ถ้าพูดถึงในแง่ของพลัง แม้ว่าดิลเลอร์สจะถูกเรียกว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนแต่ก็ยังห่างชั้นจากอัศวินผู้ตัดสินคริส ซัตตันมาก
คลื่นพลังของดิลเลอร์สน่าจะอยู่ในระดับห้าดาวระยะต้นแต่ถ้าบวกกับทักษะคลื่นพลังระดับสูงอย่าง 'ลมหายใจจักรพรรดิอสูร'แล้ว พลังของเขาก็จะเพิ่มเป็นห้าดาวระยะกลางแต่ก็ยังห่างชั้นจากคริส ซัตตันที่มีพลังอยู่ในระดับห้าดาวระยะปลายอยู่ดีในตอนที่ต่อสู้กับอัศวินพระอาทิตย์สีทองคริส ซัตตันซุนเฟยถึงกับต้องเรียกชุดเกราะเวทมนตร์ออกมาสวม แม้จะใช้ 'บูลแคทโตสชิลเดร้น' ที่เป็นถึงไอเทมระดับ 7 แต่เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บหนักไม่น้อยเลยทีเดียวกลับกัน ในตอนที่ต่อสู้กับดิลเลอร์ส ซุนเฟยไม่จำเป็นต้องเรียกชุดเกราะเวทมนตร์ออกมาเลยด้วยซ้ำอีกทั้งซุนเฟยสามารถปล่อยหมัดออกไปซ้อนทับกันได้ถึงสี่สิบหกหมัดแต่ตอนที่ต่อสู้กับดิลเลอร์สนั้น แค่สามสิบหมัดเขายังไม่มีปัญญาต้านทานมันได้เลยเห็นได้ชัดว่าดิลเลอร์สยังห่างชั้นจากซัตตันอีกมาก
แต่ที่ซุนเฟยบอกว่า‘ไม่ต่างกันเท่าไร’ ไม่ได้พูดถึงในแง่ของพลังแต่หมายถึงการที่ทั้งสองคนนี้ต่างเกิดมาในตระกูลชนชั้นสูงของราชอาณาจักรเซนิททั้งยังเย่อหยิ่งจองหองเหมือนกันไม่มีผิดพวกเขาเป็นตัวน่ารำคาญที่ชอบเอาตัวเองเป็นใหญ่และดูถูกชาวบ้าน ตรงจุดนี้พวกเขาทั้งสองคนเหมือนกันจนน่าใจหายประหนึ่งเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมาเลยทีเดียวนิสัยที่น่ารังเกียจแบบนี้ซุนเฟยไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก
แต่ดิลเลอร์สไม่ได้ทราบถึงความนัยของคำพูดซุนเฟย
การต่อสู้ในครั้งนี้ซุนเฟยไม่เพียงแสดงอิทธิฤทธิ์หมัดหิมะเยือกแข็งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปลี่ยนเป็น 'โหมดจอมเวท' เพื่อใช้ทักษะ 'เปลวไฟนรก'และยังเปลี่ยนเป็น 'โหมดพาลาดิน' เพื่อใช้ทักษะ 'ภาวนา' ในการรักษาคนการสลับสับเปลี่ยนพลังเช่นนี้ ทำให้ดิลเลอร์สยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนถึงกับตกอยู่ในภวังค์ความมึนงงปนตกใจไปพักใหญ่ๆตั้งแต่แรกแล้ว เขามองความแข็งแกร่งที่แท้จริงของซุนเฟยไม่ออกจึงดูแคลนไปในตอนแรกแต่หลังจากที่จอมยโสอย่างเขาถูกซุนเฟยทุบตีไปทีหนึ่งทำให้สถานะของซุนเฟยในสายตาเขาดูสูงส่งขึ้นมาดังนั้นหลังจากที่ได้ยินซุนเฟยบอกว่าระหว่างเขากับอัศวินผู้ตัดสินซัตตัน ‘ไม่ต่างกันเท่าไร’ทำให้เขาไม่รู้สึกหดหู่กับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ กลับกันยังพอใจมากอีกด้วย
ราวกับว่าการได้ต่อสู้กับราชาแซมบอร์ดคือเกียรติยศ
บางครั้งความคิดของมนุษย์ก็เป็นอะไรที่น่าประหลาดใจมาก
วันนี้หมอกสีขาวที่หนาทึบไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไป กลับกันมันยิ่งหนามากขึ้นเรื่อยๆ
อัศวินบรอนซ์เซนต์ไล่ตัดหัวของเหล่าทหารที่ติดตามคูลอมบ์และแอนดรูว์จนครบทุกคนจากนั้นก็นำดาบแทงที่หัวของพวกมันแล้วปักลงบนพื้นเลียนแบบการกระทำของอินซากีก่อนหน้านี้พวกเขาปักดาบกระจายตัวเป็นรูปวงกลมล้อมรอบรถขนนักโทษที่ถูกเผาไหม้ด้วย 'เปลวไฟนรก' ราวกับจะสร้างอนุสรณ์ขึ้นมา
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นกองทัพเมืองแซมบอร์ดก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไม่ช้า กองทัพของพวกเขาก็ค่อยๆ หายลับเข้าไปในทะเลหมอก
ดิลเลอร์สยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนยืนนิ่งอยู่กับที่เขามองส่งกองกำลังเมืองแซมบอร์ดเดินทางจากไปอย่างเงียบๆ ตอนนี้เขาสามารถโคจรคลื่นพลังธาตุไฟของตัวเองได้แล้วดูเหมือนว่าอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากหมัดโปร่งแสงจะค่อยๆ ทุเลาขึ้นบ้างแล้วทำให้เขาสามารถโคจรคลื่นพลังในร่างได้อย่างราบรื่น
เขามองไปยังน้องชายของตัวเองที่นอนสลบอยู่บนพื้นด้วยสายตาเหยียดหยาม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปใส่ใจมันดิลเลอร์สหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างช้าๆ
……
“สหาย เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
บนหอคอยเวทมนตร์สูงสุดแห่งหนึ่งในเมืองน้ำพุร้อน หนึ่งในสองเงาร่างที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าต่าง จู่ๆก็เปิดปากถามขึ้นมากะทันหัน เขาสวมชุดสีขาวที่สะอาดตาในมือก็ถือคทาเวทมนตร์สีขาวที่สูงกว่าร่างของตัวเองทั่วร่างเผยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาจางๆ
“ข้ามองไม่ออก”บุรุษร่างสูงใหญ่ที่มีผมสีเทาดูยุ่งเหยิงเหมือนสิงโตก็ไม่ปานตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
บุรุษอีกคนสวมชุดเกราะสีขาวดูเรียบง่ายบนตัวเกราะเต็มไปด้วยรอยคมดาบมากมายและมีบรรยากาศกดดันที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ราวกับว่ามีกองกำลังนับพันนับหมื่นคนกำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังของเขาอากาศรอบกายของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันที่เหี้ยมโหดซึ่งกลิ่นอายนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติสำหรับเหล่าทหารที่ผ่านสมรภูมิรบมานับหลายร้อยครั้งแล้วจะมีกลิ่นอายนี้ติดตัวมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจงใจสร้างขึ้นมาแต่อย่างใด
“ฮ่าๆๆๆ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะยังมีคนที่ทำให้แม่ทัพใหญ่ 'กองกำลังพายุคลั่ง' อย่างเจ้ามองไม่ออก”ชายในชุดคลุมสีขาวหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า“ราชาแซมบอร์ดคนนี้ก็ช่างใจกล้านัก ถึงกลับลงมือสังหารคนของ 'กองกำลังพายุคลั่ง' แบบนี้...ด้วยนิสัยของเจ้าข้ายังคิดว่าเจ้าจะพุ่งไปสังหารเขาทิ้งเสียอีกแต่คิดไม่ถึงว่าจะปล่อยให้เขาจากไปง่ายๆ แบบนี้”
“ข้ามองเขาไม่ออก ดังนั้นข้าจึงไม่ลงมือ”ชายวัยกลางคนในชุดเกราะตอบกลับมาอย่างสงบ
“อะไรกัน? อย่าบอกนะว่าแม้แต่แม่ทัพใหญ่ 'กองกำลังพายุคลั่ง' อย่างเจ้าก็ยังคิดว่าจะเอาชนะเด็กรุ่นลูกไม่ได้อย่างงั้นหรือ?”ใบหน้าของชายชราผมขาวยังคงรอยยิ้มไว้ไม่เปลี่ยนแปลง“ดูเหมือนว่าความคิดของข้าจะถูกต้องนะแม้ว่าราชาแห่งเมืองแซมบอร์ดจะปะทะกับดิลเลอร์ส แต่ท่าทางของเขาเหมือนกับออมมือไว้ให้หลายส่วนฮึๆ ดูเหมือนว่าจะมีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้ว!”
“ในช่วงก่อนจะเข้าสู่กลียุคเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่อาจจะมีบรรดาอัจฉริยะปรากฏตัวออกมา ราชาเมืองแซมบอร์ดก็ถือว่าเป็นหนึ่งในบรรดาอัจฉริยะที่ปรากฏตัวออกมา...”ชายวัยกลางคนในชุดเกราะพูดออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “อัดโฟกาตนักเวทระดับหกดาวอย่างเจ้าพูดถูกแล้ว ราชาเมืองแซมบอร์ดเป็นอัจฉริยะจริงๆแม้แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้หรือเปล่า!”
“ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่สามารถเอาชนะเขาได้ แต่เจ้าก็สามารถสังหารเขาได้แต่ทำไมเจ้าถึงไม่ทำเล่า?”
“ข้ารู้ว่าเจ้าหมายถึงอะไร หากข้าออกคำสั่งให้ 'กองกำลังพายุคลั่ง'เคลื่อนไหวล่ะก็ แน่นอนว่าจะต้องสังหารเขาได้แน่ๆ แต่การสังหารยอดฝีมือระดับสูงคนหนึ่ง 'กองกำลังพายุคลั่ง'ของข้าก็ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยเช่นกันข้าจะให้กองกำลังหลักของราชอาณาจักรต้องมาพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไม่ได้...”ชายในชุดเกราะส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางมรสุมในราชอาณาจักรตอนนี้การมีอัจฉริยะเพิ่มขึ้นมาอีกคนนับว่าเป็นเรื่องดี!”
“โอ้?” ชายในชุดคลุมสีขาวยกมือลูบเคราของตัวเองแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย“สหาย ดูเหมือนว่าเจ้าจะชอบเขามากเลยนะ?”
“เด็กหนุ่มอัจฉริยะแบบนั้น มีเหตุผลอะไรให้ข้าต้องไม่ชอบด้วยเล่า?”
“เหตุผลธรรมดามาก เพราะอัจฉริยะของเจ้าไม่เพียงเอาชนะบุตรชายคนโตของเจ้าได้ แต่ยังทำลายความมั่นใจในฝีมือของเขาไปอีกด้วยและยังทุบตีบุตรชายคนที่สองของเจ้าเหมือนหมาข้างถนนตัวหนึ่งหรือว่าเจ้าไม่สนใจบุตรชายของตัวเองแล้ว?”
“ฮึๆ ชีวิตของดิลเลอร์สน่ะราบรื่นจนเกินไปหากเขาได้พบกับความพ่ายแพ้บ้างก็นับว่าเป็นเรื่องดี ส่วนคูลอมบ์...เฮอะมันคือสวะของตระกูลปโตเลมี ไม่คู่ควรให้ข้าต้องใส่ใจ”
“ฮ่าๆๆ อารมณ์ร้อนเหมือนเคยถึงแม้ว่าคูลอมบ์จะไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์อะไรนักแต่ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่เวร่าทิ้งไว้ให้เจ้านี่นะ”
“ข้าอยากให้เจ้าเรียกเวร่าว่าพี่สะใภ้นะ”สายตาของชายในชุดเกราะอ่อนลงเล็กน้อย “ถ้าไม่ใช่เพราะเวร่าคูลอมบ์คงถูกสับเป็นหมื่นชิ้นให้สาสมกับสิ่งที่มันทำไว้ในเมืองน้ำพุร้อนแล้ว!”
พูดถึงหัวข้อนี้ทีไรบรรยากาศก็พลันโศกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย ชายในชุดคลุมสีขาวเองก็เงียบไปพักใหญ่ๆ
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะอยู่ในยอดหอคอยเวทมนตร์แต่ด้วยวิธีการบางอย่างทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในเมืองน้ำพุร้อนได้ดังนั้นพวกเขาจึงเห็นฉากการปะทะกันระหว่างซุนเฟยกับดิลเลอร์สตั้งแต่ต้นจนจบและเพราะคำสั่งของพวกเขาจึงทำให้ไม่มียอดฝีมือคนอื่นๆหรือเหล่าทหารยามของเมืองน้ำพุร้อนเข้าไปวุ่นวาย ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้คงจะไม่จบเงียบๆ แบบนี้แน่
ทั้งสองคนได้ตกลงปลงใจที่จะปล่อยผ่านเรื่องในวันนี้ไป
เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าความสามารถของซุนเฟยนั้นอยู่เหนือกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้เสียอีก
--------------------