โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 30 ความผิดปกติทั่วโลก

    บทที่ 30 ความผิดปกติทั่วโลก

     

     

     

    หลังจากจัดการเก็บกวาดและทำความสะอาดลานกว้างจนเรียบร้อยพวกเราบางส่วนก็แยกย้ายเข้าไปนอนในตู้ขบวน

     

    ส่วนที่เหลือก็มารวมตัวกันรอบกองไฟขนาดใหญ่ที่ก่อขึ้นตอนนี้ความมืดสนิทเข้าปกคลุมไปทั่ว พร้อมกับอากาศที่เริ่มหนาวเย็นลงอย่างชัดเจนแม้จะยังไม่ถึงขั้นหนาวเหน็บแต่ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่บาดผิว

     

    พวกเราช่วยกันลากซากก็อบลินทั้งหมดไปทิ้งไว้ที่ชายป่าด้วยความหวังลึกๆ ว่าหากเจ้า หมีเถ้าถ่าน ย้อนกลับมามันจะเลือกเขมือบศพพวกนั้นแทนที่จะหันมาเล่นงานพวกเรา

     

    นอกจากนี้ยังมีการเสริมแนวป้องกันรอบที่พักขึ้นอีกเล็กน้อยถึงจะดูง่อนแง่นไปบ้างแต่ก็นะ... ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย

     

    แนวป้องกันที่ว่าคือไม้แหลมหลายซี่ที่ถูกปักไว้กับพื้นหันปลายออกไปทางป่าบางอันยาวเฟื้อยจนน่ากลัวขณะที่บางอันสั้นกุดจนน่าสงสัยว่านอกจากจะเอาไว้ให้พวกก็อบลินเดินเหยียบเล่นแล้วมันจะใช้ทำอะไรได้อีก

     

    ส่วนตู้ขบวนรถไฟก็ถูกปรับปรุงเพิ่มอีกนิดหน่อยโดยการเอาแผ่นไม้มาตอกปิดแทนหน้าต่างที่แตก และเสริมความแข็งแรงตรงทางเข้าแม้จะดูอุจาดตาและใช้เวลานานโขกว่าจะเสร็จ แต่มันก็ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น

     

    ระหว่างที่พวกเราง่วนอยู่กับการทำงานมีก็อบลินกลุ่มเล็กๆ โผล่มาประปรายครั้งละสองถึงสี่ตัว แต่เลเวลแค่ 2 หรือ 3เท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดการ

     

    ในตอนนี้เมื่อพวกมอนสเตอร์หมดไปแล้ว พวกเราก็ทำเพียงแค่นั่งนิ่งๆปล่อยให้เสียงไฟปะทุดังเปรี๊ยะเป็นเพื่อนท่ามกลางความเงียบความอบอุ่นที่แผ่ออกมาให้ความรู้สึกดีอย่างประหลาด

     

    เปลวไฟดูจะมีสีแดงก่ำกว่าปกติ ซึ่งก็คงเป็นเพียงอีกหนึ่งเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ถึงจุดนี้ต่อให้ไฟกลายเป็นสีรุ้งผมก็คงไม่ตกใจแล้ว

     

    ผมนั่งอยู่บนพื้นโดยมีเจ้าคอร์กี้ตัวน้อยซุกตัวอยู่ระหว่างขาพูดตามตรงมันไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นแถมยังหนักเอาเรื่องจนผมสาบานได้เลยว่ามันตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

     

    น่าแปลกที่เจ้าหมาน้อยตัวนี้ดูจะติดผมมากเป็นพิเศษหลังจากที่ผมป้อนอาหารให้มันไปสองสามมื้อและช่วยชีวิตมันไว้จากก็อบลิน

     

    ถึงเวลาจ่ายค่าคุ้มครองแล้วเจ้าหนู!

     

    ผมแกล้งเอานิ้วจิ้มจมูกมันเบาๆเจ้าบิสกิตส่งเสียงครางหงิงในฝันพลางเมินผมโดยสิ้นเชิง พอได้มองใกล้ๆ แบบนี้มันดูเหมือนลูกหมูตัวน้อยจริงๆ บางทีสิ่งที่เควินพูดไว้อาจจะไม่เกินจริงนัก

     

    ส่วนเจ้าของมันน่ะเหรอ?แน่นอนว่าเธอไม่พอใจแต่ก็ทำได้เพียงส่งสายตาค้อนมาให้โดยไม่กล้าพูดอะไรต่อหน้าผม ส่วนลับหลังเธอคงนินทาผมไฟแลบแน่ๆ

     

    โธ่... บิสกิต แกมันน่าสงสารจริงๆคงถูกยายแก่คนนั้นบังคับให้กินมังสวิรัติมาตลอดล่ะสิใช่ไหม?

     

    ผมแกล้งจิ้มจมูกมันอีกครั้งจมูกเย็นเฉียบของมันย่นใส่ผมเป็นการประท้วงก่อนที่มันจะซุกตัวนอนต่ออย่างไม่สนใจโลก

     

    เทสกลับไปเฝ้ายามอีกครั้งพร้อมกับโชอี้และน้องสาวทั้งสามคนนั่งประจำการอยู่บนหลังคาตู้ขบวนขณะที่มีผู้โดยสารอีกสองสามคนคอยดูต้นทางอยู่ข้างใน

     

    พวกเราไม่ได้ออกคำสั่งแต่ดูเหมือนความกังวลจะบีบให้พวกเขาขยับตัวกันไปเอง

     

    ตอนนี้ภาพที่เห็นได้ชัดคือทุกคนต่างขยับเข้ามานั่งเบียดชิดกันราวกับพยายามโหยหาความอบอุ่นและความปลอดภัยจากคนข้างกายหรือจะพูดให้ถูกคือใกล้กันจนชวนอึดอัด

     

    อีกนิดเดียวเควินก็แทบจะขึ้นมานั่งบนตักผมอยู่แล้วเอ่อ ต้องบอกว่านั่งทับเจ้าบิสกิตก่อนจะถึงตักผมมากกว่าซึ่งผมมั่นใจว่าหมาที่กล้าหาญที่สุดใน ชั้นที่ 1 ของระดับนรกตัวนี้คงไม่ยอมโดนทับนิ่งๆ แน่

     

    อีกด้านหนึ่งของผมคือลิลลี่เธอเองก็เลเวลเพิ่มขึ้นเหมือนกับคนอื่นๆ และจัดการอัปสถานะไปเรียบร้อย

     

    ดูเหมือนว่าค่าประสบการณ์ที่ใช้ในการเลื่อนจากเลเวล0 ไปเลเวล 1 จะน้อยจนน่าใจหาย แค่เอาไม้แหลมไปจิ้มก้นก็อบลินทีเดียวเลเวลก็อัปแล้ว

     

    นอกจากเรื่องรอบตัวผมเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง อารมณ์ของผมดูจะราบเรียบ และนิ่งขึ้นสาเหตุน่าจะมาจากทักษะ สมาธิที่ผมเพิ่งตระหนักได้ว่าเผลอเปิดใช้งานมันในระดับต่ำอยู่เกือบตลอดเวลาและจะจมดิ่งสู่สภาวะที่ลึกซึ้งขึ้นเฉพาะตอนที่ต้องการเท่านั้น

     

    นี่มันเกือบจะกลายเป็นทักษะติดตัว ไปแล้วงั้นเหรอ?

     

    มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากและคงต้องอาศัยการทดลองอีกพักใหญ่กว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้

     

    แต่อารมณ์พื้นฐานอย่างความกลัว ความกังวลหรือความสิ้นหวังกลับเบาบางลงจนน่าใจหายสภาวะจิตใจของผมในตอนนี้มันเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้รอยคลื่น

     

    สมาธิช่วยให้ผมจดจ่ออยู่กับการเอาชีวิตรอดได้อย่างน่าอัศจรรย์

     

    ทว่าในขณะเดียวกันผมเริ่มไม่แน่ใจว่าความเย็นชาที่กัดกินหัวใจจนไร้ความรู้สึกต่อสิ่งรอบข้างนี้เป็นความต้องการลึกๆ ของผมเองหรือเป็นผลข้างเคียงที่ทักษะนี้จงใจหลอมรวมให้ผมกลายเป็นเครื่องจักรฆ่าฟันกันแน่

     

    จริงอยู่ว่าปกติผมเป็นคนประเภทเฉื่อยชาและนิ่งเงียบแต่การรักษาสภาวะเย็นเยียบดุจน้ำแข็งท่ามกลางสถานการณ์ความเป็นความตายแบบนี้มันผิดวิสัยมนุษย์จนเกินไป

     

    ถึงอย่างนั้น...ผมกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจมันเลยสักนิด ขอบใจมากนะคุณสมาธิ!

     

    ที่จริงผมควรจะกังวลมากกว่านี้ที่อารมณ์ความเป็นมนุษย์บางอย่างกำลังถูกลบเลือนไปแต่ถ้ามันคือข้อแลกเปลี่ยนที่การันตีว่าผมจะรอดชีวิต

     

    ผมก็ไม่เกี่ยงหรอกที่จะโยนอารมณ์เหล่านั้นทิ้งไปให้หมดส่วนความเป็นตัวตนของผมจะบิดเบี้ยวไปแค่ไหนหลังจากเลเวลของมันสูงขึ้นกว่านี้?

     

    ก็นะ...นั่นเป็นเรื่องที่ตัวผมในวันพรุ่งนี้ต้องไปเผชิญเอง

     

    ขอโทษทีนะ เนเทลในอนาคตเรื่องปวดหัวพวกนี้ยกให้เป็นภาระของนายก็แล้วกัน โอเคไหม?

     

    ผมยังคงเปิดใช้งานทักษะประคองไว้พลางเงี่ยหูฟังบทสนทนารอบกองไฟที่เริ่มออกรส

     

    “...ฉันสังเกตเห็นเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้วล่ะมันเกิดขึ้นก่อนที่เราจะถูกดึงมาที่นี่เสียอีก มีรายงานคนหายตัวไปทั่วโลกเลยเห็นว่าที่ญี่ปุ่นมีนักเรียนหายไปทั้งคลาสเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนแล้ววันต่อมาเครื่องบินทั้งลำก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย”

     

    หือ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? ผมประหลาดใจเล็กน้อย

     

    “ฉันก็ได้ยินมาจากแม่เหมือนกันเพื่อนแม่บอกว่าเห็นคนหายวับไปต่อหน้าต่อตาที่ชายหาดวินาทีก่อนยังเห็นนั่งเล่นทรายอยู่แท้ๆ แต่อยู่ดีๆ ก็เหลือแค่ความว่างเปล่า”

     

    นี่ผมเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยงั้นเหรอ?ก็นะ... สมัยนี้ใครเขาดูข่าวกันจริงไหม? และผมก็ไม่ได้โหยหาเพื่อนฝูงเพื่อที่จะมานั่งฟังเรื่องซุบซิบพวกนี้อยู่แล้ว

     

    ใช่แล้ว ผมไม่ใช่คนประหลาดที่นี่สักหน่อยแค่เป็นพวกไม่สนใจโลกละน่ะ

     

    “ตอนแรกฉันก็นึกว่าเป็นแค่ข่าวลวงเรียกยอดคลิกข่าวหลักไม่เห็นจะกล้าลงรายละเอียดเลย มีแต่พวกเว็บไซต์ใต้ดินที่ลือกันไปทั่ว...”

     

    “งั้นพวกนายคิดไหมว่าพวกเราอาจจะไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ติดอยู่ในชั้นแรกหรือเปล่า?อาจจะมีคนมาถึงก่อนเรา...หรือกำลังเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างอยู่ในที่อื่น?”

     

    “ก็เป็นไปได้นะ พวกนายเห็นรายการรางวัลของภาระกิจกันแล้วใช่ไหม?หนึ่งในนั้นคือ คอมมูนิตี้ บางทีเราอาจจะใช้มันสื่อสารกับคนกลุ่มอื่นได้ก็ได้”

     

    “หรือบางทีเราอาจจะตั้งกิลด์ได้ด้วยนะ!”

     

    เด็กหนุ่มคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

     

    ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะทุกคนต่างเมินคำพูดไร้สาระนั่นแล้วหันไปคุยเรื่องอื่นต่อทันที

     

    “มันอาจจะมีระดับความยากอื่นนอกเหนือจากนรกก็ได้ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมพวกเราถึงมาลงเอยที่นี่กันล่ะ?”

     

    แฮดวินมองไปรอบๆด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามซึ่งไม่มีใครให้คำตอบได้

     

    “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เรากลับไปถึงโลกแล้ว?”

     

    ไม่ใช่ หลังจาก หรอกแฮดวิน ต้องใช้คำว่าถ้า ต่างหาก... ผมไม่อยากจะใจร้ายนะ แต่ดูจากสภาพแล้วพวกเราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสได้กลับไปเห็นแสงอาทิตย์ที่โลกเดิมหรอก

     

    “จินตนาการดูสิว่าโลกจะวุ่นวายขนาดไหนถ้าจู่ๆ มีพวกยอดมนุษย์โผล่ออกมาเต็มเมือง?”

     

    ใครจะสนล่ะ?นั่นมันปัญหาของเนเทลในวันพรุ่งนี้!หรืออาจจะไม่ใช่ปัญหาของหมอนั่นด้วยซ้ำ นั่นมันหน้าที่ของรัฐบาลต่างหาก

     

    ก็นะในที่สุดพวกเขาก็จะได้ทำอะไรที่มีประโยชน์ให้สมกับเงินภาษีที่ผมจ่ายไปเสียที

     

    “นี่พวกเราเพิ่งจะเริ่มเองนะดูสิว่าผ่านไปแค่ไม่กี่วันพวกเราแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนแล้ว”

     

    แฮดวินพูดต่อพลางบุ้ยใบ้มาทางผมจนสายตาหลายคู่หันขวับมามองเป็นตาเดียว

     

    โธ่เอ๊ย หยุดเถอะ เดี๋ยวผมก็เขินตายพอดีแต่ตลอดการพูดของแฮดวิน ผมสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติเขาไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอย่างที่แสดงออก มันเป็นความรู้สึกที่จับสังเกตยากมากหากไม่ใช่เพราะผมคงสภาวะสมาธิอ่อนๆไว้ตลอดเวลาก็คงยากจสังเกตุเห็น

     

    และผมสาบานได้ว่าสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความพึงพอใจและความโล่งใจลึกๆปนอยู่ในน้ำเสียงของเขา

     

    “คุณแฮดวินคิดว่าที่นี่มีทั้งหมดกี่ชั้นคะ?”

     

    ลิลลี่ถามขึ้นเบาๆ ทุกคนหันไปทางชายวัยกลางคนอย่างมีความหวัง

     

    “ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันอีกอย่างคือเราต้องย้ายไปชั้นอื่นหรือเปล่า หรือจะใช้เวลาทั้ง 5ปีอยู่แค่ในชั้นแรกนี้? นั่นคือสิ่งที่เราต้องคิดบางทีชั้นอื่นอาจจะอันตรายกว่านี้มาก การอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อยๆอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็ได้”

     

    หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างมีความหวังพวกเขาตั้งทฤษฎีกันต่อไปเรื่อยเปื่อยจนผมเริ่มเบื่อ และเลือกที่จะกรองเสียงเหล่านั้นทิ้งไป

     

    ไม่นานพวกเขาเริ่มคุยเรื่องที่คนเราชอบที่สุดและเรื่องของตัวเอง

     

    “ตอนอยู่โลกเดิมฉันฐานะค่อนข้างดีรู้จักคนใหญ่คนโตเพียบ ถ้าเรากลับไปได้ ฉันจะจัดการเส้นสายให้พวกเราเองจินตนาการดูสิว่าเราจะทำเงินได้มหาศาลขนาดไหนด้วยทักษะแบบนี้”

     

    ไอ้มหาเศษฐีขี้คุยนี้อีกแล้ว โธ่เอ๊ยหุบปากไปเถอะ อีธาน

     

    “แล้วถ้ากลับไปถึงโลกแล้วเราใช้ทักษะไม่ได้ล่ะ?ถ้าเกิดพลังพวกนี้หายวับไปหมดเลยล่ะจะว่ายังไง?”

     

    พูดได้ดีนี่เควินผมถึงกับแอบยกนิ้วให้เจ้าหนูคนนี้อยู่ในใจ

     

    ความเป็นไปได้นั้นทำให้วงสนทนารอบกองไฟเงียบกริบลงทันทีทุกคนต่างจมดิ่งลงในพะวังความคิดของตัวเอง ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมไปชั่วขณะ

     

    ผมเงยหน้ามองแสงสีประหลาดที่ร่ายรำบนท้องฟ้าพลางครุ่นคิด...ถ้าเป็นผมล่ะ ผมจะทำยังไง?

     

    บอกตามตรงผมไม่ชอบความคิดที่ว่าจะต้องสูญเสียมานาไปเลยแม้แต่นิดเดียวผมเกลียดความคิดนั้นเข้าไส้

     

    ผมลองปล่อยให้มานาไหลผ่านร่างกายบังคับให้มันหมุนเวียนช้าเร็วได้ตามใจปรารถนากลุ่มควันสีจางปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วคล้ายควันไฟ ก่อนจะค่อยๆควบแน่นจนแหลมคมและยาวขึ้นตามจินตนาการ

     

    สัมผัสจากมานานั้นให้ความรู้สึกที่น่าหลงใหลอย่างประหลาดจนผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากต้องเสียมันไป ผมจะกลับไปใช้ชีวิตต่อได้อย่างไรโลกใบเดิมคงกลับไปจืดชืดและน่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าเก่าอย่างแน่นอน

     

    แต่ก็นะ...นั่นก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของตัวผมในวันพรุ่งนี้

     

    ทว่าลางสังหรณ์บางอย่างกลับบอกผมว่าเนเทลในวันพรุ่งนี้คงเลือกที่จะติดอยู่ที่นี่ต่อไปมากกว่าจะยอมกลับโลกไปในสภาพคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังมานา

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน