月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...)

    บทที่ 90 แปดเซียนสองเทวะหนึ่งอรหันต์(6)

     

    บทที่ 90 แปดเซียนสองเทวะหนึ่งอรหันต์(6)

     

    “ดวงจิต”

    คำหนึ่งคำที่มากมาย ความหมายหลายร้อยหลายพันรูปแบบ แต่เป็นคำหนึ่งคำง่ายๆ ที่เรามักจะเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วหลาย10หลายร้อยครั้ง ยิ่งถ้าหากเป็นคนที่อยู่ในโลกของความเป็นแฟนตาซี ไม่ว่า จะเป็นในนิยาย ในหนังสือการ์ตูน หรือแม้แต่ในภาพยนตร์ ก็มักจะมีการกล่าวถึงดวงจิตในรูปแบบต่างๆ

    บ้างก็ฝึกฝนให้ดวงจิตแยกออก เป็นหนึ่งเป็น 2 เป็น3 เพื่อให้คนเรานั้นสามารถทำสิ่งต่างๆที่แบ่งแยกออกจากกันได้ อย่างความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เช่น เมื่อกลองมือเบส เครื่องดนตรีหลายๆอย่างที่ต้องอาศัยการแยกประสาท 

    หรือแม้แต่ในโลกของนิยายแฟนตาซีหลายๆเรื่อง สวัสดีที่มักจะกล่าวถึงตัวเอกผู้เก่งกาจ ที่3ารถแยก ดวงจิตออกเป็นหลายๆดวง เพื่อทำหลายหลายสิ่งหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นความสามารถที่ที่สุดยอดเหนือกว่าผู้ใด เป็นสิ่งที่ทำให้พระเอกนิยายส่วนใหญ่ “เหนือ” กว่าคู่แข่ง ไปไกลแสนไกล...

    แต่...

    ในศาสนาพุทธ คำว่า "ดวงจิต" นั้นไม่ได้มีคำศัพท์เฉพาะเจาะจงคำเดียวที่ตรงกันเป๊ะๆ แต่มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาวะรู้ สภาวะที่รับรู้สิ่งต่างๆ และเป็นสิ่งที่ไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราสามารถแบ่งความเข้าใจเกี่ยวกับ "ดวงจิต" ได้ดังนี้...

    ความหมายแบบทั่วไปในความเข้าใจแบบง่ายๆ "ดวงจิต" มักถูกใช้แทนความหมายของ จิตใจ หรือ ความคิด ที่เรารู้สึกและสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่คิด นึก รู้สึก รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ในแง่นี้ "ดวงจิต" จึงหมายถึง สภาวะทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นและดับไปอยู่ตลอดเวลา

    สำหรับความหมายแบบละเอียดในทางพระธรรมแล้ว คำว่า "จิต" เป็นหนึ่งในขันธ์ 5 ซึ่งประกอบด้วย รูป (ร่างกาย), เวทนา (ความรู้สึก), สัญญา (ความจำได้หมายรู้), สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง), และ วิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ หรือการรับรู้)

    ในบริบทนี้ "จิต" หมายถึง สภาวะที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ เป็นเหมือนพื้นฐานของการรับรู้

    "วิญญาณ" เป็นส่วนของการรับรู้ที่จำแนกได้ เช่น จักขุวิญญาณ (การเห็น), โสตวิญญาณ (การได้ยิน), ฆานวิญญาณ (การได้กลิ่น), ชิวหาวิญญาณ (การลิ้มรส), กายวิญญาณ (การสัมผัสทางกาย), และมโนวิญญาณ (การรู้แจ้งทางใจ)

    ดังนั้นในความหมายที่ละเอียด "ดวงจิต" จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่คงที่ถาวรแต่เป็น กระบวนการของการรับรู้ ที่เกิดขึ้นจากผัสสะ (การกระทบกันของอายตนะภายในและภายนอก) และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มี "ตัวตน" ที่แท้จริงและเที่ยงแท้ในกระแสของจิตนี้

    แล้วก็จะมีคำคำหนึ่งที่มักจะถูกกล่าวถึงในหัวข้อเกี่ยวกับดวงจิตอยู่เป็นนิจ ดั่งวลี "ดวงจิตนับแสนโกฏิในชั่วลัดนิ้วมือ" เป็นการอุปมาอุปไมยที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรต่างๆ ของพระพุทธศาสนา เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความรวดเร็วของการเกิดขึ้นและดับไปของจิต หรือ ความถี่ของการเกิดดับของนามธรรม

    และเสียงจากระฆังธรรมที่ที่ได้บันทึกพระธรรมคำสอนของเหล่าพระพุทธเจ้ามาแล้วมามากมาย ทั้งในพระไตรปิฎกและอรรถกถามีการกล่าวถึงความรวดเร็วของการเกิดดับของจิตหลายแห่ง เช่นในอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นส่วนที่ว่าด้วยเรื่องสภาวธรรมอย่างละเอียด จะมีการอธิบายถึงลักษณะของจิตที่มีการเกิดดับอย่างรวดเร็วมาก จนไม่สามารถจับต้องหรือคงอยู่ได้นาน

    มีการเปรียบเทียบความรวดเร็วนี้กับสิ่งต่างๆ เช่น การเคลื่อนที่ของจักร การกระพริบตา หรือการลัดนิ้วมือ เพื่อให้เห็นภาพว่าในระยะเวลาอันสั้นเพียงเสี้ยววินาทีนั้น จิตได้เกิดขึ้นและดับไปแล้วมากมายนับไม่ถ้วน

    หากตีความให้เป็นแบบที่อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองจินตนาการถึงกระแสน้ำที่ไหลอย่างรวดเร็ว เรามองเห็นเป็นสายน้ำต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว สายน้ำนั้นประกอบด้วยหยดน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลผ่านไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น กระแสของจิต ที่เรารับรู้ว่าเป็นความคิดหรือความรู้สึกต่างๆ ก็ประกอบด้วย หน่วยของจิต หรือ ขณะจิต จำนวนมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วมาก จนเรารู้สึกเหมือนเป็นสิ่งต่อเนื่อง

    "นับแสนโกฏิ" เป็นการใช้ตัวเลขเพื่อแสดงถึงความมากมายจนนับไม่ถ้วน ไม่ได้หมายถึงจำนวนที่ตายตัวที่สามารถระบุได้จริงๆ

    "ในชั่วลัดนิ้วมือ" เป็นการเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่สั้นมากๆ เพื่อเน้นย้ำถึงความรวดเร็วของการเกิดดับนี้…

    แตกต่างจากสัตว์อสูรตนอื่นๆ หรือแม้แต่ตัวของเจ้าสังกับซวนซานจุน เพียงแค่ไม่กี่อึกใจหลังจากที่ได้ยินเสียงจากระฆังธรรมอนันภพ ตัวของซือหม่อจื่อที่แต่เดิมก็บรรลุพระโสดาบันอยู่ก่อนแล้ว ได้พิจารณาการเกิดดับของสรรพสิ่งอย่างรวดเร็วภายในใจ การเข้าใจถึงความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และการเกิดขึ้นดับไปอย่างรวดเร็วของจิต เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญวิปัสสนา เพื่อให้เห็นความจริงของธรรมชาติของจิตใจ และนำไปสู่ความคลายความยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวตน" ซึ่งเป็นรากเหง้าของความทุกข์

    ก่อนหน้านี้เป็นการบรรลุโดยความเข้าใจและความเชื่อมันในคำสอนอันประเสริฐที่ได้ยินได้ฟังในคราแรก จนสามารถก้าวพ้นจากชายขอบแห่งสังสารวัฏได้สำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีขีดจำกัดอยู่อีกมากมายที่ทำให้ซือหม่อจื่อนั้นยังไม่สามารถไปต่อได้

    แต่ในตอนนี้มันแตกต่างออกไป เขาได้ฟังธรรมและพิจารณาตามความเป็นจริงโดยละเอียดเป็นขั้นๆ...

    การแยกรูปและนามออกจากกันได้โดยสมบูรณ์

    การรู้ถึงเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปและนาม

    พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความไม่ใช่ตัวตนได้สำเร็จโดยไร้ซึ่งข้อกังขา

    พิจารณาเห็นความเกิดและดับของรูปนามได้อย่างชัดเจน

    จากการเห็นการเกิดดับนำไปสู่การเห็นซึ่งความดับของรูปและนามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อสังเกตเห็นซึ่งความดับไม่เหลือถี่มากขึ้นมากขึ้นและมากขึ้น จน “เห็น” แม้กระทั่งการดับของจิตที่รวดเร็วอยู่เนืองๆ 

    จึงสามารถเข้าใจได้ถึงความน่ากลัวของการเกิด

    จนเกิดความเบื่อหน่ายในการเกิดที่มีเพียงแค่การคงอยู่ เสื่อมลง และดับไป...

    ซึ่งพร้อมกันกับที่เสียงของระฆังธรรมชี้ให้เห็นหนทางซึ่งออกจากความเสื่อมนี้ ความปรารถนาอย่างแรกกล้าที่จะออกจากความเสื่อมลงนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นจากจิตของซือหม่อจื่อ...

    และได้กลับมาพิจารณารูปและนามอีกครั้งเพื่อหาทางออกจากความเสื่อมนี้ และรวมกับเสียงระฆังธรรมที่สะท้อนเหมือนชี้นำไปเรื่อย...

    ในที่สุดซือหม่อจื่อก็เริ่มที่จะวางเฉยต่อทั้งรูปและนาม...

    พิจารณาตามจริงว่าทุกสรรพสิ่งแม้กระทั่งดวงจิตเองก็เป็นเพียงแค่กองทุก ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ และจะดับไปเสมอ...

    ก่อนหน้านี้ที่บรรลุพระโสดาบันในคราแรก นั้นหลังจากมาถึงขั้นตอนนี้ เป็นเพียงแค่การตัดกระแสแห่งความเห็นผิดที่เชื่อและยึดถือมาทั้งชีวิตของเขาเท่านั้น แต่ในตอนนี้มันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้ “รู้สึก” ถึงการก้าวข้ามอีกครั้งรับรู้ได้ถึงการ “ตัดแล้วซึ่งกิเลส” และ “ขัดเกลาให้บางลง”

    เมื่อสามารถก้าวข้ามผ่านได้อีกขั้นหนึ่งเขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงความสุขอันหาที่สุดไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถรักสาสติเอาไว้แล้วยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น...

    ได้เริ่มพิจารณากิเลสที่สละแล้วอีกครั้ง พิจารณาถึงกิเลสที่ยังเหลืออยู่ โดยมีเสียงของระฆังธรรมอนันต์ภพของชีนำอยู่เนืองๆ 

     

    ด้วยความรวดเร็วของจิตที่เคลื่อนไป เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจที่ผ่านพ้น ซือม่อจื่อก็ได้เคลื่อนจิตตามดูตามรู้ดั่งที่กล่าวมาอีกครั้งและอีกครั้ง จนสุดท้ายสามารถประหารมารตนสุดท้าย คืออวิชาลงได้ในที่สุด บรรลุเป็นพระอรหันต์รูปแรกและรูปเดียวในแดนโลกธาตุนี้!!

     

     

    …………………………………

    มาช้านิดนึงครับ เพราะตอนนี้ค่อนข้างอิงกับหลักการบรรลุอรหันต์ที่ค่อนข้างละเอียด(ญาณ16) 

    เป็นตอนที่ย่อยยากนิดนึงนะแต่จะเป็นตอนย่อยยากตอนสุดท้ายของเล่ม3จ้า

    แล้วก็ตั้งแต่ตอนถัดไปจะเริ่มกลับไปเป็นตอนอ่านล่วงหน้านะครับ ซึ่งในเล่ม3นี้ขอลดตอนอ่านฟรีเหลือแค่2ตอนต่อสัปดา เพื่อยกประโยชน์ให้คนที่ซื้ออีบุ๊คงับ

    คล้ายกับเรื่อง月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...) ที่คุณอ่าน