
" ดีเลยครับ งั้นผมขอแนะนำตัวอีกครั้งนะครับ ผมชื่อมันจาแล้วคุณชื่ออะไรหรอครับ "
มันจายังยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับอายู
" ฉันชื่ออายู เป็นคนญี่ปุ่น "
สิ้นเสียงของอายู คนที่กรูเข้ามาเพื่อฟังเสียงสนทนาระหว่างพวกเขาทั้ง 2 ก็ทำหน้าแบบไม่อยากจะเชื่อ ตาของพวกเขาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
" อาาาาา อายู หรือ ว่าาจะเป็น "
" คนที่เป็นอันดับ 2 ใน Red Tower เป็นรองแค่เพียง ริวคนนั้นหนะเหรอ "
" หลายๆ คนหาเหตุผลต่างๆ นานา ว่า 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เธอไปอยู่ที่ไหน ทำไมไม่เข้าไปทดสอบใน Red Tower บางคนก็บอกว่าเธอตายแล้ว แต่ในวันนี้ถ้าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงละก็ ทุกอย่างก็จะกระจ่างแจ้งทันที"
คนที่ได้ยินก็กระจายเสียงให้อย่างรวดเร็วแป๊บเดียวคนทั้งหมดก็รับรู้ถึงตัวตนของเธอ ในส่วนทางด้านมันจานั่นหลังจากที่เขาได้ยินที่อายูพูดชื่อของเธอ เขาก็ช็อกเล็กน้อยก่อนที่จะพยายามรักษาภาพลักษณ์ของเขาเอาไว้
" โอ้ว ! นั่นมันเซอร์ไพรส์ผมมากเลยละครับ ว่าแต่คุณมาที่เกาหลีมีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ"
ไม่ใช่แต่มันจาที่อยากรู้ แต่ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็อยากรู้เช่นกัน พวกเขาพยายามเอียงหูเข้าหาอายูเพื่อเตรียมพร้อมที่จะฟังเสียงที่จะออกมาจากปากของหญิงสาว
" ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ "
อายูเธอตอบกลับไปโดยไม่ได้คิดอะไรเลยสักนิด ถึงอย่างงั้นเธอก็พอรู้ว่าคนพวกนี้เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างงั้นถ้าพวกเขายังไม่คิดโจมตีเธอก่อนละก็ อายูก็เลือกที่จะปล่อยพวกเขาไป
มันจาและคนอื่น ๆ หลังจากที่ได้ฟังที่อายูพูดนั่นทำให้พวกเขาอึ้งในความหยิ่งยโสของสาวผมส้มที่ยืนที่เบื้องหน้านี่เลย
" ยัยนี่ หยิ่งชะมัด ขนาดคุณมันจาพูดดีดีด้วยแล้ว หล่อนยังทำปฏิกิริยาแบบนั้นได้ "
" ใช่ๆ แค่ต่อสู้ได้นิดๆ หน่อยๆ ก็ทำเป็นหยิ่งสะได้ ฉันหมั่นไส้เธอชะมัด "
ผู้หญิงหลายคนที่อยู่ในกลุ่มแสดงกิริยาที่ไม่พอใจออกมาชัดเจนหลังที่เห็นอายูตอบกลับไปแบบไม่เเยเเสแต่อย่างใด แต่ในส่วนของมันจานั่นเข้าก็อึ้งเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็ลองมาคิดถึงเหตุผลว่า ทำไมอายูถึงมีปัญญาข้ามประเทศมาทั้งที่เกาหลีและญี่ปุ่นนั่นมีทะเลกั้นอยู่ มันมีไม่กี่อย่างก็คือพวกเขามีพาหนะที่เคลื่อนที่ทางอากาศได้ หรือไม่ก็พวกเขามีเรือที่ใช้ในการเคลื่อนที่นั่นเอง แต่มันจาไม่หยุดคิดแค่นั้น เขายังคิดต่อไปอีกว่าการที่เธอลงทุนมาถึงเกาหลีทั้งที่ญี่ปุ่นนั่นผ่านการทดสอบรอบแรกแล้ว ทำให้จุดนี้มันจาสงสัยเป็นอย่างมาก และในโลกยุคมืดนี้มันมีไม่กี่อย่างที่พวกเขาต้องการนั่นก็คือ อาหาร
มันจาคิดได้แบบนั้นเขาจึงคิดจะล่ออายูเพื่อให้เธอคอยรับใช้เขา และภายในใจของเขาตอนนี้ก็เผยใบหน้าที่ชั่วร้ายออกมา
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า เธอต้องมาเป็นของฉัน ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าปฏิเสธฉันหรอก โดนแน่ "
ณ ตึกสูงที่ที่ริวจิกำลังยืนอยู่
เมื่อพวกมันจาและคนอื่น ๆ เคลื่อนที่ออกมาจากตึกแล้ว ทำให้มิโกะแล้วโทชิโอะสังเกตเห็นพวกเขาได้
มิโกะ : พี่คะดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกับเธออยู่เลยนะคะ
ริวจิ : พี่รู้แล้วล่ะ
มิโกะ : ว่าแต่พี่รู้มั้ยว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
หลังจากที่ได้ยินที่น้องสาวของเขาพูดออกมาแบบนี้ เขาก็คิดในใจตัวเอง " น้องฉันคิดว่าฉันคือเทพรึไงวะ " เขาเอือมระอากับมิโกะที่คิดว่าพี่ชายของเขาสามารถทำได้ทุกอย่าง
ริวจิได้ยิ้มแห้งๆ และตอบกลับไป
ริวจิ : พี่ไม่มีสกิลแบบนั้นหรอก แฮะ แฮะ
มิโกะ : อ๋อ งั้นทำไมพวกเราไม่ลงไปดูหน่อยละคะ
ริวจิ : น้องอย่าบอกนะว่า น้องเป็นห่วงเธออย่างงั้นหรอ ฮ่า ฮ๋า
มิโกะ : จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงละคะ หนูก็แค่กลัวเธอคลั่งและเผลอไปฆ่าคนบริสุทธิ์ุ์เท่านั้นเอง
เมื่อสรุปได้แบบนั้นแล้วพวกเขาก็เลือกที่จะลงไปเพื่อตรวจสอบดูสถานการณ์ข้างล่าง
ในด้านของอายู
หลังจากที่มันจาคิดแผนการทั้งหมดได้แล้วเขาจึงกล่าวอุบายออกมา
" ฮ่า ฮ่า ถ้าผมเดาไม่ผิดละก็ อาหารญี่ปุ่นคงไม่ถูกปากของคุณสินะครับ "
มันจาไม่ได้พูดไปตรงๆ เขาพูดพร้อมกับสังเกตอาการของอายูไปด้วย
" ดูเหมือนว่าจะใช่นะครับ ผมมีอาหารแสนอร่อยอยู่ ถ้าคุณไม่รังเกียจละก็ ได้โปรดมารับประทานมื้อค่ำด้วยกันมั้ยครับ "
มันจายังยิ้มอย่างอ่อนโยนตามสไตล์ของเขา เขาพยายามชักชวนเธอ แต่อายูก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมาเลย
ตอนนั้นเอง
ริวจิมิโกะและโทชิโอะก็ได้ปรากฏตัวขึ้นเนื่องจากเขาใช้สกิลลบตัวตน และคนพวกนี้ก็ไม่สามารถตามเขาทัน และไม่ทันได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำ ถึงแม้มิโกะจะไม่มีสกิลเหมือนกับริวจิแต่เธอก็เร็วพอ ที่ทำให้พวกเขาจะไม่สังเกตเห็นตัวเธอ
เหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหน้านั่นทำให้เหล่าผู้คนตกใจเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่รู้สึกถึงตัวตนของพวกเขาทั้ง 3 ด้วยซ้ำแต่ถึงอย่างงั้นโทชิโอะก็แค่ขี่หลังริวจิเท่านั้นทำให้เขาเคลื่อนที่ได้เท่ากับริวจิ
" เธอไม่ได้มาคนเดียวหรอกหรอ "
" เธอมีพรรคพวกด้วย "
ริวจิไม่ได้รอให้ทุกคนหายจากอาการตกใจเขาเดินไปหามันจาและพูดขึ้น ด้วยภาษาเกาหลี เนื่องจากเขามีสกิลแปลภาษา ทำให้เขาสามารถพูดและรับรู้ถึงภาษาต่างๆ ได้
" สวัสดีครับ พวกคุณกำลังคุยเรื่องอะไรกันอย่างงั้นหรอ "
หลังจากพวกเขาสังเกตบุคลิกและพบว่าเด็กหนุ่มนั่นไม่พกพาอาวุธด้วยซ้ำ ทำให้หลายๆ คนที่อยู่ในนั้นเริ่มมีความคิดนี้ขึ้นบนหัว
และก็มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ตะโกนขึ้นมา เธอมีรูปร่างที่สวยและหุ่นที่ดีมาก
" เป็นแค่ร่าม อย่ามาสะเอ่อะขัดจังหวะได้มั้ย "