[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 ตลาดของระดับหนึ่ง (อัปเดต)

            หลังจากที่หลี่ลั่วเสมอกับซ่งอวิ๋นเฟิงในการสอบซ้อมครั้งนี้ผลงานของเขาก็ถือว่าติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกอย่างแน่นอนเป็นที่เรียบร้อย

            ตามขั้นตอนปกติแล้วบุคคลที่ติดอันดับยี่สิบคนแรกนี้ จะต้องทำการจัดอันดับกันเองอีกครั้งแต่หลี่ลั่วกลับไม่สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย เพราะในสายตาของเขาแล้วการแย่งชิงอันดับเช่นนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยไม่ว่าจะเป็นอันดับที่ยี่สิบหรืออันดับหนึ่ง ต่างก็เป็นเพียงแค่สิทธิ์ในการเข้าร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัยเท่านั้น

            และหากเขาเปิดเผยไพ่ตายออกมาที่นี่มากเกินไปละก็เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยการที่อีกฝ่ายรู้ข้อมูลของเขามากเกินไปย่อมเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้กับเขาโดยใช่เหตุ

            ดังนั้นค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปอย่างเงียบๆ ไม่ดีกว่าหรือ? ต่อให้ได้ที่หนึ่งในการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการที่ขี้เหนียวคนนั้นก็ไม่มอบรางวัลอะไรให้เขาอยู่ดี

            แม้แต่ในการประลองกับซ่งอวิ๋นเฟิงครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายดึงดันจะหาเรื่องใส่ตัวให้ได้ละก็หลี่ลั่วก็คงเลือกที่จะยอมแพ้ไปแล้ว

            อย่างไรเสียเขาก็ไม่รู้สึกว่าการยอมแพ้เมื่อสู้ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอับอายแต่อย่างใด การที่“วิชากระจกวารี” ฉบับดัดแปลงของเขาถูกเปิดเผยออกมาที่นี่หลี่ลั่วก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ค่อยคุ้มค่าเลย

            ดังนั้นตอนที่สวีซานเยว่มาถามว่าเขาต้องการเข้าร่วมการประลองจัดอันดับหรือไม่เขาจึงปฏิเสธออกไปทันที ถ้ามีเวลาขนาดนี้ เขาไปดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษเพิ่มสักหน่อยทุ่มเทฝึกฝนให้หนักขึ้น ใช้โอกาสช่วงก่อนการสอบใหญ่ของวิทยาลัยยกระดับ“อัตลักษณ์น้ำแสง” ของตัวเองขึ้นไปถึงระดับหกไม่ดีกว่าหรือ?

            สวีซานเยว่เองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการตัดสินใจของหลี่ลั่วเพียงบอกให้เขาพยายามให้เต็มที่ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบใหญ่ของวิทยาลัย

            ผลการประลองจัดอันดับได้ปรากฏขึ้นในวันต่อมาสุดท้ายแล้วก็มีนักศึกษาจากตึกสองสองคนที่ติดอันดับ นั่นก็คือหลี่ลั่วและจ้าวคั่วแต่ทว่าทั้งคู่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม หลี่ลั่วได้อันดับที่สิบห้าส่วนจ้าวคั่วได้อันดับที่สิบหก ทั้งคู่ต่างก็ได้อันดับรั้งท้ายเหมือนกัน

            เห็นได้ชัดว่าอันดับของหลี่ลั่วยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีกมากหากเขาต้องการการจะติดหนึ่งในสิบอันดับแรกก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่เพราะเขาได้สละสิทธิ์ในการแย่งชิงอันดับไปแล้วดังนั้นสุดท้ายเขาจึงได้อันดับนี้มา

            พวกเขาทั้งยี่สิบคนนี้จะเป็นตัวแทนของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงเข้าร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัยเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการเข้าเรียนในวิทยาลัยระดับสูงอย่างวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงในอีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้

            ในฐานะที่เป็นวิทยาลัยระดับสูงสุดของอาณาจักรต้าเซี่ยทุกๆ ปีวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงจะมอบสิทธิ์จำนวนหนึ่งให้กับแต่ละมณฑลซึ่งสิทธิ์เหล่านี้จะต้องให้วิทยาลัยระดับกลางทั้งหมดในแต่ละมณฑลทำการ“สอบใหญ่ของวิทยาลัย” เพื่อแย่งชิงกัน

            ซึ่งโดยปกติแล้วทุกๆ ปีวิทยาลัยหนานเฟิงจะเป็นวิทยาลัยที่ได้สิทธิ์มามากที่สุดซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ค่อยๆทำให้ป้ายทองคำของวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ

            ทว่าวิทยาลัยหนานเฟิงก็ไม่ได้ไร้คู่แข่งวิทยาลัยตงยวนก็ถือเป็นคู่แข่งตัวฉกาจเลยทีเดียวถึงแม้ว่าวิทยาลัยตงยวนจะมีภูมิหลังไม่เท่ากับวิทยาลัยหนานเฟิงแต่ความเร็วในการพัฒนาของพวกเขานั้นกลับรวดเร็วก้าวกระโดดอีกทั้งเบื้องหลังยังมีจวนผู้ว่ามณฑลของมณฑลเทียนสู่คอยสนับสนุนอยู่ในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยเมื่อหลายปีก่อนพวกเขาก็เคยสร้างความกดดันให้กับวิทยาลัยหนานเฟิงมาแล้วไม่น้อย

            ร่ำลือว่าปีนี้วิทยาลัยตงยวนก็ยังคงจ้องที่จะแย่งชิงป้ายทองคำของวิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งมณฑลเทียนสู่เช่นเคยเชื่อว่าในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยในครั้งนี้จะต้องเกิดการแข่งขันกันอย่างดุเดือดแน่นอน

            หลังจากการสอบซ้อมเสร็จสิ้นแล้ววิทยาลัยหนานเฟิงจะหยุดเรียนเป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์นักศึกษาสามารถเลือกที่จะกลับบ้านหรือจะอยู่ฝึกฝนบำเพ็ญต่อที่วิทยาลัยก็ได้ส่วนหลี่ลั่วนั้นเลือกที่จะกลับบ้านโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

            ณตึกอันเป็นที่ตั้งของห้องหลี่ลั่วในบ้านเก่า

            หลี่ลั่วนั่งหลับตาอยู่บนพื้นบนร่างกายมีประกายแสงสว่างออกมารางๆบนโต๊ะน้ำชาตรงหน้าเขามีขวดน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าที่ถูกใช้ไปแล้ววางอยู่หนึ่งขวด

            หลังจากดูดกลืนไปเป็นเวลานานในที่สุดหลี่ลั่วก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในดวงตามีแสงสีฟ้าแวบผ่าน

            “นี่เป็นขวดสุดท้ายของชุดนี้แล้ว”

            เขามองขวดผลึกที่ว่างเปล่าตรงหน้าเกาหัวอย่างอดไม่ได้ จนถึงตอนนี้ไช่เวยได้ช่วยเขาซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับห้ามาแล้วแปดสิบสามขวดใช้ไปทั้งหมดสี่หมื่นเหรียญทองคำสวรรค์ นับเป็นเงินก้อนโตเลยทีเดียวหากไม่ใช่เพราะไช่เวยขายทรัพย์สินบางส่วนของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ไปละก็คงจะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายเช่นนี้ไหว

            หลังจากดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าไปมากมายขนาดนี้แล้ว“อัตลักษณ์น้ำแสง” ระดับห้าของหลี่ลั่วก็มีพัฒนาการขึ้นมากจริงๆแต่ก็ยังคงห่างจากการยกระดับไปสู่ระดับหกอยู่อีกพอควร

            เขาจะต้องยกระดับอัตลักษณ์น้ำแสงให้ถึงระดับหกให้ได้ก่อนที่การสอบใหญ่ของวิทยาลัยจะมาถึง

            การต่อสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิงในครั้งนี้ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะเสมอก็ตามแต่หลี่ลั่วก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจเลยแม้แต่น้อยเพราะเขารู้ดีว่า หากไม่ใช่เพราะถูกจำกัดเวลาในการประลองรอบคัดเลือกสุดท้ายแล้วคนที่พ่ายแพ้ย่อมต้องเป็นเขาที่พลังอัตลักษณ์หมดก่อนอย่างแน่นอน

            ซึ่งในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยการเสมอกันเช่นนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

            หากต้องการได้สิทธิ์เข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงสุดท้ายก็จะต้องใช้ความสามารถที่แท้จริง

            ในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยเหล่านักศึกษาฝีมือดีจากทุกวิทยาลัยในมณฑลเทียนสู่ต่างก็จะเข้าร่วมการประลองความดุเดือดของการแข่งขันนั้นยิ่งใหญ่กว่าการสอบซ้อมของวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างเทียบกันไม่ได้

            นอกจากนี้หลี่ลั่วยังได้เตรียมวิชาชักนำพลังไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยซึ่งเงื่อนไขขั้นต่ำก็คือจะต้องมีอัตลักษณ์ระดับหก

            ดังนั้นอัตลักษณ์น้ำแสงระดับหกจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้

            “หากดูจากความเร็วในการพัฒนาในตอนนี้แล้วหากต้องการยกระดับไปสู่ระดับหกน่าจะยังต้องการน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าอีกหลายขวดเลย”

            “แต่ช่วงนี้พี่ไช่เวยเห็นหน้าข้าทีไรก็ทำท่าจะหลบหน้าตลอด...เหมือนไม่อยากเห็นหน้าข้าเลย” หลี่ลั่วแสดงท่าทีกลุ้มใจออกมา ช่วงสองสามวันมานี้ไช่เวยถึงกับไม่ยอมกินมื้อเช้าที่บ้านเก่าแล้วอาจเป็นเพราะกลัวว่าเขาจะเอ่ยปากขอน้ำยาแสงวิเศษอีกหลายสิบขวดก็เป็นได้

            อย่างไรเสียน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าก็ไม่ใช่ผักกาดขาวราคาตลาดอยู่ที่ขวดละห้าพันเหรียญทองคำสวรรค์ห้าสิบขวดก็ปาเข้าไปสองแสนห้าหมื่นเหรียญทองคำสวรรค์แล้วซึ่งเกือบจะเท่ากับกำไรหนึ่งปีของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่แล้ว

            ดังนั้นหลี่ลั่วจึงเข้าใจนางเป็นอย่างดีใครจะไปคิดว่าผู้จัดการกิจการมือทองอย่างนางเมื่อมาถึงมณฑลเทียนสู่แล้วกลับทำได้แค่ขายทรัพย์สินของคฤหาสน์ลั่วหลานเพื่อประทังชีวิตนับเป็นมลทินในหน้าที่การงานอย่างใหญ่หลวงเลยก็ว่าได้!

            การที่ไช่เวยก็ยังไม่ลาออกหลี่ลั่วรู้สึกว่านางเป็นคนใจกว้างราวกับมหาสมุทรแล้ว

            แต่หลี่ลั่วก็ทำอะไรไม่ได้อัตลักษณ์หลังกำเนิดของเขามันเป็นเผาผลาญเงินชัดๆโชคดีที่พ่อแม่ของเขาทิ้งคฤหาสน์ลั่วหลานเอาไว้ให้มิฉะนั้นเขาคิดว่าอีกห้าปีให้หลัง เขาคงจะต้องตายอย่างอนาถแน่ๆ

            “ไปที่เรือนซีหยางก่อนดีกว่า”

            หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งตอนนี้คฤหาสน์ลั่วหลานมีทั้งปัญหาภายในและภายนอกเขาเองก็จะเอาแต่ใช้เงินโดยไม่หาเพิ่มเอาแต่ขายทรัพย์สินของคฤหาสน์ลั่วหลานไปเรื่อยๆ ไม่ได้เหมือนกันถึงแม้ว่าเจียงชิงเอ๋อร์จะมอบทรัพย์สินของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ให้เขาดูแลอย่างอิสระแล้วก็ตามแต่เขาก็ไม่สามารถทำลายที่นี่จนพังจริงๆ ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนอื่นๆภายในคฤหาสน์ลั่วหลานก็คงจะไม่พอใจคุณชายน้อยอย่างเขาเหมือนกัน

            ที่สำคัญที่สุดคือมันจะทำให้คนอื่นๆ คิดว่าคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานเป็นคนโง่เขลาด...เรื่องนี้หลี่ลั่วยอมรับไม่ได้

            เมื่อในใจมีความคิดบางอย่างแล้วหลี่ลั่วก็เตรียมตัวเล็กน้อย ก่อนจะออกจากบ้านเก่าไป มุ่งหน้าไปยังเรือนซีหยาง

            เมื่อมาถึงเรือนซีหยางแล้วเขาก็ตรงไปที่ห้องหลอมของเหยียนหลิงชิงทันที ในตอนที่เขาผลักประตูเข้าไปก็เห็นเงาร่างของหญิงสาวสองคนที่คุ้นเคยกำลังนั่งสนทนากันอยู่ดูเหมือนว่าพวกนางกำลังหารืออะไรบางอย่างบนใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองล้วนมีแววกังวลใจปรากฏออกมา

            พวกนางก็คือเหยียนหลิงชิงและไช่เวย

            เมื่อเห็นหลี่ลั่วไช่เวยและเหยียนหลิงชิงต่างก็ชะงักไป “คุณชายน้อย?”

            “คุยอะไรกันอยู่?” หลี่ลั่วยิ้มแล้วเดินเข้าไปจากนั้นเขาก็เห็นขวดน้ำยาแสงวิเศษหลายใบวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าหญิงสาวทั้งสองซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือน้ำยาเขียวครามระดับหนึ่งที่เขาเป็นคนหลอมขึ้นมาเอง

            “กำลังคุยเรื่องยอดขายของเรือนซีหยางในปีนี้น่ะ”กับหลี่ลั่วแล้ว ไช่เวยไม่ได้ปิดบังอะไร กล่าวออกมาตรงๆ

            “ยอดขายไม่ค่อยดีหรือ?” เมื่อเห็นดังนั้นคิ้วของหลี่ลั่วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยกำไรของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ในแต่ละปีเรือนซีหยางมีส่วนร่วมเกือบครึ่งหนึ่ง หากยอดขายที่นี่ลดลงย่อมจะส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาของเขาอย่างแน่นอน

            เหยียนหลิงชิงชี้ไปที่ขวดผลึกตรงหน้าเหล่านั้นด้วยนิ้วเรียวงามกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า“น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่วางขายในท้องตลาดของมณฑลเทียนสู่เวลานี้ หลักๆแล้วจะมีอยู่สองเจ้าที่กำลังแข่งกันอยู่เจ้าหนึ่งก็คือน้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยาง ส่วนอีกเจ้าหนึ่งคือแสงวิเศษตะวันฉายที่ผลิตโดยเรือนซงจื่อของตระกูลซ่งน้ำยาแสงวิเศษของทั้งสองเจ้านี้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ดังนั้นช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองเจ้ารวมกันจึงครองส่วนแบ่งทางการตลาดของตลาดระดับหนึ่งไปเกือบแปดส่วน”

            “ทว่าช่วงนี้อยู่ๆ แสงวิเศษตะวันฉายที่ผลิตโดยเรือนซงจื่อกลับมีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นพลังเกลาอัตลักษณ์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณห้าจุดเจ็ดแล้วซึ่งเกือบจะเทียบเท่ากับคุณภาพสูงสุดของเรือนซีหยางเราเลย”

            “ดังนั้นช่วงนี้ตระกูลซ่งจึงได้โฆษณาแสงวิเศษตะวันฉายของเรือนซงจื่ออย่างหนักทำให้พวกมันแย่งส่วนแบ่งในตลาดน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ไปกว่าครึ่งส่วนน้ำยาเขียวครามของเรายอดขายกลับลดลงอย่างมาก”

            “หากเป็นแบบนี้ต่อไปเรือนซีหยางจะต้องพ่ายแพ้ให้กับตระกูลซ่งในตลาดน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งอย่างแน่นอนซึ่งจะเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ของเรือนซีหยางเราเลยแน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมันจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเรือนซีหยางในมณฑลเทียนสู่ด้วย”

            หลี่ลั่วได้ยินดังนั้นสีหน้าก็จริงจังขึ้นมาเล็กน้อย“แล้วกำลังการผลิตน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งของเรือนซีหยางเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “เรือนซีหยางในมณฑลเทียนสู่สามารถผลิตน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งได้วันละห้าขวดหนึ่งเดือนก็หนึ่งร้อยห้าสิบขวดส่วนราคาขายของน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งในท้องตลาดจะอยู่ที่ประมาณห้าสิบเหรียญทองคำสวรรค์ดังนั้นในหนึ่งปี เรือนซีหยางจะมีรายได้จากน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งราวๆเก้าหมื่นเหรียญทองคำสวรรค์หักต้นทุนทั้งหมดแล้วจะได้กำไรสามหมื่นเหรียญทองคำสวรรค์”ไช่เวยกล่าวออกมาโดยไม่ต้องคิดเห็นได้ชัดว่านางรู้ข้อมูลและตัวเลขของกิจการทั้งหมดในคฤหาสน์ลั่วหลานสาขามณฑลเทียนสู่เป็นอย่างดี

            หลี่ลั่วยกนิ้วโป้งให้ไช่เวยเพื่อเป็นการชื่นชมจากนั้นก็ครุ่นคิดเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจอย่างอดไม่ได้เพราะกำไรจากน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งเพียงอย่างเดียวก็ปาเข้าไปหนึ่งในสิบของรายได้ต่อปีของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่แล้วเห็นได้ชัดว่าตลาดน้ำยาแสงวิเศษมันมีผลกำไรมหาศาลจริงๆ

            อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องปกติเพราะน้ำยาแสงวิเศษที่มีคุณภาพสูง ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถซื้อหาได้ตลอดเวลาส่วนผู้ที่ซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งหรือระดับสองนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าระดับอัตลักษณ์ของพวกเขาคือระดับนี้แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำยาแสงวิเศษคุณภาพสูงจำนวนมากได้จึงได้แต่ใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับต่ำมาทดแทน

            เพียงแต่ประสิทธิภาพในการยกระดับของน้ำยาระดับต่ำย่อมไม่อาจเทียบเท่ากับการใช้น้ำยาแสงวิเศษคุณภาพสูงได้อย่างแน่นอนอีกทั้งการสะสมของสิ่งเจือปนก็จะเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าด้วย แต่ก็ช่วยไม่ได้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีฐานะร่ำรวยตั้งแต่เริ่มต้นอย่างหลี่ลั่ว

            หลังจากที่รู้ข้อมูลเหล่านี้แล้วสิ่งแรกที่หลี่ลั่วรู้สึกคือ เขาจะยอมให้เรือนซีหยางได้รับผลกระทบไม่ได้เด็ดขาดมิฉะนั้นมันจะต้องส่งผลกระทบต่อแผนการยกระดับอัตลักษณ์น้ำแสงของเขาในอนาคตอย่างแน่นอน

            “ทำไมปีนี้แสงวิเศษตะวันฉายที่ผลิตโดยเรือนซงจื่อของตระกูลซ่งถึงมีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นได้?” หลี่ลั่วถาม

            “สิ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำยาแสงวิเศษไม่พ้นสามอย่างนี้ สูตรยา ประสบการณ์กับความสามารถของผู้หลอมรวมไปถึงคุณภาพของน้ำต้นกำเนิดกับแสงต้นกำเนิด”

            เหยียนหลิงชิงกล่าวเสียงเรียบว่า“ข้าตรวจสอบแสงวิเศษตะวันฉายนั่นแล้ว หลังจากวิเคราะห์ดูข้าคิดว่าน่าจะเป็นเพราะมีการปรับเปลี่ยนสูตรยาเล็กน้อยข้าคิดว่าตระกูลซ่งน่าจะลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ”

            ไช่เวยใช้มือซ้ายกอดอกยกมือขวาขึ้นมาเท้าคาง จากนั้นก็ใช้นิ้วเคาะไปที่คางขาวนวลของตัวเองเบาๆพร้อมกล่าวด้วยอย่างคิ้วขมวดว่า “นอกจากนี้ช่วงนี้เจ้าจวงอี้ยังเอาเรื่องนี้มาโจมตีหลิงชิงอยู่ตลอดเลยบอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะนาง ต้องการให้นางออกจากเรือนซีหยาง”

            ไช่เวยยืนอยู่ข้างๆเหยียนหลิงชิง ดูเหมือนว่านางจะไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำอย่างไม่ตั้งใจนี้ของนางทำให้เนินอกที่ดูยิ่งใหญ่อยู่แล้วยิ่งดูโดดเด่นขึ้นไปอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองเทียบกับเหยียนหลิงชิงที่อยู่ข้างๆ แล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าช่างน่าสงสารยิ่งนัก

            ส่วนเหยียนหลิงชิงที่ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างก็ยื่นมือออกไปดึงแขนของไช่เวยลงมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            ในตอนแรกไช่เวยยังคงงุนงงอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่นานนักใบหน้ารูปไข่ที่งดงามและอ่อนหวานของนางก็แดงก่ำขึ้นมาทันทีขณะเดียวกันมือที่อยู่ใต้โต๊ะก็หยิกเหยียนหลิงชิงข้างๆ อย่างแรงด้วยความเขินอาย

            จากนั้นหญิงสาวทั้งสองก็หันมามองหลี่ลั่วด้วยสายตาแหลมคมซึ่งในตอนแรกเขาก็ยังรู้สึกงุนงงอยู่ แต่เขานอกจากจะไม่ลนลานแล้วกลับกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เวลาคุยเรื่องงานอย่าเล่นอะไรแบบนี้อีกโตขนาดนี้กันแล้ว ถ้ายังมีอีกละก็ข้าจะตำหนิพวกเจ้าแล้วนะ”

            สุดท้ายแล้วคำพูดอันจริงจังของหลี่ลั่วก็ทำให้สองสาวแค่นเสียงเย็นชาออกมาเท่านั้น จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที

            “จวงอี้ยังก่อเรื่องอีกหรือ?” หลี่ลั่วถามกลับเข้าเรื่อง

            เมื่อเอ่ยถึงรองประธานจวงอี้แล้วบนใบหน้าอันเย็นชาของเหยียนหลิงชิงก็เผยสีหน้าไม่พอใจออกมาเล็กน้อย“เจ้านั่นคอยแต่จะหาเรื่อง ทำให้ภายในเรือนซีหยางมีแต่ความขัดแย้งสาเหตุที่คุณภาพสินค้าของเรือนซีหยางลดลงในปีนี้ ก็เกี่ยวข้องกับมันไม่น้อย”

            “ดูท่าทางจะเป็นเหลือบไรสินะหาวิธีกำจัดมันออกไปได้หรือเปล่า?” หลี่ลั่วกล่าวพร้อมกับเบะปากเขาเองก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน ตอนนี้ข้ากำลังต้องการเงินทุนจำนวนมากเจ้าไม่รีบหาเงินให้ข้าไม่พอ ยังจะมาจุดไฟเผาหลังบ้านข้าอีกหรือ?

            ไช่เวยขมวดคิ้วแน่นกล่าวว่า“ในตอนนี้เรือนซีหยางก็เหมือนกับมังกรไร้หัว ถึงแม้ว่าหลิงชิงจะเป็นคนมาใหม่แต่ก็ยังมีบารมีไม่เพียงพอ ส่วนจวงอี้เป็นคนเก่าแก่นักเกลาอัตลักษณ์ในเรือนซีหยางหลายคนยังคงเชื่อใจเขามากอยู่ดังนั้นหากไม่มีเหตุผลอันสมควร การฝืนขับไล่เขาออกไปอาจทำให้ผู้คนแตกตื่นเอาได้”

            “ยิ่งไปกว่านั้นเบื้องหลังของเขายังมีเจ้าเผยฮ่าวนั่นคอยหนุนหลังอยู่อีก”

            หลี่ลั่วขมวดคิ้วเผยฮ่าวไอ้คนทรยศนั่นเป็นเหลือบไรที่อันตรายที่สุดของคฤหาสน์ลั่วหลานแล้วจวงอี้แค่เพียงส่งผลกระทบต่อยอดขายของเรือนซีหยางเท่านั้นแต่เผยฮ่าวมันกลับคิดที่จะฮุบเอาคฤหาสน์ลั่วหลานไปทั้งหลังเลย

            นี่มันคิดจะตัดท่อน้ำเลี้ยงของข้าชัดๆถ้าหากคฤหาสน์ลั่วหลานตกไปอยู่ในมือมันแล้วอัตลักษณ์หลังกำเนิดที่เป็นเหมือนหลุมลึกไม่มีก้นของเขาจะเอาอะไรไปอุด? ใช้หน้าตาหรือ?

            ทว่าในตอนนี้เผยฮ่าวนั้นมีบารมีสูงมากแล้วส่วนเขากลับเป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งออกจากกะลายังไม่มีความสามารถมากพอที่จะต่อกรได้ดังนั้นตอนนี้เขาจึงได้แต่หลบอยู่หลังพี่ชิงเอ๋อร์เพื่อพัฒนาตัวเองไปก่อน

            ในขณะที่หลี่ลั่วกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีคนมารายงาน

            “คุณชายน้อยผู้จัดการใหญ่ รองประธานเหยียน... อยู่ๆรองประธานจวงอี้ก็ได้เรียกประชุมผู้บริหารทั้งหมดของเรือนซีหยางบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะหารือขอเชิญท่านทั้งสามเข้าร่วมประชุมด้วย”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ลั่ว ไช่เวย และเหยียนหลิงชิงต่างก็ชะงักไป จากนั้นก็มองหน้ากันคิ้วขมวดอย่างพร้อมเพรียง

            ไอ้หมอนี่มันกำลังจะก่อเรื่องอีกแล้ว!

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance ที่คุณอ่าน