ดั่งฝันชะตาลวง

    ตอนที่ 52 บรรเลงพิณ (อาทิตย์นี้หยุดวันพฤหัส-ศุกร์แทนนะคะ)

            ตอนที่52 บรรเลงพิณ

             

            จวบจนกระทั่งมีสาวใช้นางหนึ่งส่งสัญญาณลับให้นางหลินเฟยพยักหน้าตอบรับอย่างแผ่วเบาและขอตัวแยกจากกลุ่มคนที่กำลังสนุกอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เป็นที่สังเกต

             

            ไม่มีผู้ใดรู้สึกสนใจคุณหนูที่งดงามทว่าไม่โดดเด่นเช่นนางก่อนจะร่วมสังสรรค์กันต่อไปโดยหารู้ไม่ว่าโอรสคนโตของผู้เป็นใหญ่ในวังหลังก็ได้หายตัวไปแล้วเช่นกัน

             

            หลังจากที่เห็นมารดาจากไปแล้วมู่หลงซางฉีก็ไม่จำเป็นจะต้องนั่งปั้นหน้าอีก เขาเดินหลบเลี่ยงขันทีและนางกำนัลที่มารดาสั่งให้มาเฝ้าเขาเอาไว้ไปได้อย่างแนบเนียนก่อนจะหยุดลงตรงหน้าริมทะเลสาบจำลองและซึมซับบรรยากาศที่เงียบสงบนี้เพียงลำพัง

             

            ร่างสูงใหญ่ทรงสง่ายืนเอามือไพล่หลังดวงตาสีนิลสงบนิ่งดุจรัตติกาลเหม่อมองผิวน้ำตรงหน้าไปไกลแสนไกลยากที่จะรู้ได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่มุมที่เขายืนอยู่นี้ห่างไกลจากสวนดอกไม้ใจกลางตำหนักมากพอที่จะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะครื้นเครงของผู้คนจอมปลอมเหล่านั้น

             

            แม้จะรู้ดีว่างานเลี้ยงนี้ถูกจัดขึ้นโดยมีเป้าหมายหลักคือการหาคู่ครองให้กับเขาทว่ามู่หลงซางฉีกลับไม่ได้แยแสมากนัก เขาเพียงแค่มารักษาหน้าให้มารดาเท่านั้นเรื่องอื่นไม่จำเป็นจะต้องสนใจ

             

            ทั้งบิดาและมารดาของเขาต่างก็คาดหวังให้เขาเริ่มต้นใหม่โดยเร็วแต่จะมีใครเข้าใจบ้างว่าเรื่องเช่นนี้ต้องใช้เวลาหรือต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจจะไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกแล้ว...

             

            ในขณะที่ชายหนุ่มจมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเองนั้นก็มีเสียงบรรเลงเพลงพิณดังแว่วลอยมาท่วงทำนองแสนหวานแฝงด้วยความปลอบประโลมใจนั้นดูราวกับกำลังปลอบโยนจิตใจที่เปล่าเปลี่ยวของใครบางคนอยู่

             

            ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าผู้ที่บรรเลงเพลงพิณนี้นับว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อย…

             

            เปลือกตาของชายหนุ่มสั่นไหวเมื่อได้ยินบทเพลงบรรเลงไพเราะคุ้นหูนั้นราวกับเขาได้นึกย้อนกลับไปในอดีตอีกครั้งหนึ่ง

             

            มู่หลงซางฉีหลับตาฟังท่วงทำนองไพเราะนั้นอยู่สักพักก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมา แล้วมองหาที่มาของเสียงดนตรี

             

            เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้มีสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งบรรเลงเพลงพิณอยู่ในศาลาริมน้ำใกล้กับบริเวณที่เขาซ่อนตัวอยู่

             

            มู่หลงซางฉีมองดูสาวงามในชุดสีชมพูอ่อนหวานเรียบง่ายกำลังกรีดกรายปลายนิ้วเปลี่ยนท่วงทำนองหวานซึ้งจับใจท่วงท่าที่สง่างามและผ่อนคลายนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่านางมีความมั่นใจในฝีมือการบรรเลงเพลงพิณของตัวเองอยู่ไม่น้อย

             

            หญิงสาวนางนั้นสลับเปลี่ยนท่วงทำนองบรรเลงเพลงพิณต่อไปเรื่อยๆบทเพลงแล้วบทเพลงเล่า ราวกับไม่รับรู้เลยจริงๆ ว่ามีคนอยู่แถวนี้

             

            จวบจนเมื่อเสียงดนตรีนั้นยังคงบรรเลงต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงมู่หลงซางฉีจึงได้ตัดสินใจเดินออกมาจากด้านหลังต้นดอกโบตั๋นสีผลิบานอย่างงดงาม

             

            หลินเฟยยังคงประดับรอยยิ้มแผ่วเบาไว้ที่มุมปากและกรีดปลายเล็บที่ได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดีลงบนเส้นสายของตัวพิณล้ำค่านั้นด้วยท่วงท่าที่งดงามอ่อนหวานต่อไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่าได้มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาหานาง

             

            กว่าที่หลินเฟยจะรู้ชายหนุ่มผู้นั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้านางเสียแล้วฉับพลันนั้นหญิงสาวก็สะดุ้งตกใจจนต้องปล่อยมือออกจากพิณล้ำค่าตรงหน้าและร้องอุทานออกมาอย่างไม่คาดคิด“องค์รัชทายาท…”

             

            พอสิ้นเสียงพูดนั้นหลินเฟยก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพด้วยท่วงท่าที่งดงามอ่อนช้อยทันทีท่าทางของนางดูตกใจจริงๆ ไม่เหมือนคนที่เสแสร้งเลยสักนิด

             

            มู่หลงซางฉีได้กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นอ่อนๆโชยมาจากร่างของหญิงสาวเมื่อมองดูก็พบว่าหญิงสาวนางนี้แต่งตัวได้เรียบง่ายสบายตากว่าหญิงสาวทั่วไปในงานที่สำคัญนางยังปักดอกไม้งามหอมรัญจวนแทนปิ่นทองไร้ชีวิตชีวาพวกนั้นนับว่าเป็นความงดงามธรรมชาติที่หาดูได้ยากในวังหลวงแห่งนี้ยิ่งนัก

             

            ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าสตรีนางนี้มีมั่นใจในความสามารถทางด้านดนตรีของตัวเองอยู่ไม่น้อยเห็นได้จากการที่นางสามารถบรรเลงบทเพลงได้มากมายหลากหลายทำนองอย่างไม่หยุดพักเช่นนี้

             

            ฝ่ามือแกร่งสะบัดชายเสื้อเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงตรงหน้าพิณและผายมือให้สาวงามตรงหน้านั่งลงอย่างสุภาพ “เชิญนั่งก่อนเถิดแม่นาง”

             

            “ขอบพระทัยเพคะ องค์รัชทายาท”หลินเฟยเก็บงำประกายความยินดีในดวงตาเอาไว้อย่างมิดชิดก่อนจะนั่งลงด้วยท่วงท่าที่งดงามนับตั้งแต่ต้นจนจบนางไม่แม้แต่จะมองดูชายหนุ่มตรงหน้าเลยสักนิด

             

            มู่หลงซางฉีมองดูท่าทางสงบนิ่งของอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่านางยังคงรักษากิริยาได้งดงามต่างจากสตรีผู้อื่นสตรีนางนี้ทำราวกับว่าการมาพบเขาในสวนบุปผานี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น

     

            ยามนี้หนึ่งชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์มากด้วยฝีมือและความสามารถหนึ่งสาวงามเพียบพร้อมอ่อนหวานกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันโดยมีเพียงพิณไม้แกะสลักล้ำค่ากั้นขวางเอาไว้กลีบดอกไม้สีชมพูที่เบ่งสะพรั่งลอยพลิ้วไหวอยู่รอบตัวของพวกเขาราวกับส่งเสริมความรักให้ผลิบานขึ้นมาในใจของคนทั้งคู่

             

            มุมปากของมู่หลงซางฉีโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเลือนรางและมองดูศาลาที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงามรวมถึงกลิ่นอายอ่อนหวานละมุนที่ปกคลุมพวกเขาทั้งคู่สลับไปกับจ้องมองใบหน้าโฉมงามที่ได้รับการแต่งเติมอย่างเป็นธรรมชาติชวนมองนี้

             

            สายตาที่เฝ้าจดจ่ออยู่บนร่างนั้นทำให้จิตใจของหญิงสาวเกิดความสั่นไหวอย่างรุนแรงแก้มนวลทั้งสองข้างเริ่มเป็นสีชมพูระเรื่อขึ้นมาท่าทางสงบนิ่งของอีกฝ่ายทำให้หลินเฟยเกิดความกล้าขึ้นมาและสบสายตาเข้ากับดวงตาสีนิลดุจห้วงน้ำลึกที่ดึงดูดให้นางไม่อาจโงหัวกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้อีก

             

            ฉับพลันนั้นหลินเฟยก็เผลอใจล่องลอยไปกับใบหน้าที่หล่อเหลาและกลิ่นอายสูงส่งดุจเทพเซียนตรงหน้านี้อย่างอดใจไม่อยู่เขาช่างเป็นยอดบุรุษที่หาผู้ใดเทียบเคียงได้จริงๆหากได้ยืนเคียงข้างชายที่มีใบหน้าหล่อเหลามากด้วยฝีมือและอำนาจผู้นี้ได้ชีวิตนางก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว...

             

            หลินเฟยจมดิ่งอยู่ในความคิดของตัวเองจนกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเชิญชวนอย่างสุภาพ “พิณนี้ไม่มีผู้ใดบรรเลงเพลงมานานมากแล้ว เห็นแม่นางชมชอบการดีดพิณถึงเพียงนั้นจะว่าอะไรหรือไม่หากว่าข้าอยากร่วมบรรเลงเพลงพิณกับเจ้า”

             

            หลินเฟยเก็บงำความรู้สึกดีใจเป็นลิงโลดเอาไว้และพยักหน้าอย่างเขินอาย“หม่อมฉันมิกล้า องค์รัชทายาทฝีมือสูงส่ง หลินเฟยยังฝีมืออ่อนด้อยยิ่งนักขอองค์รัชทายาทโปรดชี้แนะ”

             

            พอพูดจบแล้วหลินเฟยก็เตรียมที่จะแสดงฝีมืออย่างสุดความสามารถนางกดมือซ้ายลงบนเส้นสายอย่างอ่อนช้อยก่อนจะใช้นิ้วมือขวาทั้งห้าบรรจงดีดลงบนเส้นสายนั้นเป็นท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวานดังเช่นตัวนาง

             

            ภายใต้แสงจันทร์พร่างพราวมีเสียงบรรเลงบทเพลงฝากรักหวานซึ้งตรึงใจดังเป็นห้วงทำนองสูงต่ำสลับกับท่วงท่ากรีดกรายนิ้วมือที่อ่อนช้อยพลิ้วไหวเรียวงามกำลังร่ายรำอยู่ต่อหน้าบุรุษที่รักใต้แสงจันทร์เกิดเป็นภาพบรรยากาศแสนหวานติดตรึงตราอยู่ภายในใจของผู้พบเห็น ยากนักที่ชายใดจะไม่รู้สึกหวั่นไหวกับการฝากรักผ่านเสียงเพลงหวานซึ้งนี้

             

            มู่หลงซางฉีมองดูหญิงสาวมากความสามารถตรงหน้าด้วยสายตาที่ล้ำลึกเมื่อยามที่หญิงสาวกำลังจะจบการบรรเลงเพลงครั้งที่หนึ่งเขาก็แตะปลายนิ้วลงบนเส้นสายในทิศทางฝั่งตรงข้ามและทวนท่วงทำนองเพลงฝากรักที่หญิงสาวบรรเลงไว้ในคราแรกใหม่ตั้งแต่ต้น

             

            หลินเฟยไม่คาดคิดเลยว่าจะมีวันที่นางได้ร่วมบรรเลงบทเพลงเคียงข้างกับคนที่นางแอบชมชอบยิ่งไปกว่านั้นยังคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะต่อบทเพลงฝากรักแสนหวานนี้ด้วยกันนั่นไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับความรู้สึกที่นางมีให้เขาแล้วอย่างนั้นรึ?

             

            สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นนับว่าเป็นฝันที่ไม่อาจฝันได้เลยจริงๆไม่ต้องบอกเลยว่ายามนี้ในใจของนางรู้สึกยินดีมากเพียงไรที่เห็นชายหนุ่มที่ไม่เคยเหลียวแลสตรีนางใดให้ความสนใจกับนางเป็นพิเศษเช่นนี้

             

            ปลายนิ้วขาวเรียวงามของหญิงสาวแตะสัมผัสปลายนิ้วแข็งแกร่งของชายหนุ่มอย่างไม่ได้ตั้งใจดวงตาคู่งามช้อนมองดูใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งดุจเทพเซียนผู้สูงส่งแวบหนึ่งแก้มนวลทั้งสองข้างก็พลันเป็นสีแดงก่ำด้วยความเขินอายอย่างห้ามใจไม่อยู่

             

            มู่หลงซางฉีไม่ได้สนใจสาวงามที่ตกอยู่ในห้วงแห่งอารมณ์ความรักลึกซึ้งตรงหน้าเขายังคงใช้ปลายนิ้วแกร่งดีดลงบนเส้นสายอย่างหนักแน่นเป็นจังหวะเดียวกับสาวงาม

             

            ในยามที่บรรยากาศหวานชื่นกำลังดำเนินไปได้ด้วยดีนั้นเพียงพริบตาเดียวสายพิณหนึ่งเส้นก็พลันขาดออกจากกันอย่างไร้ร่องรอยขณะที่ท่วงทำนองบทเพลงแสนหวานยังคงบรรเลงตามเดิม

             

            ในตอนแรกเริ่มนั้นหลินเฟยไม่ได้คิดอะไรมากทั้งยังคิดไปด้วยว่าพิณล้ำค่าที่เปราะบางนี้คงไม่อาจทนรับแรงของชายนักรบห้าวหาญอย่างมู่หลงซางฉีได้

             

            บุรุษกล้าแกร่งเช่นเขาสามารถบรรเลงเพลงพิณท่วงทำนองอ่อนหวานเช่นนี้ได้ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลในตัวชายหนุ่มผู้มากความสามารถตรงหน้านี้มากขึ้นไปอีก

             

            ฉับพลันนั้นสายพิณอีกเส้นก็ขาดสะบั้นออกจากกันตามมาด้วยสายที่สาม สี่ ห้าและขาดสะบั้นอย่างต่อเนื่องโดยไร้ที่มาที่ไปดวงตาคู่งามพลันเกิดระลอกคลื่นสั่นไหวอย่างรวดเร็วมือคู่งามไม่ทันระวังถูกสายพิณดีดเข้าที่ข้อมืออย่างจัง

             

            เพียงเสี้ยววินาพิณโบราณล้ำค่านั้นเหลือเพียงแค่สามสายเท่านั้นปลายนิ้วของหลินเฟยเริ่มหยุดชะงักไปเมื่อนางไม่อาจบรรเลงบทเพลงต่อไปได้เพราะไม่มีสายพิณตามท่วงทำนองที่นางต้องบรรเลงดวงตาคู่งามฉายแววงุนงงในทันตา

             

            ตรงกันข้ามกลับชายหนุ่มตรงหน้าที่ยังคงขยับปลายนิ้วบรรเลงท่วงทำนองสูงต่ำบทเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่ระหว่างสายพิณทั้งสามแนวโดยใช้การสะบัดข้อมือพลิ้วไหวไปตามจังหวะและกดสายอย่างชำนาญจากท่วงทำนองอ่อนหวานในคราแรงถูกกดข่มให้ดุดันลงในทันตา

             

            การบรรเลงบทเพลงที่เฉียบขาดและดุดันราวกับปลายกระบี่ที่สะบั้นวิญญาณของฝ่ายตรงข้ามนั้นเริ่มทำให้พิณล่ำค้ำไม่อาจทนรับต่อไปได้ก่อนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆตามด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของหลินเฟย

             

            ตึ้ง!

             

            “ว้าย!” หลินเฟยยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าและฟุบลงกับพื้นเพื่อไม่ให้เศษไม้นั้นกระเด็นถูกตัวนางจนเป็นแผลเสียก่อน

             

            แรงระเบิดนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นก่อนที่ทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

             

            หลินเฟยที่อยู่ในอาการหวาดผวาค่อยๆนำมือที่ปิดบังใบหน้าของตัวเองออก ภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาก็คือเศษพิณไม้ล้ำค่าที่แตกกระจายไปทั่วศาลาริมน้ำ

             

            เมื่อมองหาใครอีกคนหนึ่งที่อยู่ในศาลาเดียวกันกับนางหลินเฟยก็เห็นแค่เพียงแผ่นหลังกว้างของชายผู้สูงศักดิ์คนนั้นกำลังเดินออกไปจากศาลาไม้เขายังคงอยู่ในอาภรณ์สีดำปักลายดิ้นทองสง่างามและสูงส่งดังเดิมไม่มีร่องรอยความเสียหายแต่อย่างใด

             

            ฉับพลันนั้นหลินเฟยก็รู้สึกไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เลยเห็นอยู่ชัดๆ ว่าตอนแรกเขาไม่ได้มีท่าทางรังเกียจนาง แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้...

             

            “องค์รัชทายาท...” หลินเฟยเปล่งเสียงร้องเรียกอ่อนแอราวกับไม่ได้รับความยุติธรรมออกมา

             

            “ในเมื่อรู้ตัวดีว่าฝีมืออ่อนด้อยเช่นนั้นก็อย่าได้บังอาจแตะต้องมันให้ระคายหูข้าอีก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นมาอย่างเย็นชาโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองดูหญิงสาวที่นั่งทรุดตัวอยู่บนพื้นเลยสักนิด

             

            พอสิ้นเสียงพูดแล้วชายหนุ่มจึงแตะปลายเท้าหายลับไปท่ามกลางความมืด เขาหลบเลี่ยงสายตาของเวรยามและมุ่งหน้าออกจากวังหลวงที่แสนวุ่นวายไปอย่างไม่ทิ้งร่องรอย

             .

    .

    .

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องดั่งฝันชะตาลวง ที่คุณอ่าน