TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 181 เฟิร์สวันแรงค์ SSS

    ตอนที่ 181 เฟิร์สวันแรงค์ SSS


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    แรงกดดันครอบคลุมไปทั่วทั้งห้อง เลขาสาวถึงกับสลบลงทันใด ส่วนผู้กำกับพิเชษหากเขาไม่ได้นั่งอยู่คงแข้งขาอ่อนแรงล้มพับลงไปแม้ว่าจะยังคงสติได้ก็ตาม


    แต่สิ่งที่ทำให้ผู้กำกับพิเชษต้องตกตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือ ...


    “ดาราน้ำเงินสองแฉก” ที่ปรากฏกลางหน้าผากของเด็กหนุ่ม


    “ดะ ... ดาราน้ำเงิน เข้าสู่ขอบเขตดาราน้ำเงินแล้ว” ผู้กำกับพิเชษตกใจเป็นอย่างมาก ในดวงตามีความตื่นตะลึงไม่สิ้นสุด


    ต้องรู้ไว้ว่าการโจมตีเข้าสู่ขอบเขตดาราน้ำเงินนั้นยากเพียงใด ถึงต่อให้จะสามารถเข้าสู่ขอบเขตดารานำ้เงินได้แล้ว การจะบ่มเพาะไปอีกขั้นหนึ่งก็ยากแค้นแสนเข็น


    หนึ่งขั้นของดาราน้ำเงินนับว่าเป็นขั้นใหญ่ของคนทั่วไปได้เลยทีเดียว ดังนั้นดาราน้ำเงินสองแฉกขึ้นไปส่วนใหญ่จึงมักจะถูกจัดอยู่ในยอดฝีมือแรงค์ SS+ ทั้งสิ้น


    ต่อให้ไม่ใช่แรงค์ SS+ ที่แข็งแกร่ง แต่ก็เหนือกว่าแรงค์ SS ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง


    แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ยังเคยมีชื่อเสียงเมื่อเจ็ดปีก่อน พึ่งเข้าสู่ขอบเขตดาราแดงก็สามารถจัดการกับแรงค์ S+ ได้ ตอนนี้บ่มเพาะมาถึงดาราน้ำเงินสองแฉกแล้ว ไม่รู้ว่าพลังรบของเขาจะแข็งแกร่งถึงระดับใด


    จากพลังกดดันที่ปลดปล่อยออกมา ก็ทำให้เขาที่เป็นแรงค์ S+ ไม่อาจทรงตัวได้แล้ว


    เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในพริบตาเดียวเท่านั้น เฟิร์สที่เห็นเลขาสาวสงบทรุดกองอยู่กับพื้นก็รู้สึกผิดขึ้นมา


    แรงกดดันทั้งหมดหายไปอย่างรวดเร็ว 


    เด็กหนุ่มยื่นมืออันขาวเรียวออกไปแล้วโบกขึ้นเบาๆ ตอนนั้นเองร่างของเลขาสาวก็เหมือนจะมีพลังที่ไร้รูปพยุงเธอขึ้นมาแล้วสติของเธอก็ฟื้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว


    แม้พลังอันไร้รูปจะหายไปแล้ว แต่เลขาสาวก็ยังจดจำความรู้สึกนั้นได้ ดวงตาของเธอสั่นระริก จ้องมองไปที่เด็กหนุ่มอย่างไม่วางตา


    “ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณสลบไป” เฟิร์สกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล


    “มะ ไม่เป็นไรค่ะ” เลขาสาวกล่าวอย่างตะกุกตะกัก


    เฟิร์สหันกลับไปที่ผู้กำกับพิเชษอีกครั้งแล้วเอ่ย “เอาล่ะ คุณก็น่าจะเห็นพลังของผมแล้ว ตอนนี้ผมคงจะมีคุณสมบัตินั้นแล้วกระมัง อ้อ ... ใช่ พอดีกำไลของผมถูกทำลายในอบิส รบกวนคุณช่วยทำอันใหม่ให้ผมที อย่างน้อยในระหว่างหนึ่งปีที่เหลือนี้ ผมจะทำหน้าที่เป็นพนักงานของนิวโฮปอย่างเต็มที่แน่นอน”


    “ได้ แต่เรื่องนี้ผมต้องรายงานเบื้องบนก่อน” ผู้กำกับพิเชษเอ่ย


    แล้วเฟิร์สก็เอ่ยตอบกลับไป “หัวหน้า เรื่องนี้ผมต้องการให้เป็นความลับ ก่อนหน้านี้ชื่อเสียงทำให้ผมกับพ่อใช้ชีวิตลำบากมาก ตอนนี้พ่อของผมใช้ชีวิตอย่างสงบสุขดีแล้ว ผมไม่ต้องการให้ใครไปรบกวนเขาอีก”


    “แต่เรื่องนี้เป็นไปได้ยากมาก เมื่อคุณเข้าร่วมในการลงเทรดอบิสในครั้งนี้ชื่อเสียงของคุณต้องกลับมาอย่างแน่นอน ผมเกรงว่าเรื่องจะไม่เป็นไปอย่างที่คุณหวัง”


    เฟิร์สยังคงสงบนิ่งและเอ่ย “ผมรู้เรื่องนี้ดี แต่ผมแค่อยากขอความร่วมมือจากนิวโฮปไม่ให้เผยแพร่ที่อยู่ของผมกับพ่อออกไปก็พอ ส่วนพวกที่ไม่รู้ความ พวกเขาคงจะไม่กล้ามายั่วยุแรงค์ SSS อย่างผม”


    ตอนนั้นเองผู้กำกับพิเชษก็ตกใจมากที่เด็กหนุ่มพูดว่าเขาคือแรงค์ SSS ด้วยตัวเอง สำหรับเรื่องนี้การจะขอทดสอบย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ เพราะอย่างไรก็ตามการทดสอบคุณสมบัติของแรงค์ SSS ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ และยากที่จะประเมินออกมา


    จากการที่ชายชรารู้จักกับเด็กหนุ่มมาระยะหนึ่ง เขานั้นพอจะรู้ดีว่าเด็กหนุ่มไม่ใช่คนที่ชอบพูดเล่น


    หากเขาบอกว่าตัวเองคือแรงค์ SSS ย่อมต้องเป็นแรงค์ SSS อย่างแน่นอน และเมื่อนำหลายๆ อย่างมาประกอบกัน มันก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะเป็นตัวตนแรงค์ SSS จริงๆ


    “เรื่องนี้พวกเราจะทำอย่างเต็มที่” ผู้กำกับพิเชษเอ่ย


    “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากรบกวนคุณ”


    “เชิญคุณว่ามาได้เลย” ชายชรากล่าวอย่างเกรงใจ ต้องรู้ไว้ว่าด้วยตำแหน่งและพลังรบของเด็กหนุ่มในตอนนี้ ย่อมมีคุณสมบัติคู่ควรที่เขาจะปฏิบัติเช่นนี้


    “ไม่ทราบว่านิวโฮปพอจะมีข้อมูลของยาที่ใช้กับผู้นิทราเป็นเวลานานหรือไม่?” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มดูจริงจังมากขึ้น


    หลังจากที่เขาได้พบความจริงของอบิส มันก็ทำให้เขาตระหนักได้แล้วว่าการจะสร้างยาเพื่อปลุกผู้ป่วยให้ตื่นจากนิทรานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย


    อีกอย่างการจะปรุงยาแบบนั้นขึ้นมาก็จำเป็นต้องมีการทดสอบหลายอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเป็นอย่างมาก


    เฟิร์สไม่ต้องการให้แม่ของเขาเอาชีวิตไปเสี่ยง ดังนั้นการมีอยู่ของยาที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนับว่าปลอดภัยกว่ามาก


    ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเขานั้นมีความคิดที่มุทะลุอยู่มาก การจะปรุงยาด้วยตัวเองนั้นนับว่าเป็นอะไรที่เหิมเกริมเกินไป เมื่อนำเรื่องความปลอดภัยของผู้เป็นแม่เข้ามาพิจารณาแล้ว เขาจึงเปลี่ยนความคิด


    อีกอย่างด้วยสถานะของเขาในตอนนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเอ่ยขอยาชนิดนั้น


    เฟิร์สตัดสินใจไม่บอกความจริงเรื่องอบิสให้นิวโฮปรู้เรื่อง เพราะอย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ อีกอย่างการพูดคุยกับมนุษย์กลุ่มใหญ่ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัว เพราะแต่ละฝ่ายก็มีผลประโยชน์มากมายจากการปรากฏของอบิส ซึ่งพวกเขาย่อมไม่มีทางทำให้อบิสหายไปจากโลกอย่างแน่นอน


    อีกอย่างการจะจัดการกับเรื่องนี้ได้ก็มีแต่ทำตามอย่างที่เดม่อนเบรกอร์บอกเท่านั้น ต้องเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของโลกให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากต่างมิติ ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่เฟิร์สเองก็ยังจนปัญญา มีเพียงแต่เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นสีครามเพื่อสัมผัสกับกฏเกณฑ์เท่านั้นถึงจะพอหาความจริงอะไรได้บ้าง แม้ว่าจะไม่มั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จก็ตาม


    เฟิร์สไม่รู้ว่าจากขั้นสีครามจะมีขั้นอื่นๆ อยู่อีกหรือไม่ หากมีขั้นที่สูงกว่าไม่แน่ว่าเขาอาจจะกอบกู้โลกแห่งนี้ได้


    “คุณต้องการปลุกแม่ของคุณขึ้นมาสินะ” ท่าทางของชายชราเปลี่ยนไปเป็นสงบเยือกเย็น


    “ใช่” เฟิร์สเอ่ยตอบ


    “ถ้าอย่างนั้นคุณคงรู้ว่ามูลค่าของยานั้นย่อมไม่ธรรมดา วัตถุดิบที่ใช้ทำยาล้วนแต่นำมาจากอบิสระดับสีน้ำเงินทั้งสิ้น มันจึงเป็นยาที่ประเมินค่าไม่ได้ ภายในโลกนี้อาจจะมีเพียงไม่กี่เม็ดเท่านั้น”


    “ผมรู้ และผมต้องการมัน”


    “ครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะรายงานเรื่องนี้เข้าไปด้วย แต่ว่าการจะได้ยานี้มาคุณต้องทำอะไรให้นิวโฮปเพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน คุณยอมจะทำแบบนั้นจริงๆ หรอ?”


    “ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกินไป ผมรับปากว่าจะยอมรับทุกเงื่อนไข แต่ผมก็มีเงื่อนไขของผมเหมือนกัน” 


    “เชิญคุณว่ามา” ผู้กำกับพิเชษในตอนนี้กำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของนิวโฮปที่กำลังเจรจาต่อรองกับแรงค์ SSS


    “ผมต้องการยานั่นก่อนที่การลงเทรดอบิสสีน้ำเงินที่พม่าจะเริ่มขึ้น หากนิวโฮปยอมรับในเงื่อนไขนี้ก็ติดต่อผมมาได้เลย ผมพร้อมที่จะเจรจาพูดคุยทุกเมื่อ” เฟิร์สเอ่ยด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง


    ทว่าสีหน้าของผู้กำกับพิเชษกลับดูลำบากเป็นอย่างมาก


    “คุณต้องไม่ลืมนะครับว่าตอนนี้คุณยังเป็นพนักงานของนิวโฮป สัญญาของคุณยังไม่สิ้นสุด การต่อรองที่นอกเหนือจากหน้าที่ย่อมไม่สามารถทำได้” 


    “แน่นอนว่าผมไม่ลืม แต่คุณเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรอว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ที่จะเข้าร่วม ถ้าอย่างนั้นผมก็สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้เช่นกัน การลงอบิสระดับนั้นแน่นอนว่าต้องมีความสูญเสีย แต่ถ้ามีแรงค์ SSS เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ความปลอดภัยย่อมต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน” เฟิร์สเอ่ยด้วยนำ้เสียงที่เจ้าเล่ห์


    แม้แต่ผู้กำกับพิเชษเองก็พึ่งจะเห็นด้านนี้ของเด็กหนุ่ม


    แต่อย่างไรก็ตามตัวตนอย่างแรงค์ SSS ไม่ใช่อะไรที่จะควบคุมได้ง่ายๆ 


    จริงอยู่ว่านิวโฮปเฟดเดอร์เรชั่นนั้นมีแรงค์ SSS สังกัดอยู่จำนวนหนึ่ง แต่พวกเขาก็จ่ายไปมากกับการดึงตัวตัวตนเช่นนี้ให้อยู่ในองค์กร


    การที่เฟิร์สร้องขอยาตื่นจากโรคนิทราย่อมเป็นอะไรที่เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับแรงค์ SSS เหล่านั้น


    ดังนั้นนิวโฮปจึงต้องต่อรองเงื่อนไขกับแรงค์ SSS ผู้นี้เป็นอย่างดี


    “เอาเป็นว่าผมจะส่งเรื่องนี้ให้เบื้องบนพิจารณาให้เร็วที่สุด” ผู้กำกับพิเชษเอ่ยอย่างจนใจ


    “ขอบคุณครับ ถ้านั้นวันนี้ผมต้องขอตัวก่อน ส่วนเรื่องกำไลข้อมูลคุณสามารถส่งไปที่บ้านของผมได้เลย ตอนนี้ผมพักอยู่กับคุณพ่อและพวกคุณก็น่าจะรู้ที่อยู่นั้นดี ... ลาแล้วครับ”


    หลังจากที่เอ่ยจบ ร่างของเด็กหนุ่มก็กระพริบ ร่างกายดุจเปลวไฟสีเงินที่วูบไหวแล้วถูกสายลมพัดกระจายหายไป