“เมย์จิบกาแฟแก้วสุดท้าย คว้ากล่องอาหารกลางวันและหยิบกระดาษกองหนาที่เธอทำงานตลอดทั้งคืนขึ้นมา แต่เมื่อเธอกำลังจะออกจากบ้าน เธอต้องหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยลมหายใจออกมา เมื่อสังเกตเห็นปฏิทินบนผนังห้องครัวที่บอกว่าวันนี้เป็วันที่ 1 เดือนเมษายน!”
แล้วอยู่ๆ เม็ดฝนเริ่มตกกระทบกับหน้าต่าง เธอรีบวิ่งไปปิดบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ขณะที่ลมพัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็สายเกินไปเพราะไม่กี่วินาทีต่อมางานทั้งหมดของเธอและกล่องอาหารกลางวันก็ตกลงมากระจัดกระจายไปทั่วพื้นห้องครัว
เมย์เห็นภาพสะท้อนของตัวเองในหน้าต่าง “สุขสันต์วันเกิด” เธอพูดกับใบหน้าเศร้าเล็กๆ ที่จ้องกลับมาราวกับกำลังพูดกับเธอว่า “สุขสันต์วันเกิดนะ...ยัยบ้า” เธอคุกเข่าและหยิบกระดาษขึ้นมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพิกเฉยต่อเศษอาหารกลางวันกระจายอยู่บนพื้น เนื่องจากวันนี้เธอจะไปทำงานสายไม่ได้!
เมย์รีบไปที่ประตูหน้า และเมื่อเธอเปิดมันก็พบว่าเป็ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งเมย์ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย...เธอไม่เคยมีวันเกิดที่ดีเลยในชีวิต ถึงแม้เธอจะเป็คนไทยแต่ประเทศนี้เปิดกว้างสำหรับวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่รู้ว่าวันนี้คือ “วันเมษาหน้าโง่ (April Fools' Day) หรือวันแห่งการโกหก” นั่นเอง
เธอรู้ดีว่าธรรมชาติมักให้ของขวัญวันเกิดที่โหดร้ายที่สุดแก่เธอเสมอ เมย์รีบเดินไปที่รถของเธอ ซ่อนเอกสารอยู่ภายใต้เสื้อคลุม เธอเปิดประตู วางเอกสารไว้บนที่นั่งผู้โดยสาร ปีนขึ้นไปบนเบาะที่เธอสั่งทำพิเศษ ดึงเข็มขัดนิรภัย และกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เธอเหยียดขาของเธอลงไปที่คันเร่งที่ดัดแปลงเพื่อให้เท้าเล็กๆ ของเธอเหยียบไปถึงมัน
ใช่แล้ว...เมย์เป็ “คนแคระ” แต่สิ่งที่เด็กๆ ที่โรงเรียนกลับเรียกเธอว่า “จิ๋ว” เธอไม่สนใจว่าใครจะเรียกเธอว่าอะไร เธอเกลียดทั้งสองชื่อพอๆ กัน แต่เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงต้องตั้งชื่อพิเศษสำหรับเธอ ทำไมไม่เพียงแค่เรียกชื่อจริงๆ ของเธอ?
ฝนหยุดลงเมื่อเธอขับรถมาถึงที่ทำงาน เมย์พึมพำขอบคุณสำหรับปาฏิหาริย์เล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเธอส่องกระจกดูผมที่เปียกชื้นและกระเซอะกระเซิงของเธอ จึงรีบพยายามจะขจัดความยุ่งเหยิงที่พันกันออกไป แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เธอคำรามด้วยความหงุดหงิดขณะที่เธอส่ายหัวสะบัดผมสีดำสนิทของเธอไปมา
“ทำไมต้องกังวลด้วยล่ะ” เธอคิดว่า “เมื่อคุณสูงไม่ถึงเมตร สิ่งสุดท้ายที่ผู้คนจะมองคือผมของคุณ” เมื่อเธอรีบเดินไปที่ทางเข้าบริษัทออกแบบกราฟิกที่เธอทำงานอยู่ หลบแอ่งน้ำทุกแห่งที่ปรากฏในเส้นทางของเธอ เธอส่งสายตามองก้อนเมฆเป็ครั้งสุดท้ายราวกับว่ามันอยากจะให้เธอเปียกปอนอีกครั้ง
เมย์เงยหน้าขึ้นมองผ่านประตูกระจกหน้าบริษัทและสะดุ้งทันทีเมื่อเห็น "แพรว" สาวสวยหุ่นดีราวนางแบบยืนรอเธออยู่อีกฝั่งหนึ่ง เมย์เปิดประตูเดินผ่านเข้าไป ในที่สุดเธอก็ปลอดภัยจากเม็ดฝนที่กำลังจะตกลงมาอีกครั้ง เธอภาวนาให้ไม่มีใครรู้ว่าวันนี้เป็ “วันเกิด” ของเธอ
“ว้าว! นั่นเ้าหญิงตัวน้อยของชั้น” แพรวพูด “ชั้นเริ่มกังวลแล้ว...เธอมาสายนะรู้มั้ย?”
เมย์เหลือบมองนาฬิกาของเธอ 08:58 น. แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าไม่ควรเถียงกับแพรว
“โอ้ ดูผมของเธอสิ” แพรวพูด “ทำไมดูไม่จืดเลย ม่ะ...เดี๋ยวชั้นแต่งทรงให้ใหม่”
เมย์สั่นสะท้านเมื่อแพรวยืนตระหง่านอยู่เหนือเธอ ดึงและขยี้ผมของเธอราวกับเป็ตุ๊กตาของเล่น เมื่อแพรวทำเสร็จแล้ว เธอเอามือลูบหัวของเมย์แล้วยิ้มกริ่ม
“เอาล่ะ ดีขึ้นแล้ว ชั้นต้องแน่ใจว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับวันสำคัญของเธอ”
เมย์ตัวแข็งทื่อ เมื่ออยู่ๆ ก็กังวลว่าแพรวจะรู้ว่าวันนี้เป็วันเกิดของเธอ “หมายความว่ายังไงคะ?”
แพรวขมวดคิ้ว “อ้าว...ลืมแล้วเหรอว่าวันนี้ชั้นจะพาเธอเข้าประชุมบอร์ดด้วย”
เมย์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความลับของเธอปลอดภัย “เปล่าคะ หนูไม่ได้ลืม หนูทำงานถึงตีสองเพื่อเตรียมทุกอย่างที่คุณแพรว้าสำหรับการประชุมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ดี” แพรวพูดโดยไม่สนใจที่จะหยิบหรือมองกองเอกสารจำนวนมากที่เมย์ยื่นออกมาหาเธอ “โอ้...ชั้นรู้ว่าไว้ใจเธอได้เสมอ สาวน้อยคนโปรดของชั้น และนั่นคือเหตุผลที่ชั้น้าให้เธอเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ เมื่อพวกเขามอบหมายให้ชั้นเป็เ้าของโปรเจ็คนี้ ชั้นอยากให้เธอเป็คนเขียนข้อความให้ชั้น”
เมย์กะพริบตาอย่างแปลกใจ “หนูเหรอคะคุณแพรว หนูเป็แค่นักพิสูจน์อักษร หนูไม่ใช่ศิลปินนะคะ”
แพรวยิ้มขณะที่เธอมัดผมของเมย์ที่ยุ่งเหยิงให้เรียบกลับเข้าที่ “อย่ากังวลไปเลย แค่เป็คนเขียนข้อความไม่ได้ใช้ความสามารถพิเศษใดๆ หรอก และนั่นเป็เหตุผลที่ชั้นรู้ว่าเธอจะเหมาะกับงานนี้”
ก่อนที่เมย์จะเอ่ยตอบอะไร แพรวกล่าวต่อว่า "บริษัทของเราจะต้องชนะการประมูลโปรเจ็คใหญ่ครั้งนี้ นี่อาจเป็หนึ่งในหนังสือเด็กที่ดีที่สุดแห่งปี บางทีพวกเขาอาจ้าใช้ “คนแบบเธอ” ในแคมเปญการตลาดด้วย ชั้นคิดว่าเด็กๆ คงจะชอบแน่ๆ"
เมย์เงยหน้าจ้องมองแพรวโดยไม่พูดอะไร แล้วแพรวก็ลูบหัวของเมย์อีกครั้งและพูดว่า "อีกครึ่งชั่วโมงจะประชุมแล้วอย่ามาสายอีกนะ" เธอหันหลังเดินออกไปพร้อมกับรอยยิ้มในขณะที่รองเท้าส้นสูงของเธอกระแทกกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงสะท้อนไปตามโถงทางเดินขณะที่เธอผ่านประตูเข้าไป
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเมย์เดินอยู่ข้างหลังแพรวขณะที่พวกเขามุ่งหน้าไปยังห้องประชุม รองเท้าส้นสูงและกระโปรงสั้นอย่างน่าหวาดเสียวที่แพรวสวมอยู่เสมอสร้างเสน่ห์ให้เธอมากขึ้นไปอีก ทุกย่างก้าวของแพรวมีขนาดกว้างเป็สองเท่าของเมย์ เธอรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยขณะที่เธอรีบสาวเท้าตามให้ทันขาเรียวยาวและไร้ที่ติของแพรวซึ่งดูเหมือนจะสูงพอๆ กับศีรษะของเมย์
แพรวเดินเข้าไปในห้องประชุมและยิ้มขณะที่เธอนั่งลงข้างๆ “เอกภพ” ผู้กำกับศิลป์คนใหม่ที่ดึงเก้าอี้ออกมาให้เธอ ส่วนเมย์เดินไปที่อีกฟากของโต๊ะซึ่งเหลือเพียงที่นั่งเดียวข้างๆ “ยศกร” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และยังเป็ประธานบริษัทอีกด้วย
“เมย์?” เขาพูดพลางมองเธอขณะกำลังนั่งลง “ผมดีใจมากที่คุณมาร่วมประชุมกับเราในวันนี้ เราสามารถใช้มุมมองใหม่จากดวงตาของคุณ”
เมย์ยิ้มอ่อน เธอไม่เคยเข้าร่วมการประชุมแบบนี้มาก่อน ไม่เคยรู้เลยว่าห้องประชุมแห่งนี้กว้างขวางขนาดไหนเมื่อเทียบกับห้องทำงานเล็กๆ ที่คับแคบของเธอเอง ส่วนคนที่นั่งอีกด้านหนึ่งของเธอคือ “กัลยา” กราฟิกดีไซเนอร์ของบริษัท
"เอกภพ"...เขาเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ได้ไม่กี่สัปดาห์ แทนที่ผู้กำกับศิลป์คนสุดท้ายที่ลาออกกะทันหันอย่างไม่คาดคิด เมย์ไม่แน่ใจว่าเอกภพจะเคยเห็นเธอั้แ่เข้ามาทำงานที่นี่หรือยัง ปกติแล้วเมย์จะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็น “คนแบบเธอ”
เขาเป็ชายหนุ่ม สูง และหุ่นดีมาก เมย์อดไม่ได้ที่จะมองรอยยิ้มไร้ที่ติของเขา รวมถึงผมสั้นเซอร์ๆ แต่ดูดี เสื้อเชิ้ตติดกระดุมที่ออกแบบมาให้เข้ากับร่างกายสมส่วนของเขาได้อย่างลงตัว เธอยังอดไม่ได้ที่จะสังเกตแขนของแพรวที่อยู่ใต้โต๊ะ มือของเธอจับที่ต้นขาด้านในของเขาขณะที่เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้และกระซิบที่หูของเขา
ริมฝีปากของเขาโค้งเป็รอยยิ้มเมื่อเขาฟัง และเมื่อตาของเขาเหลือบไปที่เมย์ เธอก็รู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเธอ เธอหลบตาก้มมองมือที่บิดปากกาไปมาและอยากให้ตัวเองจมลงไปใต้โต๊ะแล้วหายตัวไป ใครก็ได้ช่วยหยุดเขาไม่ให้จ้องมองมาที่เธอได้มั้ย เธอใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามไม่ให้ใครเห็น และตอนนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
แต่ไม่มีใครต้องกังวลว่าจะเป็จุดเด่นตราบใดที่แพรวยังอยู่ในห้อง โดยไม่ต้องรอให้ยศกรเริ่มการประชุม แพรวยืนขึ้นโดยเปิดมุมมองเกี่ยวกับข้อเสนอของพวกเขา ขณะที่เธอภูมิใจนำเสนอชิ้นงานศิลปะเบื้องต้นและเลย์เอาต์วางเรียงรายทั่วโต๊ะเพื่อให้ทุกคนได้ชื่นชม
ขณะที่แพรวกำลังจะเริ่มนำเสนอแผนสำหรับแคมเปญการตลาด ยศกรยกมือขึ้นเพื่อหยุดเธอ “เดี๋ยวก่อน...แพรว ผมคิดว่าคุณกำลังข้ามบางอย่างไป เรายังไม่ได้สรุปเกี่ยวกับชิ้นงานศิลปะที่เราจะใช้นำเสนอให้กับลูกค้าเลย”
เธอจ้องมองเขาอย่างตกตะลึง “คุณกำลังพูดเื่อะไร นี่ไง...ชิ้นงานศิลปะที่เราใช้นำเสนอ”
ยศกรกลอกตา “แพรว ผมเพิ่งพูดไปแล้วว่า...”
“ไม่” น้ำเสียงของแพรวดังขึ้น “นี่มันเหลวไหล! ชั้นเป็คนทำชิ้นงานเหล่านี้ และไม่มีใครในบริษัทที่มีพร์ถึงหนึ่งในสิบของความสามารถที่ชั้นมี ดังนั้น ถ้าคิดว่าชั้นจะยอมให้ใครมา...”
“แพรว หยุด!” ยศกรพูดพร้อมกับยกมือขึ้นเพื่อพยายามหยุดแพรว “ไม่มีใครบอกว่าเราจะไม่ใช้งานศิลปะของคุณในการนำเสนอ แต่เหตุผลสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ข้อสรุปตรงกันก่อนที่จะลงมือทำ คุณทำงานของคุณเสร็จแล้ว ต่อไปคืองานของผม”
แพรวทรุดตัวลงนั่งและกอดอก จ้องมาที่ยศกรขณะที่เขาเอียงแว่นให้ต่ำลงและตรวจดูชิ้นงานศิลปะเบื้องต้นที่กระจายอยู่ทั่วโต๊ะ กัลยาเป็คนต่อไปที่มองมัน ส่วนเมย์ย่อตัวเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ของเธอเมื่อสังเกตเห็นดวงตาของแพรวเหมือนถ่านไฟที่คุกรุ่นอยู่พร้อมที่จะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทำให้ทุกคนที่ตรวจชั้นงานของเธอไม่กล้าที่จะพูดคำวิพากษ์วิจารณ์แม้แต่คำเดียว และเอกภพเป็คนสุดท้ายที่มองมัน เขาเหลือบมองเพียงแวบเดียวก่อนจะส่งกลับ
“ดูดี” เอกภพพูดพร้อมกับกัลยาพยักหน้าเห็นด้วย "มันดูดีมาก"
“เอาล่ะ ตอนนี้เราได้ข้อสรุปแล้ว” แพรวพูดพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ ขณะที่เธอเดินไปเก็บงานศิลปะของเธอ “ชั้นอยากจะ...”
“เดี๋ยวก่อน” ยศกรพูดขัดจังหวะเธออีกครั้ง "เรายังไม่ได้ความเห็นจากเมย์เลย"
"เมย์?" แพรวพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ “เธอเป็แค่นักพิสูจน์อักษร”
"และเธอยังเป็ส่วนหนึ่งของการประชุมครั้งนี้ด้วย และอย่างที่ผมพูดไป เราสามารถใช้มุมมองจากดวงตาคู่ใหม่ได้เสมอ"
เมย์พยายามลดระดับลงในที่นั่งของเธอทันทีที่ชื่อของเธอถูกเอ่ยถึง แต่ตอนนี้ยศกรเลื่อนชิ้นงานศิลปะเบื้องต้นมาไว้ตรงหน้าเธอ เธอถูกบังคับให้ลุกขึ้นนั่ง เมย์พยายามหลบหน้าแพรว โดยรู้ว่าดวงตาของแพรวกำลังแผดเผาเธออยู่ขณะที่เธอจ้องไปที่ชิ้นงาน
เมย์มองพวกมันอย่างละเอียด เธอรู้ว่าเธอควรจะพูดอะไร เธอควรจะบอกว่ามันดูดี...มันดูดีมากจริงๆ แต่คำพูดเ่าั้หลุดลอยไปก่อนที่เธอจะคว้ามันได้ทัน เธอจึงเผลอพูดไปตามความคิดของตนเอง "หนูคิดว่าโทนสีไม่ถูกต้อง"
“ขอบคุณ!” แพรวพูดอย่างเ็า และเมย์ต้องสะดุ้งขณะที่แพรวกระชากชิ้นงานกลับ "เราทุกคนซาบซึ้งในความคิดเห็นของคุณ แม้จะโง่เขลาอย่างสิ้นเชิงก็ตาม"
“เดี๋ยวก่อน” ยศกรพูด หยุดแพรวขณะที่เธอพยายามจะเก็บงานศิลปะของเธอออกไป "ผมคิดว่าเมย์พูดถูก ตอนแรกผมไม่ได้ดูดีๆ แต่มีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับโทนสี"
แพรวหัวเราะ "คุณล้อเล่นใช่มั้ย ในห้องนี้มีสี่คนที่จบปริญญาด้านศิลปะ แต่เราควรฟังคนคนเดียวที่ไม่จบอะไรเลยอย่างนั้นหรือ!"
“คุณเองที่ยืนยันว่าจะให้เมย์เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้” ยศกรกล่าว “แล้วจะเชิญเธอมาทำไม ถ้าไม่้าความเห็นของเธอ”
"เพราะชั้น้าคนที่รู้วิธีสะกดคำ! ชั้นแน่ใจว่าไม่มีใครลืมผลงานชิ้นล่าสุดที่นำเสนอลูกค้ากันนะ"
กัลยายกมือและกล่าวว่า “คุณต้องพูดแบบนี้อีกกี่ครั้ง ชั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า “นะคะ” ไม่ต้องใส่ไม้เอก?”
“เห็นมั้ย” แพรวพูดพลางยกมือขึ้นด้วยความหงุดหงิด "นั่นเป็เหตุผลที่ชั้น้าเมย์ และชั้นหวังว่าทุกคนจะซาบซึ้งในความเสียสละที่ชั้นดึงคนอย่างเมย์เข้ามาเพื่อให้เราแน่ใจว่าเราจะชนะการเสนอโปรเจ็คนี้"
อีกด้านหนึ่งของโต๊ะประชุม เมย์ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ของเธออีกครั้ง เกือบจะหายไปใต้โต๊ะเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงสายตาพิฆาตของแพรว ขณะที่ยศกรพยายามทำให้เธอสงบลง โดยเขาพูดว่า "แพรว ฟังผม..."
"ไม่" เธอะโ "คุณฟังชั้นนะ ชั้นเหนื่อยมากที่ต้องทำสิ่งนี้ให้เสร็จ และทุกคนในการประชุมนี้เห็นพ้องต้องกันว่านี่เป็งานที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยเห็นมา ชั้นเป็ศิลปินที่ได้รับรางวัล และชั้นปฏิเสธที่จะนั่งที่นี่เพื่อให้งานของชั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยคุณและนังตัวเล็กคนนี้..."
“แพรว!” ยศกระโเอามือตบโต๊ะเสียงดังลั่น “ผมเป็ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์และเ้าของบริษัทนี้ ซึ่งกำลังบอกคุณว่าโทนสีไม่ถูกต้อง และผมก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านั่นเป็สิ่งเดียวที่ผิดพลาด สรุปว่าผม้างานศิลปะชิ้นใหม่ภายในวันศุกร์นี้ และถ้าคุณไม่อยากทำ ผมจะหาคนอื่นมาทำแทน...ชัดเจนมั้ย?”
แพรวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอฉายแววโกรธ แล้วพยักหน้าให้เขาสั้นๆ ก่อนจะคว้าชิ้นงานศิลปะของเธอออกจากโต๊ะและเดินออกจากห้องประชุมไป ส่วนเมย์ซึ่งนั่งหดตัวจนแทบจมหายเข้าไปในเก้าอี้ กำลังจะลุกออกไปเมื่อได้ยินชื่อของเธอ
"เมย์" ยศกรกล่าว "ผมอยากจะขอโทษเื่พฤติกรรมของแพรว ผมรู้ว่าเธอค่อนข้างจะหลงตัวเองในบางครั้ง และผมก็อยากบอกคุณด้วยว่าผมยินดีให้คุณเป็ผู้เขียนคำบรรยาย แต่คุณแน่ใจนะว่าสามารถทำได้?
แต่อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าผมสงสัยในความสามารถของคุณ ผมรู้ว่าคุณเป็หนึ่งในพนักงานที่ผมสามารถวางใจได้เสมอ ผมแค่ไม่อยากเห็นคุณต้องทำงานหนักเกินไป ได้ยินมาว่าคุณช่วยงานคนอื่นด้วยการเอากลับไปทำที่บ้านด้วยจริงมั้ย?"
เมย์พยักหน้า “แต่ไม่เป็ไรค่ะ หนูชอบงานพิเศษ และถ้าคุณยศกรจะให้หนูลองเขียนคำบรรยาย คงจะดีถ้ามีอะไรอย่างอื่นให้ทำบ้างนอกจากการพิสูจน์อักษรทั้งวัน”
"แน่นอน" ยศกรกล่าว "และความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับโทนสีของแพรวก็ตรงประเด็น บอกตามตรงว่าผมประทับใจมาก"
เมย์อดยิ้มไม่ได้ รู้สึกเหมือนกำลังลอยขึ้นจากพื้นขณะเดินออกจากห้องประชุมเพื่อกลับไปที่โต๊ะทำงาน เธออยู่ครึ่งทางแล้วเมื่อมีมือคว้าแขนของเธอและดึงเธออย่างแรง
“เราต้องคุยกัน!” แพรวพูด ขณะลากเมย์เข้าไปในห้องทำงานของเธอแล้วปิดประตูทันที