Secret of Justice รัฐคลั่ง คนอำมหิต

    II ตอนที่ 25 สภา


    ท่ามกลางโครงสร้างคอนกรีตที่เย็นเฉียบของทางเดินหนีไฟหลังรัฐสภา แสงเดินนำอาจารย์วินัยไปตามเส้นทางที่ซับซ้อน ท่าทางของเขาไม่ใช่แค่มือสังหาร แต่มีระเบียบวินัยแบบทหารและมีสายตาที่คอยสังเกตการณ์อย่างระแวดระวังแบบตำรวจเก่า ชุดสูทที่เขาสวมดูขัดกับรอยแผลเป็นที่หลังมือ แต่เขาก็ยังคงก้าวเดินด้วยความมั่นคงประหนึ่งกำลังลาดตระเวนในพื้นที่สีแดง


    ในขณะที่แสงก้าวเดินอย่างมั่นคงและเงียบเชียบราวกับเงามืด อาจารย์วินัยกลับต้องใช้สองมือกอดกระเป๋าเอกสารหนังสีน้ำตาลไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เสียงฝีเท้าของท่านที่สั่นพร่าและขัดเขินดูแปลกแยกบนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบ ราวกับว่ากระเป๋าใบนั้นคือสิ่งเดียวที่ช่วยพยุงไม่ให้ท่านล้มลง และเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวท่านไว้กับโลกแห่งความเป็นจริงในรังของยักษ์แห่งนี้


    "นายดูชำนาญเส้นทางในที่แบบนี้เหลือเกินนะแสง" อาจารย์เอ่ยถามด้วยเสียงแผ่ว


    "สมัยใส่เครื่องแบบ... ผมเคยทำคดีที่ต้องเดินเข้าออกที่นี่บ่อยกว่าสถานีตำรวจซะอีกครับ" แสงตอบโดยไม่หันมามอง "แต่ตอนนี้ผมก็แค่พ่อค้าขายข้าวกะเพราที่มารับงานจ๊อบพิเศษเท่านั้นแหละ"



    เมื่อถึงจุดพักคอยซึ่งเป็นห้องเก็บเอกสารเก่าที่ปลอดคน แสงส่งสัญญาณให้อาจารย์วินัยนั่งพัก ท่านเหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ลูกของพนักงานทำความสะอาดที่กำลังนั่งเล่นรถถังพลาสติกอยู่มุมห้อง เด็กน้อยส่งเสียง "ปัง! ปัง!" พลางขยับรถถังไปตามรอยแตกของกระเบื้องอย่างสนุกสนาน


    อาจารย์วินัยมองภาพนั้นแล้วหันมาทางแสงที่ยืนกอดอกพิงชั้นวางเอกสาร แสงมองเด็กที่เล่นรถถังของเล่นคันนั้นด้วยสายตาที่เจ็บปวดวูบหนึ่ง สำหรับคนอื่นมันอาจเป็นเพียงของเล่นไร้เดียงสา แต่สำหรับเขาที่เคยใส่เครื่องแบบและเห็นครอบครัวของน้องชายต้องพังพินาศเพราะอำนาจกระบอกปืน "ความตาย" ไม่เคยเป็นเรื่องเล่นๆ และอาวุธไม่เคยนำพาความสุขมาให้ใครเลย


    "แสง... นายเคยคิดเรื่องมีลูกบ้างไหม?" อาจารย์วินัยถามขึ้นเบาๆ "คนที่มีอดีตโชกโชนแบบนาย... เคยอยากมีใครสักคนที่สืบทอดชื่อหรือคอยรับช่วงต่อร้านข้าวกะเพรานั่นบ้างหรือเปล่า?"


    แสงนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาลดมือที่กอดอกลงแล้วล้วงกระเป๋ากางเกง "ลูกตัวเองไม่มีหรอกครับอาจารย์... ชีวิตผมมันแขวนอยู่บนเส้นด้ายเกินกว่าจะดึงใครมาเสี่ยงด้วย แต่ผมมีหลานอยู่คนหนึ่ง เป็นลูกของน้องชายที่ผมรับมาดูแลตั้งแต่พ่อแม่มันเสีย" แสงแค่นยิ้มสั้นๆ "ผมเลี้ยงมันมาเหมือนลูกนั่นแหละ... แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้อะไรจากผมไปเลย นอกจากความดื้อ"



    "หลานนายคงภูมิใจในตัวลุงนักสืบฝีมือดีแบบนี้นะ" อาจารย์วินัยพยายามชวนคุยเพื่อคลายบรรยากาศที่เริ่มหนักอึ้ง


    "ภูมิใจเหรอ?" แสงแค่นหัวเราะ "เจ้าเด็กนั่นน่ะ... มันทำหน้านิ่งเป็นหินสลักตลอดเวลา วันๆ ขลุกอยู่กับตัวเลขและสมุดบัญชีจนผมมึนตับแทน อาจารย์รู้ไหม ร้านกะเพราของผมมีแค่เมนูเดียวเพราะผมมั่นใจว่าผมทำได้อร่อยที่สุด แต่วันนั้นพอมันกินเข้าไปคำเดียว มันกลับวางช้อนลงแล้วบอกว่า 'ลุงครับ กะเพราจานนี้มันน้ำมันเยอะเกินไป' พูดจบมันก็ไม่แตะอีกเลย... กวนประสาทชะมัด"


    แสงเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาเหม่อลอยไปที่พื้นห้องที่ว่างเปล่า ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาแต่มิได้เอื้อนเอ่ยออกไป—ภาพของ ตะวัน น้องชายเพียงคนเดียว คืนที่ไฟลุกท่วมบ้าน คืนที่ตะวันตายเพราะเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง เรื่องของผู้มีอิทธิพลที่ใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาจะสู้ไหว การตามฆ่าล้างครอบครัวในคืนนั้นพรากทุกอย่างไป เหลือเพียงเขาและหมอกแค่สองคนที่หนีรอดออกมาจากโศกนาฏกรรมนั้นมาได้


    แสงสะบัดหัวเล็กน้อยราวกับจะไล่ภาพหลอนนั้นออกไป "จบบัญชีแล้ว มันบอกจะต่อนิติศาสตร์อีก ผมล่ะปวดหัวกับเจ้าเด็กนี่จริงๆ"


    อาจารย์วินัยมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของแสงด้วยความฉงน ท่านสังเกตเห็นแววตาที่สั่นไหววูบหนึ่งซึ่งขัดกับน้ำเสียงที่บ่นว่ารำคาญ "นาย... โอเคไหมแสง?" ท่านถามด้วยความสับสนเล็กน้อย เพราะไม่แน่ใจว่าแสงกำลังโกรธหลานจริงๆ หรือกำลังซ่อนความเจ็บปวดบางอย่างไว้ใต้คำพูดที่ดูไม่ใส่ใจนั้นกันแน่



    เสียงประตูห้องประชุมเปิดออก เจ้าหน้าที่เดินออกมาส่งสัญญาณ แสงยืดตัวตรงกลับมานิ่งขรึมตามเดิม เขาสลัดความเศร้าทิ้งไปทันทีราวกับกดสวิตช์


    "เข้าไปเถอะครับอาจารย์ ทำหน้าที่ของอาจารย์ให้เต็มที่" แสงกล่าวเสียงเรียบ "ไม่ต้องขอบใจผมที่มาช่วยหรอก ผมไม่ได้มาเพราะความเป็นฮีโร่... ผมแค่เห็นว่าสิ่งที่อาจารย์กำลังทำ ผมเองก็ผลได้ประโยชน์จากมันไม่น้อย และมันก็ช่วยเปิดทางให้หลานผมได้ทำงานง่ายขึ้นด้วย"


    แสงพยักหน้าส่งท้าย "อาจารย์ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่ผลประโยชน์เรายังตรงกัน... ผมจะระวังหลังให้เอง"


    อาจารย์วินัยยังคงรู้สึกสับสนกับท่าที "กึ่งเล่นกึ่งจริง" ของชายคนนี้ แต่ท่านก็รับรู้ได้ถึงความปลอดภัยที่เขามอบให้ ท่านกระชับกระเป๋าเอกสารและเดินเข้าไปในห้องประชุม ทิ้งให้ลุงนักสืบยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับความกังวลที่เผาไหม้อยู่ข้างใน... กังวลว่าทางเดินที่หมอกเลือก อาจนำพามันไปสู่จุดที่ไม่มีวันกลับมา เหมือนกับที่ตะวันเคยเจอ



    หน้าสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในยามบ่าย รถยุโรปคันหรูสีดำขลับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดอย่างนิ่งสงบหน้าประตูไม้เก่าๆ ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าท้ายซอยอันเงียบสงัด ชายหนุ่มที่นั่งเบาะหลังลดกระจกลงเล็กน้อย แสงแดดสะท้อนใบหน้าเรียบเฉยที่สวมแว่นสายตากรอบบาง บนตักของเขามีหนังสือปรัชญาเล่มหนาปกสีดำที่ถูกคั่นหน้าไว้ เส้นผมสีขาวโพลนราวกับหิมะของเขาพริ้วไหวเล็กน้อยตามแรงลม ตัดกับดวงตาสีแดงทับทิมประดุจเลือดที่มองผ่านเลนส์แว่นอย่างนิ่งลึก


    แววตาคู่นั้นที่เคยจับจ้องตัวเลขในสมุดบัญชีลับเคียงข้างหมอกที่หอสมุด บัดนี้กำลังจับจ้องไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่เบื้องหน้า


    "จะเอายังไงต่อดีครับคุณชาย?" คนขับรถถามขึ้นอย่างเกรงใจ "สถานการณ์ฝั่งสภาเริ่มขยับแล้ว เราจะเข้าไปแทรกแซงตอนนี้เลยไหมครับ?"


    ชายหนุ่มผมขาวขยับแว่นเล็กน้อย สายตายังคงจับจ้องไปที่หนังสือปรัชญาบนตักครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสั้นกระชับ


    "รอ"


    เขาก้าวลงจากรถ ทันทีที่รองเท้าหนังราคาแพงสัมผัสพื้นฝุ่น เสียงเจี้ยวจ้าวของเด็กๆ ก็เงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนด้วยความดีใจระคนตื่นเต้น "พี่ราหู! พี่ราหูมาหาพวกเราแล้ว!"


    เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามากอดชายเสื้อของเขา ราหูย่อตัวลงลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ดวงตาสีแดงทับทิมภายใต้กรอบแว่นที่เคยเย็นเยือกกลับฉายแววบางอย่างที่อ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด ในขณะที่หมอกกำลังแกะรอยความจริง และแสงกำลังเดิมพันด้วยชีวิต... "ราหู" ชายผมขาวผู้มีดวงตาสีเลือดและหนังสือปรัชญาเล่มเดิม กลับเลือกที่จะยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ราวกับเขากำลังรอคอยเวลาที่ความเน่าเฟะของโลกจะสุกงอมพอที่เขาจะลงมือปิดฉากมันด้วยตัวเอง