หลินไห่มองดูหลานชายคนใหม่เดินจูงมือกับหัวหน้าพ่อครัวไปยังหน้าเตาเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีชายชราจึงเดินไปนั่งบริเวณมุมพักผ่อนซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่ทั้งสองคนยืนทำอาหารมุมนี้เป็มุมสำหรับให้พ่อครัวและคนงานได้นั่งพัก
จางอี้เทาเมื่อเห็นว่าเป็มุมพักอยู่แล้วจึงถือโอกาสเดินไปนั่งข้าง ๆ ด้วยเขาอยากเฝ้ามองบุตรชายและดูว่าจะสามารถทำงานร่วมกับพ่อครัวที่ชำนาญการได้หรือไม่
“ข้ารบกวนลุงอู๋หยิบวัตถุดิบที่จะต้องใช้ในการทำพะโล้ตามสูตรของเหล่าซิ่งฝูให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”จางอี้ิเอ่ยกับหัวหน้าพ่อครัว
อู๋เจ๋อเมื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ เขาเดินไปหยิบเอาเนื้อแดงอบเชย โป้ยกั๊ก เกลือ น้ำตาลและซีอิ้ว มาวางไว้บนโต๊ะกลางห้องครัวเสร็จแล้วจึงหันหน้าไปมองเด็กน้อยผู้เอ่ยสั่งตนเอง
จางอี้ิพยายามะโหยองแหยงเพื่อมองวัตถุดิบที่อยู่สูงเกินกว่าเ้าตัวจะมองเห็นโธ่...ก็โต๊ะนี้มันเล็กเสียที่ไหน ดูตัวเขาสิ ส่วนสูงแค่นี้เขย่งแล้วยังไม่เห็นเลย
สุดท้ายแล้วอู๋เจ๋อก็ทนไม่ไหวเดินอ้อมโต๊ะสำหรับเตรียมวัตถุดิบมายังฝั่งที่เด็กน้อยยืนอยู่และทำการอุ้มจางอี้ิขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ให้เรียบร้อย
“เ้าคงเห็นชัดแล้ว”
“ขอบคุณขอรับท่านลุงอู๋วัตถุดิบมีเพียงเท่านี้หรือขอรับ”จางอี้ิเอียงคอถามด้วยความสงสัยหลังจากที่นั่งบนเก้าอี้เรียบร้อยและพิจารณาเหล่าวัตถุดิบที่วางอยู่บนโต๊ะ
“ใช่แล้วิิน้อย พะโล้ที่ไหน ๆ ก็มีเพียงเท่านี้หรือว่าสูตรของเ้ามีอย่างอื่นด้วยเช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋อถามกลับด้วยความแปลกใจเขาเป็พ่อครัวมากว่าครึ่งชีวิต ยังไม่เคยได้ยินว่าพะโล้มีวัตถุดิบส่วนผสมอื่นด้วย
“ท่านลุงพอจะบอกขั้นตอนการทำพะโล้ของท่านลุงให้ข้าฟังคร่าวๆ ได้หรือไม่ขอรับ”
“สูตรของเหลาซิ่งฝูคือต้มน้ำเปล่าให้เดือดเสร็จแล้วนำส่วนผสมทั้งหมดลงไปต้ม เมื่อทุกอย่างสุกจึงปรุงรส ใช้เวลาตุ๋นประมาณหนึ่งชั่วยาม เพียงเท่านี้ก็ได้พะโล้แล้ว”
“หาาาง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือขอรับ ถ้าวิธีการทำหมูพะโล้ง่ายดายเช่นนี้เหตุใดชาวบ้านจึงไม่เคยได้กินหรือรู้วิธีทำเล่าขอรับ”จางอี้ิอุทานขึ้นมาด้วยความแปลกใจท่านย่าบอกว่ามีเพียงคหบดีหรือข้าราชสำนักเท่านั้นที่ได้กินพะโล้ถ้าวิธีการทำง่ายเช่นนี้ ต่อให้เป็เพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาก็ทำได้แล้วเหตุใดถึงไม่มีใครรู้วิธีการทำพะโล้กันเล่า
“เหตุเพราะวัตถุดิบหลักในการทำพะโล้คือเนื้อแดงเช่นไรเล่าิิน้อย ชาวบ้านที่ยากจนไหนเลยจะมีความสามารถนำเนื้อแดงจำนวนมากมาทำพะโล้ได้เพราะแบบนั้น ชาวบ้านทั่วไปจึงไม่รู้จักวิธีการทำพะโล้หรือเคยกินมาก่อนนั่นเอง”หลินไห่ตอบคำถามของหลานชาย
“เป็เช่นนี้นี่เอง” จางอี้ิพึมพำกับตนเองเด็กน้อยผงกหัวงึกงักทำท่าคล้ายเข้าใจเื่ราวอย่างทะลุปรุโปร่งเขาหันหน้าไปหาอู๋เจ๋อแล้วเอ่ยถามต่อ
“ท่านลุงอู๋ พร้อมหรือยังขอรับ”
“ข้าพร้อมแล้วิิน้อย บอกลุงคนนี้ได้เลย”
“ท่านพ่อ ข้าขอน้ำตาลผักกับน้ำมันหมูด้วยขอรับ”จางอี้ิหันไปบอกบิดาเพื่อขอวัตถุดิบที่นำมาจากบ้าน ของเหล่านี้เป็หัวใจหลักของสูตรพะโล้แห้งหญ้าหวานบ้านจาง
จางอี้เทาเมื่อได้ยินดังนั้นจึงหยิบเอาของทั้งสองอย่างออกมาจากตะกร้าสานเดินเอาไปวางไว้บนโต๊ะเตรียมอาหารเสร็จแล้วก็กลับมานั่งที่เดิมโดยไม่ได้กล่าวอันใด
“ท่านลุงอู๋ สิ่งนี้เรียกว่าน้ำมันหมูส่วนสิ่งนี้เรียกว่าน้ำตาลผัก เป็วัตถุดิบลับของบ้านข้า ในวันนี้ ข้าจะให้ท่านลุงอู๋ทำพะโล้จากเนื้อสามชั้นนะขอรับรบกวนลุงอู๋หยิบเนื้อสามชั้นมาแทนเนื้อแดงด้วยขอรับ”
“ิิน้อยเหตุใดสูตรพะโล้บ้านเ้าถึงใช้เนื้อสามชั้นแทนที่จะเป็เนื้อแดงเล่าเช่นนี้คาดว่ามันคงขายไม่ได้เพราะลูกค้าทั้งหลายอาจจะตำหนิเหลาซิ่งฝูว่าย้อมแมวขาย” อู๋เจ๋อรีบทักท้วงขึ้นมาเขาในฐานะหัวหน้าพ่อครัวจะไม่ยอมให้เกิดเื่เสียหายขึ้นแน่
“ท่านลุงอู๋ไม่ต้องเป็กังวลไปขอรับข้ารับรองว่าเมื่อปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านลุงอู๋จะไม่กลับไปกินพะโล้ที่ทำจากเนื้อแดงอีกแน่นอนขอรับ”
“อร่อยและดีถึงขนาดนั้นเชียว”หลินไห่เอ่ยถามขึ้นมาบ้างหลังจากที่ได้ยินบทสนทนา ั้แ่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครนำเนื้อสามชั้นมาทำพะโล้แล้วอร่อยไม่เคยมีใครคิดจะทำเสียด้วยซ้ำ ทว่าเด็กน้อยบ้านจางตรงหน้ากลับกล้ายืนยันเสียงหนักแน่น
“ขนาดนั้นเชียวล่ะขอรับ”
“อาเจ๋อ เ้าไม่ต้องขัดหลานชายข้าได้หรือไม่ ทำตามที่เขาบอกก็เพียงพอแล้ว” หลินไห่บอกหัวหน้าพ่อครัว
“ได้ขอรับเถ้าแก่ ข้าจะทำตามที่ิิน้อยบอกทุกอย่างต่อไปข้าจะไม่แย้งเ้าแล้ว” อู๋เจ๋อยกมือขึ้นเสมือนการปฏิญาณตนเองท่าทางแบบนั้นทำเอาเด็กน้อยหัวเราะคิก
“ท่านลุงอู๋ วัตถุดิบยังขาดเม็ดผักชี กระเทียม กระวานและพริกไทยขอรับ”
อู๋เจ๋อได้ยินเช่นนั้นจึงเดินไปหยิบวัตถุดิบตามรายการที่เด็กน้อยได้บอกมาเขาวางมันลงตรงกลางโต๊ะคู่กับวัตถุดิบที่มีอยู่ก่อน เมื่อจางอี้ิเห็นว่ามีของทุกอย่างพร้อมแล้วจึงได้บอกขั้นตอนในการทำต่อไป
“สิ่งแรกที่ท่านลุงอู๋ต้องทำคือการหั่นหมูสามชั้นให้เป็ชิ้นขนาดพอดีคำขอรับ”
“ิิน้อย ขนาดเท่านี้ได้ไหม”อู๋เจ๋อใช้มีดอันใหญ่แตะไปที่หมูสามชั้นพลางเอ่ยปากถามเด็กน้อย
“ใหญ่ไปขอรับ หมูชิ้นใหญ่จะใช้เวลาตุ๋นนานลุงอู๋เอาขนาดครึ่งหนึ่งกำลังพอดีขอรับ” จางอี้ิบอกเมื่ออู๋เจ๋อหั่นหมูสามชั้นจนได้ตามขนาดที่พอดีคำแล้ว เขาจึงบอกขั้นตอนต่อไป
“สูตรการทำหมูพะโล้บ้านจางจะเป็พะโล้แห้งนะขอรับขั้นตอนวิธีการปรุงจะแตกต่างจากสูตรของเหลาซิ่งฝู แบ่งออกเป็สองขั้นตอนเริ่มจากขั้นตอนแรกคือการหมักเนื้อหมูขอรับ ขอท่านลุงอู๋โขลกกระเทียม เม็ดผักชีกับพริกไทย เสร็จแล้วแบ่งออกเป็สองส่วนส่วนแรกใส่ลงไปที่เนื้อหมู ตามด้วยเกลือ ซีอิ้ว และน้ำตาลผัก ไม่ต้องใส่มากนะขอรับเพราะเราต้องใส่น้ำตาลอีก ใช้มือขยำ ๆ คลุกเคล้าให้เครื่องหมักเข้ากับเนื้อหมูเสร็จแล้วหาผ้าบาง ๆ มาคลุมไว้ เราจะหมักไว้ประมาณสองเค่อขอรับ”
“โอ้ ิิน้อยสูตรพะโล้บ้านเ้ามีขั้นตอนการเตรียมหลายขั้นตอนทีเดียวเพราะเหตุใดถึงต้องทำการหมักสามชั้นกับเครื่องเทศเล่า”อู๋เจ๋อถามขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกาย เขาไม่เคยรู้ถึงวิธีการเช่นนี้มาก่อน
“ท่านลุงอู๋การหมักเนื้อก่อนนำไปทำอาหารจะช่วยในเื่ของรสชาติขอรับเพราะเครื่องเทศจะซึมเข้าไปในเนื้อ ทำให้เราได้รสชาติเข้มข้นที่อยู่ในเนื้อด้วยมิใช่รสชาติเพียงแค่น้ำแกง” จางอี้ิอธิบายให้หัวหน้าพ่อครัวฟัง
เขารู้สึกชอบใจอู๋เจ๋อมาก เพราะนอกจากจะไม่หยิ่งยโสแล้วยังกล้าถามไม่กลัวเสียหน้าที่เห็นว่าเขาเป็เพียงเด็กน้อยจางอี้ิััได้ถึงความจริงใจในคำถาม หาได้มีการลองภูมิของเขาไม่
“โอ้ เป็เช่นนี้เองหรอกหรือแล้วการหมักนี้สามารถทำได้กับอาหารชนิดอื่นหรือไม่”
“ได้ขอรับ เพียงแค่เรานำเครื่องเทศมาหมักกับเนื้อก่อนนำไปปรุงระยะเวลาในการหมักต้องอาศัยความชำนาญและการทำบ่อย ๆ ด้วยขอรับ แต่ปกติ ประมาณสองเค่อก็เป็อันใช้ได้แล้วขอรับ”
“ดี ๆ ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” ขณะที่ถาม อู๋เจ๋อก็ลงมือทำตามขั้นตอนที่เด็กน้อยบอกทุกอย่าง
“ท่านลุงอู๋ ท่านจะรังเกียจหรือไม่ ถ้าหากว่าข้าจะสอนการทำอาหารชนิดใหม่ให้กับท่าน”จางอี้ิเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าท่านลุงอู๋หมักเนื้อเรียบร้อยแล้วระหว่างรอเนื้อหมักให้เข้าที่ เขาก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาเปล่า
“อาหารชนิดใหม่เช่นนั้นหรือ ไม่ ข้าไม่รังเกียจแน่นอน ข้ากลับตื่นเต้นมากกว่าเหตุใดิิน้อยถึงจะสอนให้ลุงอู๋ผู้นี้กันเล่า เ้าไม่รู้หรือ ว่ามันเป็สิ่งที่ไม่มีใครเขาทำกัน”
“ที่ข้าต้องถามท่านลุงอู๋ก่อนเพราะข้าให้ความเคารพท่านลุงในฐานะที่เป็ผู้าุโและข้ามิได้มีเจตนาท้าทายหรือวัดฝีมือท่าน และเหตุใดข้าต้องหวงความรู้ด้วยขอรับท่านลุงอู๋เป็พ่อครัวของเหลาอาหารซิ่งฝูซึ่งเป็ของท่านปู่หลินในเมื่อข้าเป็หลาน สิ่งที่จะทำให้เหลาอาหารซิ่งฝูดีขึ้น มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นนับเป็หน้าที่ของข้าด้วย หรือไม่ใช่ขอรับ” จางอี้ิตอบคำถามอู๋เจ๋อและหันไปถามคำถามสุดท้ายกับหลินไห่
หลังจากที่ได้ฟังคำตอบของเด็กชายแล้ว ท่านปู่คนใหม่ก็ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ตอบได้ดี ิิน้อย เ้าช่างเป็เด็กดีและกตัญญูรู้คุณยิ่งทุกเวลาที่ผ่านไป เ้ามีเื่ให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก”
“ถ้าเช่นนั้นท่านลุงอู๋ช่วยพาข้าไปดูรายการผักสดของเหลาซิ่งฝูได้หรือไม่ขอรับ”จางอี้ิเอ่ยตอบและพยายามะโลงจากเก้าอี้ด้วยท่าทางพิลึกพิลั่นเดือนร้อนให้อู๋เจ๋อถึงกับต้องรีบเดินมาอุ้มเด็กชายลงจากเก้าอี้ด้วยตนเอง
“ระวังหน่อย ต่อไปข้าจะเป็คนอุ้มเ้าขึ้นลงเก้าอี้เองอย่าได้พยายามทำเองอีกเล่า อาจจะตกเก้าอี้ได้”อู๋เจ๋อบอกเสียงเข้มด้วยความเป็ห่วง
“ขอรับ”
เมื่อลงจากเก้าอี้ได้แล้วอู๋เจ๋อก็พาจางอี้ิเดินไปยังบริเวณที่เก็บผักสดของเหลาอาหารซิ่งฝูเด็กชายตัวน้อยจึงได้มีโอกาสสำรวจผักที่มีในยุคสมัยนี้การไปตลาดสองครั้งที่ผ่านมานั้น เขาไม่มีโอกาสได้สำรวจตลาดสดเลยด้วยซ้ำเขาจึงไม่รู้ว่าในยุคสมัยนี้มีพืชพรรณอะไรที่คนนำมารับประทานบ้าง
เห็นทีว่าคงต้องหาเวลาไปเดินสำรวจตลาดในเมืองบ้างแล้ว
บนชั้นเก็บของมีผักที่วางบนตะกร้าแบ่งแยกไว้ตามประเภทอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยไม่ว่าจะเป็หัวไชเท้า มันเทศ กวางตุ้ง ผักกาดขาว คะน้า แตงกวานอกจากนี้ยังมีถั่วเหลืองและถั่วเขียวด้วย อี้ิหันไปมองอีกก็เห็นหอมหัวใหญ่เห็ด หน่อไม้ ต้นหอม ถั่วฝักยาว ขิง กระเทียม ขึ้นฉ่าย ผักโขม ผักคะน้า ผักชี และผักอีกหลายชนิดที่เขาไม่รู้จัก
แต่ที่ทำให้จางอี้ิถึงกับตาโตและประหลาดใจมากที่สุดคือในตะกร้าพวกนั้นมีมันฝรั่งแครอท มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี ฟักทองและมะนาวซึ่งเป็สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ
ถ้ามีบล็อกโคลี่ด้วยนี่ฮาเลยนะ
เด็กน้อยคิดตลกในใจ เนื่องจากผักพวกนี้นั้น ในโลกที่เขาจากมาไม่ใช่พืชที่มีแหล่งกำเนิดจากทวีปเอเชียอยู่ดี ๆ มาโผล่ที่นี่ก็นับว่าน่าตื่นตาไม่น้อย
สรุปแล้ว เขาคงมาอยู่ในโลกที่ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์เป็แน่เพราะทั้งยุคสมัยการปกครอง การดำรงชีวิตหลาย ๆ อย่างก็ไม่ตรงกับที่เขาได้รู้มาก่อนเลยช่างเถอะ เขาไม่สนใจแล้วล่ะ ขอแค่มีชีวิตอยู่ก็ถือว่าดีที่สุดจะเป็โลกไหนต่อไปเขาจะไม่สนใจเื่ความสมเหตุสมผลแล้ว
“ท่านลุงอู๋ ข้าขอดูเครื่องปรุงหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”จางอี้ิถามเสียงซื่อ เมื่อเห็นรายการผักสดทั้งหมดแล้ว เขาจึงขอดูเครื่องปรุงบ้าง
“ได้สิ เครื่องปรุงกับเครื่องเทศอยู่ทางนี้”อู๋เจ๋อเดินนำหน้าเด็กน้อยไปอีกทางหนึ่งเขาอธิบายให้เด็กชายฟังว่ามีอะไรบ้างระหว่างเดิน
“ไหนี้คือเกลือ ส่วนไหนี้คือน้ำตาลอันที่อยู่ไกลที่สุดคือซีอิ้ว ส่วนด้านนั้นเป็พวกเครื่องเทศต่าง ๆ”
“เหลาซิ่งฝูมีเหล้าสำหรับปรุงอาหารหรือไม่ขอรับ”
“มีสิ เหล้าจะเก็บไว้ในห้องใต้ดินิิน้อย้าใช้เหล้าเช่นนั้นหรือ”
“เปล่าขอรับ ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้น”จางอี้ิตอบแล้วเดินกลับไปที่ส่วนเก็บผักสดอีกครั้งเด็กชายบอกให้อู๋เจ๋อนำผักออกมาให้เพื่อสอนการทำอาหารชนิดใหม่
“ท่านลุงอู๋ รบกวนเอากระเทียมกับผักกาดขาว แครอท เห็ดมะเขือเทศ สำหรับทำเพียงจานเดียวนะขอรับ”
“ิิน้อย อันใดคือแค หลอด อันใดคือ เทดเทด”อู๋เจ๋อเอ่ยถามอี้ิด้วยความสงสัย เขาเข้าใจคำว่าผักกาดขาว กระเทียมแต่สองคำแรกนั้นเขาไม่รู้จักจริง ๆ
“หา ท่านลุงอู๋ หัวสีเหลืองๆ ส้ม ๆ นั่นไงขอรับ ที่เรียกว่า แครอท ส่วนมะเขือเทศก็เป็ลูก ๆ สีแดง ๆ”จางอี้ิตอบพร้อมกับชี้ไปยังแครอทกับมะเขือเทศบนตะกร้า
“อ๋อเ้าคงหมายถึงหูหลัวโป กับซีหงซื่อ”อู๋เจ๋อตอบกลับมาด้วยคำเรียกที่ถูกต้องให้กับเด็กน้อยฟัง
เมื่อจางอี้ิได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความสงสัยในการเรียกผักต่าง ๆพวกนี้เรียกไม่เหมือนกับโลกที่เขาจากมา ถ้าปล่อยไว้มีหวังได้มึนงงแน่เขาจึงขอให้หัวหน้าพ่อครัวเรียกผักทุกชนิดบนตะกร้าให้ฟังซึ่งอู๋เจ๋อก็ชี้มือไปยังผักชนิดต่าง ๆ พร้อมกับเรียกชื่อให้ฟังด้วยความเต็มใจ
เมื่อจบแล้ว จางอี้ิจึงได้ข้อสรุปว่าการเรียกชื่อผักต่างๆ นั้นมีแปลกไปจากที่เขาเคยรู้แค่จำพวกที่มีต้นกำเนิดจากทวีปอื่น เช่น หูหลัวโป คือ แครอท, ซีหงซื่อ คือ มะเขือเทศ และ มันฝรั่ง คือ ถู่โต้วนอกจากนั้นก็เรียกเหมือนกัน จางอี้ิถึงกับโล่งอกนึกว่าต้องมานั่งจำชื่อพวกนี้อีก โชคดีที่มีเพียงสามชื่อเท่านั้น
“ท่านลุงอู๋ขอรับข้าขอเรียกเ้าสิ่งนั้นว่าแครอทนะขอรับ” อี้ิชี้ไปที่ผลสีส้มๆ
“ทำไมเล่าิิน้อย ไม่มีผู้ใดเรียกกันเช่นนั้นหรอกนะ”
“ข้า้าเช่นนั้นขอรับลุงอู๋” เด็กน้อยยกยิ้มน่ารัก “สูตรอาหารของบ้านข้าใช่ว่าจะบอกใครง่าย ๆดังนั้นจึงมีคำเรียกชื่อเหล่านี้มาใช้เรียกแทนน่ะขอรับ”
“เช่นนั้นหรอกหรือ ดี ๆ เป็อันว่าข้าเข้าใจแล้ว” อู๋เจ๋อพยักหน้ารับ เขาพอจะเข้าใจบ้านจางสูตรอาหารแต่ละสูตรกว่าจะได้มาก็คิดแทบตาย ต้องลองผิดลองถูกกันหลายรอบ
“ยังมีอีกนะขอรับท่านลุงอู๋ข้าขอเรียกซีหงซื่อว่ามะเขือเทศ และเรียกถู่โต้วว่ามันฝรั่งนะขอรับ”
“โอ้ คำแปลก ๆ เยอะเช่นนี้เกรงว่าท่านลุงคนนี้จะจำได้ไม่หมดนะิิน้อย” พ่อครัวใหญ่เริ่มมึนงง ถ้าจางอี้ิจะเรียกผักพวกนี้ด้วยคำแปลกหูทั้งหมดมีหวังได้ทำผิดทำถูกผสมปนเปกันไปหมดแน่
“ไม่ต้องกังวลไปขอรับคำที่ข้าจะขอเรียกมีแค่สามคำนี้เท่านั้น”
เมื่อเห็นคนที่แก่กว่าสับสน อี้ิจึงรีบบอกให้สบายใจ ที่จริงแล้ว เขา้าพูดแบบนี้เพื่อความสะดวกสบายส่วนตัวด้วยถ้าให้เขาเรียกด้วยคำที่ไม่คุ้นอาจจะพาให้บอกขั้นตอนต่าง ๆ ผิดไปหมด อีกอย่าง ในอนาคตมันก็อาจมีประโยชน์เพราะเป็ชื่อเรียกที่มีแค่คนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่รู้
เด็กน้อยเลิกคิดเผื่อไปไกล แล้วหันไปสำรวจรอบ ๆ ตัวเขาบอกอู๋เจ๋อให้ช่วยนำผักที่้าออกมา
เอาล่ะ ได้เวลาทำอาหารชนิดใหม่แล้ว