บรรลุถึงขีดสุด
หนึ่งวันหลังจากนั้นทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับไลท์บลูม
ไม่ว่าจะเป็นคนที่สนิทสนมกับเธอหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนที่เคยเห็นหน้าเธอไม่กี่ครั้งไม่ว่าใครก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับไลท์บลูม
ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายใน มันไม่ได้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของไลท์บลูมแต่อย่างใด แต่เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวเธอไปโดยสิ้นเชิง
หากเป็นคนที่สนิทสนมกับไลท์บลูมก่อนหน้านี้ทุกคนจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสับสนของเธอ ราวกับเรือน้อยที่ลอยอยู่กลางพายุฝน
ทว่าตอนนี้เธอดูเหมือนเรือลำเล็กที่ลอยอยู่กลางทะเลสาบที่เงียบสงบ มันให้ความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงจุดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึงไปไม่มากก็น้อย
ขนาดบลูอายกับมิซ่าที่ไม่พอใจการตัดสินใจในครั้งนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจปนยินดีที่พวกเธอสามารถช่วยเหลือหญิงสาวที่น่าสงสารได้
การทำความดีนั้นไม่ว่าใครหากได้ทำก็คงจะต้องรู้สึกมีความสุขบ้างไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับเหล่าหญิงสาวที่ต้องข่มใจยอมรับคนนอกอย่างไลท์บลูมมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
พวกเธอยอมรับอย่างไม่เต็มใจ แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์ พวกเธอก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งใจและสบายใจอย่างน่าประหลาด
เมื่อรวมกับการวางตัวของไลท์บลูมที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยน พวกเธอก็ยิ่งพึงพอใจเพราะไลท์บลูมนั้นไม่ได้พยายามแสดงจุดยืนหรือฐานะในฐานะภรรยาของกัสแต่อย่างใด
การวางตัวนี้ทำให้ทุกคนพึงพอใจมากและเริ่มมองดูไลท์บลูมในแง่มุมที่ดีมากขึ้นอย่างชัดเจน
ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดนั้นไม่ใช่ความรู้สึก ไม่ใช่สถานะหรือรูปร่างหน้าตาของไลท์บลูม
แต่เป็นพรศักดิ์สิทธิ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดของไลท์บลูมต่างหาก ราวกับเธอได้ปลดโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งพัฒนาการของตัวเองออกและพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างก้าวกระโดดจนทำให้พรศักดิ์สิทธิ์ของเธอแข็งแกร่งขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว
ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูของพรศักดิ์สิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่าสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับกัสแล้วมันกลับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความประหลาดใจปนยินดีให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกัสที่ได้รับผลประโยชน์นี้ไปเต็มๆ จนอดไม่ได้ที่จะให้ความเอ็นดูไลท์บลูมมากยิ่งกว่าเดิม
ยิ่งกัสให้ความเอ็นดูไลท์บลูมมากขึ้น พัฒนาการของเธอก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนในด้านต่างๆ หรือการใช้เคล็ดฝึกคู่ร่วมกัน
เมื่อไลท์บลูมพัฒนาขึ้น กัสก็ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น ความมั่นคงในจิตใจของเธอก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แววตาที่เธอมองดูกัสนับวันก็ยิ่งอ่อนหวานนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น
ผลประโยชน์ที่น่าทึ่งนี้ทำให้เหล่าภรรยาของกัสต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของพวกเธอนั้นถูกต้องแล้วอย่างเสียไม่ได้
ในเวลาเดียวกันผลลัพธ์จากการศึกษาผลึกเจตจำนงของบลูอายก็ปรากฏขึ้นในที่สุด โดยที่พวกเธอใช้เวลาเพียง 5 วันในการคิดค้นวิธีกลั่นผลึกเจตจำนงที่สมบูรณ์
งานนี้นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็ต้องขอบคุณซีต้าด้วยที่ยอมวางมือจากงานของเธอและออกมาช่วยทำให้บลูอายพัฒนาวิธีการกลั่นผลึกเจตจำนงที่สมบูรณ์ออกมาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
สองวันแรกพวกเธอเสียเวลาไปกับการวิเคราะห์ผลึกเจตจำนงจนกระทั่งได้ข้อมูลมากพอ ต่อจากนั้นซีต้าที่ได้ข้อมูลทั้งหมดจากมิซ่าก็ตัดสินใจวางมือจากงานของเธอและออกมาช่วยทำให้วิธีกลั่นผลึกเจตจำนงสมบูรณ์ในที่สุด
วิธีที่ถูกใช้ในการกลั่นผลึกเจตจำนงนั้นคือการผสานมันเข้ากับผลึกวิญญาณเพื่อทำให้พลังงานมีวัตถุในการยึดเหนี่ยวจึงทำให้มันมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นและไม่แตกสลายไปหลังจากใช้งานเพียงไม่กี่ครั้ง
แต่ถึงจะสามารถกลั่นผลึกเจตจำนงโดยใช้วิธีสร้างผลึกวิญญาณได้ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่นับว่าสมบูรณ์พอเพราะมันมีประสิทธิภาพเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ซึ่งหมายความว่าหากใช้พลังเวท 10 ส่วนใส่ลงไปในผลึกเจตจำนง ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับการฝึกโดยใช้พลังเวทเพียง 5 ส่วน
ความสูญเสียที่มากถึงครึ่งนั้นมีผลเสียมากและทำให้มันยากที่จะใช้งาน
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผลเสียข้อนี้ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรสำหรับกัสเพราะเขาไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้พลังเวทอยู่แล้ว
ซึ่งถ้าเทียบความยากลำบากในการรักษาสมาธิเพื่อคงสภาพวิชาเป็นเวลานานๆ แล้วละก็ การกระตุ้นปราณลึกลับที่เป็นวิชาซึ่งเกิดจากพรศักดิ์สิทธิ์ของเขามันเป็นอะไรที่ง่ายกว่ามาก
ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเหลือเพียงครึ่งเดียว ทว่ากัสสามารถยืดระยะเวลาในการฝึกฝนด้วยวิธีนี้ได้ถึง 10 เท่า หรืออาจจะพูดได้ว่าหากเขาต้องการเขาสามารถใช้พลังได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว
นอกจากนี้ผลลัพธ์ในปัจจุบันยังเป็นเพียงผลลัพธ์แรกสุดของการสร้าง มันยังมีพื้นที่ในการพัฒนาอีกมาก ขนาดซีต้ายังเอ่ยปากพูดเลยว่าผลึกเจตจำนงนั้นมีศักยภาพในการพัฒนาที่สูงมาก
ไม่เพียงแค่ซีต้าที่คิดแบบนี้ ปรมาจารย์ผู้รักษาทั้งสามที่มาช่วยงานเธอก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้และยังแนะนำให้พัฒนามันต่อไป
เมื่อได้รับคำชมเชยจากปรมาจารย์ผู้รักษาถึง 4 คน บลูอายก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและกำลังใจ เธอพยายามศึกษาค้นคว้าต่อไปจนประสบความสำเร็จเล็กๆ ในการสร้างวงจรเชื่อมต่อผลึกเจตจำนงเข้าด้วยกัน
การเชื่อมต่อนี้ทำให้ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นลดต่ำลงไปอีก การต่อตรงนี้ค่อนข้างหยาบ แต่มันมีผลดีตรงที่สามารถเพิ่มความเข้มข้นของเจตจำนงในพลังเวทให้มากขึ้นได้
แต่ผลเสียก็คือทุกครั้งที่มีการไหลผ่านของพลังเวท มันจะสูญเสียพลังเวทไปครึ่งหนึ่งเสมอ นั่นก็หมายความว่าหากใช้ผลึกเจตจำนง 2 ก้อน จะทำให้พลังเวทที่เกิดผลเหลือเพียง 2.5 ส่วนเท่านั้นและถ้าเพิ่มผลึกเจตจำนงลงไปอีก ความสูญเสียก็จะยิ่งมาก
ยิ่งไปกว่านั้นความเข้มข้นของเจตจำนงเองก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่นัก โดยรวมแล้วมันเพิ่มขึ้นราวๆ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
มองดูแล้วไม่ว่าใครก็บอกได้ว่ามันไม่คุ้ม ทว่าบลูอายก็ยังพยายามต่อไปอย่างสุดความสามารถ
เวลาผ่านเลยไปอย่างต่อเนื่อง พริบตาเดียว 1 อาทิตย์ก็ผ่านไป ความก้าวหน้าของกัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เขาใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการฝึกฝนแบบเข้มข้นโดยมีไลท์บลูมสนับสนุน จากนั้นก็ใช้เวลาที่เหลือฝึกฝนโดยใช้ผลึกเจตจำนงของบลูอาย
ผลึกเจตจำนงที่กลั่นมาจากเจตจำนงขณะฝึกวิชากลั่นโลหิตถูกประกอบเข้าด้วยกันจนกลายเป็นกำไลวงหนึ่ง ซึ่งขอเพียงกัสถ่ายพลังเวทเข้าไป พลังเวทที่ถูกแปรสภาพก็จะไหลกลับเข้ามาในร่างกายของเขาและส่งผลแบบเดียวกับที่เขาฝึกฝนวิชาตามปกติ
ด้วยวิธีนี้แม้ว่าประสิทธิภาพจะมีเพียงครึ่งเดียว แต่ถ้ากัสทุ่มพลังเวทลงไปมากๆ เข้า มันก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเหมือนการฝึกฝนตามปกติอยู่เหมือนกัน
การใช้วิธีฝึกฝนร่วมกันทั้งแบบเข้มข้นและแบบสบายๆ จากการใช้ตัวช่วยนั้น ทำให้ความก้าวหน้าใน 1 วันของกัสเทียบเท่ากับความก้าวหน้าใน 1 อาทิตย์และทำให้เขาบรรลุถึงระดับสูงของวิชากลั่นโลหิตได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อวิชากลั่นโลหิตบรรลุถึงระดับสูง พลังชีวิตของเขาก็เข้าสู่ขอบเขตผลึกด้วยเช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เลือดในร่างกายของเขาแปรสภาพเป็นกึ่งของเหลวไป
ความเปลี่ยนแปลงนี้คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของการฝึกฝนพลังชีวิตซึ่งทำให้กัสสามารถหยุดการฝึกฝนวิชากลั่นโลหิตลงได้ชั่วคราวและหันไปฝึกฝนวิชาร่างวชิระต่อได้
ภายใต้การส่งเสริมจากพลังชีวิตระดับผลึก วิชาร่างวชิระของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในเวลาเดียวกันคริสตัลที่ฝึกฝนร่วมกับเขาในทุกครั้งที่ฝึกฝนวิชาร่างวชิระก็ได้เริ่มฝึกฝนร่างกายของเธอด้วยวิชา ‘กายหยก’
ผลลัพธ์จากการฝึกฝนกายหยกร่วมกับวิชาร่างวชิระนั้น ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในสายตาของทุกคน มันทำให้วิชาของกัสและคริสตัล พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ความเย็นเยือกของวิชากายหยกแทรกผ่านเข้าไปในร่างกายของกัสและทำให้วิชาร่างวชิระของเขาก่อตัวเร็วกว่าเดิมเกือบเท่าตัว
ในขณะเดียวกันวิชากายหยกของคริสตัลที่เพิ่งจะเริ่มฝึกฝน ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเหลือเชื่อภายใต้การสนับสนุนจากปราณลึกลับและเพลิงแห่งชีวิตของกัส
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เธอก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและทำให้ร่างกายของเธอแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
แม้ว่าสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงของคริสตัลจะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ด้วยการสนับสนุนอย่างสมบูรณ์จากกัส ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่ง
เพียงแค่ 1 อาทิตย์ คริสตัลก็สำเร็จขั้นพื้นฐานของวิชากายหยกและทำให้เธอมีร่างกายที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับความปรารถนาของกัสได้ในที่สุด
ความสำเร็จนี้ทำให้ชีวิตคู่ของเธอกับกัสกลายเป็นความสุขสมที่หอมหวานและทำให้เธอรู้สึกหลงรักวิชากายหยกเป็นพิเศษและทำให้ความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด
ในช่วงเวลาที่คริสตัลก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดนั้น ไวท์ริเวอร์และไอซ์เอจ ก็ตัดสินใจจากไปในที่สุดเพราะทั้งสองคนพึงพอใจแล้วที่ได้เห็นคริสตัลใช้ชีวิตกับสามีของเธออย่างมีความสุข
ในขณะเดียวกันเรดทาวเวอร์กับเฟรมอาร์ทเองก็ตัดสินใจกลับไปด้วยเช่นกัน ทำให้ดินแดนของกัสสงบเงียบมากขึ้น
ต่อจากนั้นอีก 1 อาทิตย์เลโอลอว์ก็จากไปด้วยเช่นกันโดยให้เหตุผลว่าต้องการทำอะไรสักอย่างก่อนที่หายนะจะมาถึง
แม้ว่าพ่อของเขาจะจากไป แต่แม่ของเขาไม่ได้ตามกลับไปด้วย เนื่องจากเธอพึงพอใจสภาพแวดล้อมของดันเจี้ยนและตัดสินใจที่จะอยู่ในดันเจี้ยนต่อไปจนกว่าเธอจะคลอดลูก
การตัดสินใจเช่นนี้ทำให้กัสมีความสุขมากทีเดียวและเบาใจมากขึ้นด้วยว่าแม่ของเขาจะปลอดภัย
ในขณะเดียวกันกัสก็ยังไม่ลืมที่จะติดตามสถานการณ์ในโลกภายนอกอยู่ตลอดและรู้ว่าตอนนี้ตระกูลไอรอนบลัดเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
และไม่ได้มีเพียงตระกูลเดียวเท่านั้นที่เคลื่อนไหว แต่มีการรวมกลุ่มกันของตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลซึ่งมีแนวโน้มว่าจะร่วมมือกับตระกูลไอรอนบลัด
เมื่อได้ข่าวนี้กัสก็นิ่งไปชั่วขณะเพราะเขาไม่มั่นใจว่าเหตุผลที่ทำให้ตระกูลของเขาไม่เคลื่อนไหวในชีวิตก่อนนั้น เกิดขึ้นจากเหตุผลนี้หรือไม่เพราะตระกูลของเขาไม่สมควรที่จะอ่อนแอขนาดนั้น
นอกจากนั้นแล้วตระกูลของเขาก็ยังเป็นพันธมิตรกับราชวงศ์เทพมังกรที่ปกครองอาณาจักรเทพมังกรและตระกูลเทพสมุทรที่ปกครองอาณาจักรเทพสมุทรด้วย
เมื่อเทียบกันด้านกำลังรบเขามั่นใจว่าตระกูลของเขาและพันธมิตรน่าจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่ศัตรูจะทำอะไรได้แน่
‘ไม่สิ..ถ้าพูดถึงหายนะ บางที..ตระกูลพันธมิตรเองก็อาจจะเจอปัญหาเหมือนกัน นอกจากนั้นชีวิตก่อนหน้านี้ตระกูลของเราเองก็ไม่ได้เตรียมตัวป้องกันอะไรเลยด้วย’
กัสพยายามประเมินทุกอย่างในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ก่อนจะตัดสินใจสลัดความคิดทิ้งไปเพราะเขาไม่สามารถหาเหตุผลใดที่ทำให้ตระกูลของเขาถูกสะกดจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้
‘ช่างมันก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ข้าต้องบรรลุถึงระดับสูงของวิชาร่างวชิระให้ได้ก่อน!!’
กัสสลัดความคิดทิ้งไปในที่สุดเพราะเขารู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาคิดถึงเรื่องนี้และรู้ว่าเขาไม่สามารถหาคำตอบของปัญหานี้ได้ในเวลานี้
เหตุผลเดียวที่กัสยังพยายามคิดก็เพราะเขารู้ดีว่าวิธีนี้เป็นวิธีกระตุ้นให้อะไรสักอย่างในหัวของเขาคิดหาคำตอบมาให้กับเขา
ทว่าอะไรสักอย่างในหัวของเขาก็ยังไม่อาจหาคำตอบมาให้เขาได้ ทำให้กัสตัดสินใจปล่อยวางคำถามนี้ชั่วคราวและหันกลับไปฝึกฝนต่ออีกครั้ง
คราวนี้กัสเริ่มฝึกฝนร่วมกับคริสตัลมากกว่าเดิม โดยมีไลท์บลูมที่ได้รับความไว้วางใจมากยิ่งขึ้นเป็นผู้ช่วย ทำให้พวกเขาสองคนฝึกฝนร่วมกันได้นานกว่าเดิมถึง 3 เท่า
ในขณะที่ไม่ได้ฝึกฝนร่วม พวกเขาก็ใช้ผลึกเจตจำนงของบลูอายเพื่อใช้การฝึกฝนร่วมเทียมโดยอาศัยการผสมผสานผลึกเจตจำนงทั้งสองก้อนเพื่อสร้างสภาวะที่เหมือนกับการฝึกร่วมขึ้นมา
ผลลัพธ์นี้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับการฝึกฝนรวมที่แท้จริง ทว่ามันก็ยังกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเทียบได้กับการฝึกฝนร่วม 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมกับการฝึกฝนตามปกติแล้วมันก็ยังนับว่าดีกว่านั่งรอเฉยๆ
นี่จึงทำให้พัฒนาการของกัสก้าวกระโดดไปอย่างน่าสะพรึงกลัว
ด้วยรากฐานของพลังชีวิตระดับผลึก รวมกับการฝึกฝนร่วมและการสนับสนุนจากตัวช่วยจำนวนมาก ความก้าวหน้าของกัสก็เพิ่มสูงขึ้นไม่มีหยุด
เพียง 1 เดือนเศษนับจากนั้น กัสก็ประสบความสำเร็จในการบรรลุถึงระดับสูงของวิชาร่างวชิระในที่สุด
นี่เป็นความสำเร็จที่สามารถบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของผู้ฝึกฝนว่ากัสเป็นผู้ที่ฝึกฝนวิชาร่างวชิระได้เร็วที่สุด
เขาใช้เวลารวมกันเพียง 3 ปีเศษเท่านั้นในการบรรลุถึงระดับสูงของวิชาร่างวชิระ
เหตุผลหลักที่เขาสำเร็จมันได้ง่ายถึงเพียงนี้ก็เพราะเขามีรากฐานที่มั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ ตามขั้นตอนปกตินั้น วิชาร่างวชิระจะมีคอขวดอยู่ที่ช่วงเวลาก่อนการบรรลุระดับสูง
เมื่อฝึกฝนวิชาร่างวชิระทั้ง 5 บทจนถึงระดับกลางขั้นสูงสุดแล้ว สภาวะของวิชาจะถึงทางตัน ในสภาพเช่นนี้ผู้ฝึกจำต้องฝึกฝนวิชาร่างวชิระทั้ง 5 บทอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงกดดันให้กับร่างกาย
ในสภาวะที่ร่างกายถูกกดดันด้วยวิชานั้น พลังชีวิตในร่างกายจะถูกกลั่นตามธรรมชาติซึ่งจะเป็นช่วงเวลาของการฝึกฝนที่ยาวนานที่สุดในการฝึกฝนวิชาร่างวชิระ
ทว่ากัสเลือกที่จะฝึกฝนพลังชีวิตไปพร้อมกับการฝึกฝนวิชาร่างวชิระเลย
วิธีนี้หากเป็นคนอื่นแทนที่จะทำให้การฝึกฝนเร็วขึ้น มันมีแต่จะทำให้ช้าลงเพราะการฝึกฝนวิชาสองวิชาพร้อมกันมันเป็นเรื่องยาก
แม้กระทั่งกัสเองก็ยากที่จะฝึก ทว่าเขามีตัวช่วยมากมายทำให้ฝึกฝนได้ง่ายกว่าคนทั่วไปมาก
ทว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดของเขาคือ การที่เขาสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตด้วยปราณลึกลับและมีแหล่งพลังชีวิตที่มากพอในการฟื้นฟูพลังชีวิตที่สูญเสียไปในขั้นตอนของการฝึกฝน
ตัวช่วยนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการฝึกฝนพลังชีวิต ทำให้กัสที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกส่วนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อสำเร็จวิชาร่างวชิระระดับสูงแล้ว กัสก็เท่ากับได้เติมเต็มปัจจัยขั้นพื้นฐานในการก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทพอสูรของเขาแล้ว
ในตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาต้องทำก็คือ เสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงและสะสมพลังชีวิตให้มากพอเพื่อเพิ่มโอกาสในการบรรลุขอบเขตของเทพอสูร
ทุกคนที่ฝึกฝนทราบดีว่าขั้นตอนนี้สำคัญกว่าทุกขั้นตอนที่ผ่านมาและอาจจะพูดได้ว่ามันเป็นขั้นตอนที่กินเวลานานที่สุดในช่วงเวลาของการฝึกฝน
อัจฉริยะบางคนอาจจะบรรลุถึงระดับเตรียมเทพอสูรขั้นสูงสุดได้ในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี แต่การสะสมพลังชีวิตเพื่อทะลวงผ่านขอบเขตนั้น อาจจะกินเวลามากกว่าเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนจากจุดเริ่มต้นจนบรรลุถึงขีดสุดของระดับเตรียมถึงสองเท่า
นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนทราบว่าการสะสมพลังชีวิตมันยากขนาดไหน หากเทียบกับการสะสมพลังวิญญาณการสะสมพลังชีวิตยากกว่ากันสองเท่าได้
ในการฝึกฝนพลังวิญญาณเมื่อไปถึงขีดสุด ผลึกพลังวิญญาณจะมีขนาดใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของทะเลสาบวิญญาณ นั่นก็หมายความว่าในทะเลสาบวิญญาณยังมีพื้นที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งต่อให้ใช้พื้นที่ที่เหลืออยู่ได้ไม่หมด แต่อย่างน้อยก็ยังใช้ได้อีก 1 ใน 3 ของพื้นที่ที่เหลืออยู่
ในขณะที่พลังชีวิตนั้นยากต่อการสะสมมากกว่าเพราะเมื่อพลังชีวิตก้าวเข้าสู่ขอบเขตผลึกแล้วและถึงขีดสุดของระดับเตรียมเทพอสูร ร่างกายจะอยู่ในสภาพที่เต็มเปี่ยมจนไม่อาจรองรับพลังชีวิตได้อีก
เมื่อถึงจุดนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือ การควบแน่นดวงธาตุเพื่อใช้มันสะสมพลังชีวิตแทนร่างกาย
จุดที่ยากในขั้นตอนนี้คือ การกลั่นพลังชีวิตให้เป็นดวงธาตุ ซึ่งต้องใช้เวลาที่ยาวนานและพลังชีวิตจำนวนมาก ซึ่งต่างจากพลังวิญญาณที่ขอเพียงมีจิตสำนึกที่แข็งแกร่งพอ มันก็ง่ายที่จะฝืนอัดพลังวิญญาณใส่เข้าไปในทะเลสาบวิญญาณ