เสียงกลองศึกที่ดังก้องในความทรงจำของหลวงปู่แก้วค่อยๆ จางหายไป...ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัดของผลลัพธ์ที่ตามมา ท่านเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเหนื่อยอ่อนเต็มที ราวกับกำลังใช้พลังชีวิตหยดสุดท้ายเพื่อถ่ายทอดเื่ราวให้จบสิ้น
"าในครั้งนั้น...สยามเป็ฝ่ายชนะ" ท่านกล่าว "เราขับไล่ทัพพม่าออกไปจากแผ่นดินได้สำเร็จ ข้าได้รับการสรรเสริญเยินยอในฐานะกษัตริย์นักรบ...แต่สำหรับตัวข้าเองแล้ว...มันคือความเ็ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต"
อาศรมกลางป่าลึก หลายเดือนหลังสิ้นสุดา
ข่าวของาและชัยชนะของกรุงศรีอยุธยาไม่ได้เดินทางมาถึงอาศรมด้วยราชสาส์น แต่มันเดินทางมากับสายลม...สายลมที่พัดพากลิ่นคาวเืและเสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงิญญาทหารพม่าหลายหมื่นนายที่ต้องล้มตายในสนามรบ
มินจอส่วยััได้ถึงมันเป็คนแรก
เป็เวลาหลายสัปดาห์ที่เขาขังตัวเองอยู่แต่ในกระท่อม นั่งสมาธิอย่างสงบนิ่ง แต่ผู้เป็สหายอย่างอินทร์กลับรู้สึกได้ถึงพลังงานอันมืดมนและปั่นป่วนที่แผ่ออกมาจากตัวของมินจอส่วย มันไม่ใช่อาการของผู้ที่กำลังฝึกวิชา แต่เป็อาการของูเาไฟที่กำลังรอวันปะทุ
จนกระทั่งคืนเดือนมืดคืนหนึ่ง มินจอส่วยก็เดินออกมาจากกระท่อม
ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวหรือเศร้าโศก...แต่มันกลับสงบนิ่งและเ็าจนน่าหวาดหวั่น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น บัดนี้กลับกลายเป็ความว่างเปล่าที่ลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
"เขาทำแล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง "เขาทรยศคำสาบานของเราแล้ว"
อินทร์ซึ่งเฝ้าดูสหายด้วยความเป็ห่วงตลอดมา รีบเข้ามาขวางหน้าไว้ "ใจเย็นก่อนมินจอส่วย! ข้ารู้ว่าเ้าเ็ป...แต่ท่านพี่เป็กษัตริย์นะ! เขามีหน้าที่ที่ต้องปกป้องบ้านเมืองและประชาชนของเขา! เขาไม่มีทางเลือก!"
"ไม่มีทางเลือกอย่างนั้นรึ?" มินจอส่วยหันมามองอินทร์เป็ครั้งแรก สายตาของเขาคมกริบราวกับเศษแก้ว "ผู้คนล้มตายในทุกยุคทุกสมัย...อินทร์ อาณาจักรเกิดขึ้นแล้วก็ล่มสลายไป...แต่วาจาสัตย์ที่ให้ไว้ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นิรันดร์!
เขาเลือกผืนดินที่เน่าเปื่อยได้...มากกว่าคำสัญญาที่เป็ะ เขาเลือกมนุษย์...มากกว่า์! เขาไม่ใช่สหายของข้าอีกต่อไป...เขาคือผู้ทรยศ...คือมลทินที่ต้องถูกชำระล้าง!"
ตรรกะของเขาบิดเบี้ยวไปโดยสมบูรณ์แล้ว ความภักดีต่อคำสาบานได้แปรเปลี่ยนเป็ความคลั่งไคล้ในอุดมการณ์ของตนเอง
มินจอส่วยเดินตรงไปยังพระครูอูสะที่นั่งสมาธิอยู่หน้ากระท่อมราวกับหยั่งรู้ล่วงหน้า "ท่านอาจารย์...ศิษย์ของได้ทรยศท่าน ทรยศคำสอนของท่าน...ท่านจะลงทัณฑ์เขาอย่างไร"
พระครูอูสะลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ แววตาของท่านเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและเมตตา "ความแค้นคือไฟที่เผาผลาญผู้ที่ถือมันไว้ก่อนเสมอ..."
"เส้นทางที่เ้ากำลังจะเลือกเดินนั้น...มันนำไปสู่ความมืดที่ลึกยิ่งกว่าเดิม...จงปล่อยวางเสียเถิด"
"ปล่อยวางรึ!" มินจอส่วยตวาดลั่น ความสงบนิ่งที่เคยมีแตกสลายลง กลายเป็ความเดือดดาลอย่างสุดขีด
"ท่านจะให้ข้าปล่อยวางการกระทำที่เหยียบย่ำจิติญญาของเาาวพม่าเช่นนี้รึ! ในเมื่อท่านซึ่งเป็อาจารย์ไม่คิดจะลงทัณฑ์เขา...ข้าก็จะทำเอง!"
เขาคุกเข่าลงกราบพระครูอูสะเป็ครั้งสุดท้าย น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากดวงตาที่ลุกโชนด้วยไฟแค้น "นับแต่นี้ไป...ข้าไม่ขอเป็ศิษย์ของท่านอีกต่อไป แต่ข้าจะขอเป็ผู้รักษากฎ...เป็ผู้ทวงถามความยุติธรรมให้กับคำสาบานที่ถูกทำลาย!"
ว่าแล้วมินจอส่วยก็หันหลังเดินจากไปทันที เขาไม่ได้หันกลับมามองอินทร์ผู้เป็สหาย หรืออาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แม้แต่น้อย...เขาเดินจากไปในฐานะบุรุษผู้มีภารกิจใหม่…
ภารกิจแห่งการล้างแค้นอันศักดิ์สิทธิ์...และในวันนั้นเอง "มินจอส่วย" ศิษย์แห่งพระครูอูสะได้ตายลง...และ "ราชครูมินจอส่วย" ผู้โเี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
ราชสำนักกรุงศรีอยุธยา
ภาพในความทรงจำของหลวงปู่แก้วเปลี่ยนอีกครั้ง...กาลเวลาผ่านไปหลายปี...
"หลังจากา...ข้าปกครองบ้านเมืองต่อไป" ท่านเล่าต่อ "แผ่นดินภายนอกสงบสุข...แต่ในใจของข้ากลับลุกเป็ไฟอยู่ทุกราตรี ข้าฝันเห็นใบหน้าของทหารพม่าที่ต้องตายด้วยคำสั่งของข้า...ข้าได้ยินเสียงของมินจอส่วยที่ตราหน้าข้าว่าเป็ผู้ทรยศ...และแล้ว...กรรมก็ตามสนองข้าในที่สุด"
"ข้าล้มป่วยด้วยโรคร้ายประหลาดในช่องปาก" หลวงปู่ชี้นิ้วมาที่ริมฝีปากของตน "มันคือตราบาปที่มองเห็นได้...ปากที่เคยใช้กล่าวคำสัตย์สาบาน...และเป็ปากเดียวกันกับที่ใช้สั่งการให้คนไปตาย...มันเน่าเปื่อยและสร้างความเ็ปให้ข้าอย่างแสนสาหัส ข้าตามหาหมอทุกคนที่สามารถรักษาได้แต่หมอเ่าั้ต่างหมดปัญญาที่จะรักษา"
"จนวันหนึ่ง...ข้าได้รับข่าวจากอินทร์...สหายข้าที่กลับไปอยู่ที่เมืองล้านนา อินทร์บอกข้าว่าพระครูอูสะทราบเื่อาการป่วยของข้าแล้ว และท่านมีความเป็ห่วง"
ด้วยความหวังสุดท้าย เขาก็ได้แอบเดินทางออกจากเมืองหลวงไปพบกับพระอาจารย์อีกครั้ง ข้าได้พบพระครูในสภาพที่ชราลงไปมาก แต่ดวงตายังคงเปี่ยมด้วยเมตตาเช่นเดิม
"ท่านอาจารย์บอกข้าว่า...โรคนี้เกิดจากกรรม...ไม่ใช่โรคทางกาย" หลวงปู่เล่า "หนทางเดียวที่จะรักษาได้ คือการชดใช้กรรมนั้น...ท่านแนะนำให้ข้าสละราชสมบัติ...แล้วออกบวชตลอดชีวิต ท่านยังบอกอีกว่า มีพระป่าชาวสยามผู้สำเร็จฌานสมาบัติสูงส่งอยู่ที่เทือกเขากาญจนบุรี...มีเพียงท่านผู้นั้นที่จะรักษาโรคกรรมนี้ของข้าได้...แต่ท่านจะรักษาให้ก็ต่อเมื่อข้าได้บวชเป็พระอย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น"
"ข้าตัดสินใจในทันที...ข้ายอมสละทุกสิ่ง...เพื่อแลกกับความสงบในจิตใจ"
"ข้าจึงได้วางแผนแกล้งทำเป็ตในปี พ.ศ. 2275" "แล้วลอบหนีออกจากวังมาในคืนเดือนมืด...ทิ้งทั้งบัลลังก์และยศศักดิ์ไว้เื้ั"
"ข้าใช้เวลาเกือบปีในการเดินทางและตามหาพระป่าชาวสยามผู้นั้น จนได้พบท่านในที่สุด...และหลังจากที่ท่านเห็นว่าข้ามีความตั้งใจที่จะบวชเพื่อชดใช้กรรมอย่างแท้จริง ท่านจึงยอมรักษาให้ข้า...ซึ่งใช้เวลาบำบัดอยู่นานถึงหนึ่งปีเต็ม...ข้าจึงหายจากโรคร้ายนั้น"
"และนับแต่นั้นมา...ขุนหลวงท้ายสระก็ได้ตายไปจากโลกนี้แล้วโดยสมบูรณ์...เหลือเพียง...หลวงปู่แก้ว...พระธุดงค์เฒ่ารูปหนึ่งเท่านั้นเอง"
ภาพในความทรงจำทั้งหมดได้จบลงแล้ว...เหลือเพียงความจริงอันน่าเศร้าที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
หลวงปู่แก้วหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายของท่านโปร่งแสงขึ้นเล็กน้อยราวกับจะเลือนหายไปกับอากาศ ท่านรวบรวมแรงทั้งหมดมองลึกเข้าไปในดวงตาของคำอินทร์ที่บัดนี้เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
"นี่คือเหตุผลที่ราชครูมินจอส่วยเรียกข้าว่าคนทรยศและตามล่าข้ามาตลอดหลายปี"
"มินจอส่วยไม่ใช่ปิศาจที่เกิดจากความชั่วร้ายโดยกำเนิด...แต่มันคือิญญาที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากคำสัญญาที่แตกสลาย...และหัวใจอันเที่ยงธรรมที่บิดเบี้ยวไปเพราะความเศร้าโศก"
คำพูดสุดท้ายนั้นดังก้องอยู่ในหัวของคำอินทร์...เขามองเห็นภาพของชายหนุ่มสามคนที่เคยเป็สหายรัก...ก่อนที่โชคชะตาและหน้าที่...จะพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากพวกเขา...ทิ้งไว้เพียงาและความแค้นที่สืบทอดมาจนถึงรุ่นของเขา