ตอนที่ 31 อ่านหนังสือทั้งห้อง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
บ้านของศาสตราจารย์ออสตินนั้นไม่ใหญ่มาก แม้ห้องหนังสือแห่งนี้จะเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบ้าน แต่มันก็บรรจุหนังสือได้พันกว่าเล่มเท่านั้น
หนังสือพันกว่าเล่มหากพูดว่ามากก็มาก หากพูดว่าน้อยก็น้อย
อย่างไรก็ตามคนๆ หนึ่งแม้จะเป็นหนอนหนังสือเพียงใดก็ไม่มีทางที่จะอ่านหนังสือพวกนี้ทั้งหมดได้ภัยในเวลาไม่กี่วันแน่ ไม่ต้องเอ่ยว่าหนังสือแต่ละเล่มนั้นเป็นหนังสือที่มีคุณค่าทางวิชาการสูง เล่มที่เป็นวิชาการพื้นฐานนั้นมีแค่ไม่กี่เล่ม
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่บ้านหลังเดียวของศาสตราจารย์ออสติน มันเป็นแค่สถานที่ปลีกวิเวกของเขาเท่านั้น ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่หนังสือทั้งหมดของเขา
นักวิชาการเวทเฒ่าที่มีชีวิตมาหลายร้อยปีจะมีหนังสือแค่พันกว่าเล่มได้อย่างไร
ดังนั้นที่นี่จึงไม่ใช่สถานที่ที่จะให้เด็กสิบขวบได้ศึกษาเรียนรู้ ชายชราหวังเพียงจะสามารถปูพื้นฐานของเขาให้ได้เท่านั้น
อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ออสตินไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยวัยสิบขวบจะเป็นหนอนหนังสือได้ขนาดนี้ ถึงกับหมกตัวอยู่ในห้องนั้นได้ทั้งวัน
เพียงเวลาแค่สองเดือนไม่น่าเชื่อว่าหนังสือพันกว่าเล่มในห้องนี้จะผ่านสายตาของเด็กน้อยหมดแล้ว
เด็กน้อยปิดหนังสือหน้าสุดท้าย ก่อนจะปิดตาเรียบเรียงความเข้าใจในหัวช้าๆ
จริงอยู่ที่เขาสามารถจดจำและทำความเข้าใจตัวหนังสือทั้งหมดทันทีที่เห็น แต่มันจะถูกบันทึกเป็นส่วนๆ แบ่งไปตามความจำแต่ละหน้าหนังสือเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเด็กน้อยพลิกอ่านจบ เขาจำเป็นต้องทำการเรียบเรียงข้อมูลภายในหัว นี่จึงเป็นภาพที่ศาสตราจารย์ออสตินเห็นว่าเด็กน้อยกำลังพลิกอ่านหนังสือเหมือนคนปกติ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเขาแสร้งทำมัน เขาไม่ได้อ่านพวกมันอีกรอบ แต่กำลังเรียบเรียงข้อมูลอยู่ต่างหาก
เมอร์ลินเปิดเปลือกตาขึ้นมาก่อนจะพ่นลมหายใจ
ฟู่ ...
สายตาของเขากวาดมองหนังสือมากมายที่เขาได้อ่านมันทั้งหมดแล้ว
“ไม่มีอะไรให้ฉันอ่านแล้ว” เขากล่าวด้วยความรู้สึกที่เสียดาย
“ทฤษฎีชั้นสูงเหล่านี้น่าสนใจมาก พวกมันทุกชิ้นล้วนมีที่มาจากการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว สายลม แสงแดด การสั่นสะเทือน ผิวน้ำ ผิวสัมผัส การสะท้อน ไม่น่าเชื่อว่าทุกสิ่งนั้นสามารถคิดคำนวณออกมาเป็นรูนศาสตร์ได้”
ตอนนั้นเองดวงตาของเมอร์ลินก็สว่างขึ้น
“จริงสิ! ฉันลืมรูนศาสตร์ไปเลย”
ความจริงแล้วเมอร์ลินก็ไม่ได้เข้าใจหนังสือพวกนี้ทั้งหมด นั่นเป็นเพราะว่าเขายังไม่เข้าใจในการคำนวณรูนศาสตร์ สิ่งที่เขาเข้าใจคือการสรุปเนื้อหาของงานวิจัยเหล่านั้นเท่านั้น
หากเขาต้องการทำความเข้าใจทฤษฎีเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ เขาจำเป็นต้องมีความเข้าใจในรูนศาสตร์ด้วย
ผู้คนในดินแดนเวทมนตร์ถึงได้เรียกรูนศาสตร์ว่ามันคือภาษาของเวทยาศาสตร์
ก่อนหน้านี้เมอร์ลินจมจ่อมอยู่กับการอ่านมากเกินไปจนลืมคิดถึงเรื่องนี้ ดวงตาสีเงินทำให้เขาเข้าใจหนังสือเหมือนอ่านโจทย์และผลลัพธ์ มันจึงทำให้เขาเข้าใจได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือขั้นตอนการทำ
ความจริงหนังสือเหล่านี้มีบันทึกการคำนวณรูนศาสตร์อยู่ไม่น้อย แน่นอนว่ามันเป็นการคำนวณชั้นสูง ซึ่งแม้แต่ดวงตาสีเงินก็ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้
นั่นเป็นเพราะเขาไม่มีพื้นฐานของพวกมัน
มันเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์สเป็คสูงแต่ไม่มีโปรแกรมระบบพื้นฐาน
แต่การที่เมอร์ลินสามารถเข้าใจหนังสือพวกนี้ได้ นั่นก็เพราะเขามีพื้นฐานการอ่านมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้เมอร์ลินสามารถทำความเข้าใจหนังสือพวกนี้ได้ เขาจึงไม่มีปัญหาที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับโจทย์และผลลัพธ์เหล่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมอร์ลินจึงไม่ลังเลที่จะออกจากห้องแล้วก้าวไปหาชายชราทันที
แอด ...
ทันทีที่ประตูห้องหนังสือเปิดออก ชายชราที่กำลังก้มหน้าเขียนบางอย่างด้วยปากกาขนนกก็เงยหน้าขึ้นมา
เขามองเด็กน้อยยิ้มแฉ่งที่ก้าวเข้ามาหาเขา
“มีอะไรอย่างนั้นหรอ?” ชายชราเอ่ยถาม
“ผมว่าผมลืมให้คุณสอนวิชารูนศาสตร์ไปเลยครับ” เมอร์ลินเกาท้ายทอยแล้วกล่าวอย่างเขินๆ
“ได้สิ แต่เธอรอฉันก่อน ไว้ฉันเสร็จจากตรงนี้แล้วฉันจะสอนเธอ” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ครับ” เมอร์ลินกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม
ชายชรายิ้มตอบแล้วก้มหน้าทำงานต่อ
ทว่าเด็กน้อยกลับไม่ขยับไปไหน นั่นทำให้ชายชราสงสัย
“มีอะไรอีกอย่างนั้นหรอ?”
“ผมขอดูคุณทำงานได้ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยอย่างเกรงใจ เพราะเขารู้ว่านี่อาจรบกวนการทำงานของชายชรา แต่เขาสนใจในสิ่งที่ศาสตราจารย์เฒ่ากำลังทำจริงๆ
“ได้ ถ้าเธออยู่เงียบๆ น่ะนะ” ชายชราเอ่ยตอบพร้อมกับก้มหน้าขีดเขียนต่อ
เมอร์ลินไม่ได้เอ่ยคำใดอีก เขาเดินไปข้างๆ แล้วมองงานเขียนของชายชรา
เขาเห็นเศษกระดาษมากมายที่ถูกขีดเขียนกองอยู่เกลื่อนกลาด ส่วนหนึ่งถึงกับถูกขยำอยู่ในทิ้งลงในถังขยะ
ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ล้วนเป็นการคำนวณรูนศาสตร์ทั้งสิ้น
เมอร์ลินมองสัญลักษณ์รูนมากมายที่เขาไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตามงานเขียนเหล่านั้นไม่ได้มีแค่สัญลักษณ์รูนเท่านั้น แต่มันยังมีตัวหนังสือที่เขียนข้อสรุปหรือการคาดการณ์ออกมา ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เมอร์ลินสนใจ
เขาในตอนนี้เหมือนเด็กจบใหม่ไฟแรง ต้องการที่จะใช้ความรู้ที่พึ่งเรียนรู้มาศึกษางานวิจัยของศาสตราจารย์
“ความต่างของศักดิ์พลังเวท?” เมอร์ลินเผลอเอ่ยออกมาเมื่อเขาได้เหลือบมองเอกสารเหล่านั้น
ชายชราเลิกคิ้วขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นมา
“อะ ผมขอโทษครับ” เด็กน้อยรีบเอ่ยขอโทษทันที ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยรับปากว่าจะไม่เสียงดังรบกวน
“เธอเข้าใจพวกมันด้วยหรอ?” ชายชราเอ่ยถามพร้อมกับมองไปที่เอกสารแล้วมองไปที่เด็กน้อยอีกครั้ง
“คุณหมายถึงงานวิจัยวัสดุเวทที่คุณศึกษาอยู่ใช่ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยตอบ
ดวงตาของชายชราพลันเบิกกว้างขึ้น
“เธอเข้าใจมันจริงๆ ด้วย” ชายชราเอ่ยก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะหรี่แคบลง
“เธอเข้าใจมันได้ยังไง?”
ศาสตราจารย์มั่นใจว่าต่อให้เป็นศึกษามหาวิทยาลัยเวทมนตร์ก็ไม่มีทางมองออกง่ายๆ แน่ จึงไม่ต้องเอ่ยถึงนักเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ แต่เด็กน้อยที่พึ่งเข้ามาที่นี่เมื่อสองเดือนก่อนกลับสามารถมองมันออก
เมอร์ลินที่เห็นท่าทางของชายชราก็อดตกใจไม่ได้ ดูเหมือนว่าเขาจะทำความลับแตกซะแล้ว