ตอนที่ 125 เหตุที่ต้องเร่งรัด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
พลังอักขระขั้นสีม่วง!
นี่คือการพัฒนาที่น่าตื่นตะลึง แม้แต่เฟิร์สที่ครอบครองพลังนี้ก็ยังอดที่จะตื่นตะลึงในการรับรู้ถึงความพิศดารของศาสตร์อักขระมากมายที่รู้แจ้งเข้ามาข้างในหัว
ศาสตร์อักขระเป็นศาสตร์ที่ลึกลับที่ปรากฏอยู่ในทุกโลก
แม้แต่ในโลกของเฟิร์สเองก็ยังมีอักขระอักษรรูนที่มีพลังเช่นเดียวกับอักขระอื่นๆ
เมื่อเข้าถึงขั้นสีม่วงการสร้างวงแหวนอักขระก็ง่ายดั่งใจนึก เพียงแค่สะบัดแขนออกไปลวกๆ ก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้แล้ว
แต่ที่น่าตกตะตึงยิ่งกว่าก็คือบันไดของจอมปราชญ์นั้นยังไม่จบสิ้น
“หรือว่าจะมีขั้นที่เหนือกว่าอยู่อีก!” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างตกใจ
ในช่วงเวลาที่ตนเองอยู่โลกเดียวกับอาจารย์ลึกลับท่านนั้น ขอบเขตขั้นสีม่วงคือขอบเขตสูงสุดที่เขารับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามีขั้นที่เหนือกว่าขั้นสีม่วงอยู่อีก
เพียงแค่คิดเฟิร์สก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“สิ่งที่ทำให้จอมปราชญ์แตกต่างไปจากจักรพรรดิทั่วไปคือศาสตร์ด้านอักขระที่ล้ำเลิศ ศาสตร์ในด้านอักขระสามารถใช้ได้ทั้งรุกและรับ แม้อำนาจอักขระจะโดดเด่นทางด้านการป้องกันมากกว่า แต่ถ้าหากใช้ค่ายกลในการโจมตีแล้วละก็ อำนาจของมันอาจเหนือจินตนาการ”
เฟิร์สเริ่มคิดถึงความสามารถของอีวาในร่างนี้ พลังโลกลวงนั้นสามารถทำให้ศัตรูจมจ่อมจนทำอะไรไม่ได้ แม้จะสามารถทำลายวิญญาณภายในโลกลวงได้ แต่ในการต่อสู้ข้ามขั้นวิญญาณระดับนั้นย่อมไม่สามารถทำลายได้แน่ สิ่งที่ทำได้มากสุดก็คือกดดันให้วิญญาณได้รับบาดเจ็บ
หากเผชิญหน้ากับราชวงศ์ขั้นสูง อีวาอาจกดดันอีกฝ่ายแล้วใช้โอกาสหนีออกมาได้ แต่การดับสังหารตัวตนระดับนั้นนับว่ายากนัก
ยิ่งเป็นขอบเขตจักรพรรดิด้วยแล้ว เกรงว่าโลกลวงจะกดดันให้พลังของพวกเขาลดลงมาได้เล็กน้อย ถึงตอนนั้นคิดจะหนีหรือ? นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ จักรพรรดิสามารถบดขยี้เธอในตอนนี้ได้อย่างง่ายดาย
แต่หากสำเร็จพลังอักขระในขอบเขตเดียวกับจอมปราชญ์แล้วล่ะก็ ไม่เพียงสามารถคุกคามอีกฝ่ายได้ แม้คิดจะหนีก็สามารถทำได้ง่ายดายอย่างมาก
มหาสงครามนั้นคืบคลานเข้ามาแล้ว หากใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบ่มเพาะพลังสายเลือด คาดว่าอาจจะใช้เวลาอีกนานกว่าที่เธอจะสำเร็จเป็นจักรพรรดิ
แต่การปีนป่ายบันไดสีขาวนี้กลับสามารถทำได้ง่ายกว่า และมีการพัฒนาที่มากกว่าอย่างแน่นอน
ตอนนี้เองเฟิร์สนั้นไม่ลังเลที่จะถ่ายทอดความคิดเข้าไปในโลกลวง บอกให้อีวามุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะอักขระไปให้ถึงขีดสุด
“หากเดินในเส้นทางนี้ ไม่เพียงแค่อีวา แม้แต่ฉันเองก็จะได้รับประโยชน์ของการบ่มเพาะนี้ด้วย” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างดีใจ เขาในตอนนี้รู้สึกลิงโลดเป็นอย่างมาก
แม้เขาที่อยู่อีกโลกหนึ่งจะมีพลังอักขระในขั้นสีฟ้า แต่ประสบการณ์การเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงในร่างนี้กลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล เปรียบเสมือนนักเรียนที่เรียนจบไปแล้วแล้วมาเริ่มเรียนใหม่ในวิชาเดิม เส้นทางการก้าวเดินของเขาย่อมเรียบง่ายและราบรื่นมากยิ่งขึ้น
“ไปเถอะ จงก้าวสู่เส้นทางของศาสตร์อักขระที่ยิ่งใหญ่นี้เสียเถิด”
เฟิร์สก้าวเดินบนไปบันสีขาวเหล่านี้ไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง
ในเวลาเดียวกันนี้เองตัวตนที่อาศัยอยู่ในยอดเขาฮาดาก็ต่างต้องแตกตื่น เมื่อพวกเขาสัมผัสได้ถึงอำนาจอักขระที่ได้ยกระดับขึ้น
นี่คือการถือกำเนิดของปรมาจารย์จารึกขั้นสาม!
“อะไรกัน? เป็นศิษย์น้องห้าอย่างนั้นหรอ?”
“อีวาสำเร็จขั้นที่สามแล้ว ทำไมถึงได้รวดเร็วขนาดนี้”
“เป็นไปไม่ได้น่า พลังบ่มเพาะเหนือกว่าข้าเพราะการตื่นของพลังสายเลือดก็แล้วไปเถอะ นี่ถึงกับสำเร็จขั้นสาม ข้าไม่กลายเป็นหางแถวอย่างแท้จริงแล้วอย่างนั้นหรอ?”
“ท่านอาจารย์ศิษย์น้องสำเร็จขั้นที่สามแล้ว!”
เหล่านายท่านแห่งยอดเขาฮาดาต่างพากันแตกตื่น แม้แต่นายท่านที่สามที่มีบุคลิกเงียบขรึมมากที่สุดก็ยังเอ่ยออกมา
ต้องรู้ไว้ว่าในบรรดาศิษย์ทั้งสี่ของจอมปราชญ์ที่ไม่รวมอีวา มีเพียงนายท่านที่หนึ่งและที่สองเท่านั้นที่สำเร็จไปถึงขั้นที่สาม
สำหรับปรมาจารย์จารึกขั้นที่สาม ตัวตนเช่นนี้ในแผ่นดินมหาทวีปนั้นสามารถนับด้วยนิ้วมือได้ พวกเขาสามารถเข้าร่วมกับอาณาจักรใดก็ได้ แม้แต่อาณาจักรใหญ่ๆ ก็ยินดีอ้าแขนต้อนรับทั้งสิ้น
ไม่ต้องเอ่ยถึงขั้นที่สี่เหมือนจอมปราชญ์ ว่ากันว่าทั่วทั้งมหาทวีปนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมีอยู่ไม่เกินห้าคนเท่านั้น
จิตสัมผัสของผู้คนต่างจ้องมองไปที่ห้องบันไดสีขาว เมื่อสัมผัสได้ถึงอำนาจพลังสีม่วงก็มั่นใจแน่แท้แล้วว่าอีวาได้เข้าถึงขั้นที่สามเรียบร้อยแล้ว
ตอนนั้นเองจอมปราชญ์ที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นในห้วงจิตที่ติดต่อสื่อสารกัน
“ศิษย์น้องของพวกเจ้าพลังสายเลือดตื่นขึ้นมาในวิถีแห่งการรู้แจ้ง ดังนั้นความก้าวหน้าในด้านอักขระเธอจึงนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่ดั่งสัตว์ประหลาดคนหนึ่ง เรื่องนี้อาจารย์ก็พอจะรู้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะทะลวงขอบเขตได้เร็วขนาดนี้”
จอมปราชญ์เอ่ยอธิบายความพิเศษของการตื่นของสายเลือดอีวา
“ข้าชักอิจฉาเธอซะแล้วสิ ได้ข่าวมาว่าการต่อสู้ที่เมืองฟิราเดเฟียร์เธอสามารถช่วงชิงสัตว์อสูรขอบเขตราชวงศ์ถึงสามตัวมาไว้ในครอบครองได้ มิหนำซ้ำหนึ่งในนั้นยังเป็นขั้นกลางด้วย” นูฟูอินนายท่านที่สองเอ่ย
“ข้าเห็นตอนเธอขี่เจ้าสิงโตตัวนั้นเข้ามาแล้ว แต่เห็นเธอท่าทางรีบเร่งจึงไม่ได้เข้าไปทักทาย”
“หลังจากพบกับอาจารย์ เธอก็เก็บตัวในห้องบันไดทดสอบทันที มิหนำซ้ำวันนี้ยังทะลวงขั้นที่สามได้อีก ศิษย์น้องเล็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
เหล่านายท่านเริ่มพูดคุยกัน
แล้วครู่หนึ่งนั้นเองจอมปราชญ์ก็เอ่ยแทรกเข้ามา
“สถานการณ์ของมหาทวีปตอนนี้ย่ำแย่เป็นอย่างมาก พิธีแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ไม่สามารถชักช้าได้อีกต่อไปแล้ว ข้าได้หารือกับมหาเสนาบดีแล้วว่าอีกสามวันข้างหน้าจะจัดพิธีนี้ขึ้นในทันที”
“หืม ... รีบเร่งขนาดนั้นเลย!”
“ข้อมูลที่ศิษย์น้องของพวกเจ้ามอบให้ข้านั้นสำคัญเป็นอย่างมาก การเคลื่อนไหวของลัทธิกระหายชีวาที่ไม่มีอาณาจักรใดรู้ได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว พิธีกรรมสังเวยการกลืนกินจะปลุกจอมมารอังกูลให้ตื่นขึ้นมา ครั้งนี้ศิษย์น้องของพวกเจ้าจัดการกองทัพหนึ่งของศัตรูไปได้ ลัทธิกระหายชีวาจะต้องไม่อยู่นิ่งอย่างแน่นอน”
“หรือว่าพิธีการที่จะจัดขึ้นนี้ไม่ใช่พิธีแต่งตั้งกษัตริย์ธรรมดา?” นายท่านที่หนึ่งเอ่ย
“อาณาจักรของพวกเรามีจักรพรรดิเพียงแค่สองคน เมื่อเทียบกับอาณาจักรอื่นแล้วนับว่าน้อยมาก พิธีกรรมนี้คงจะเป็นพิธีสืบทอดเจตจำนงกษัตริย์ฮาดาใช่หรือไม่?”
“ไม่ผิด” จอมปราชญ์เอ่ย
มหาสงครามแม้จะเป็นการต่อสู้ที่วุ่นวายไปทั้งมหาทวีป แต่ศึกตัดสินส่วนใหญ่มันจะมุ่งเน้นไปที่ขอบเขตจักรพรรดิ ซึ่งไม่ใช่การต่อสู้ของคนธรรมดาทั่วไป
พิธีการสืบทอดเจตจำนงกษัตริย์ฮาดาคือการปลุกพลังสายเลือดของกษัตริย์ฮาดาโดยการใช้อาวุธโบราณซึ่งเป็นของปฐมบุรุษกษัตริย์ได้ทิ้งเอาไว้
ภายในอาวุธนั้นจะบรรจุเจตจำนงของกษัตริย์แต่ละรุ่นเพื่อกระตุ้นสายเลือดกษัตริย์ให้ตื่นขึ้นมา
เพราะเหตุนี้จึงมีแต่สายเลือดสืบทอดของกษัตริย์เท่านั้นที่สามารถปลุกสายเลือดขึ้นได้
ว่ากันเมื่อกษัตริย์ฮาดาแต่ละรุ่นตายไป เจตจำนงของพวกเขาจะกลับเข้าไปอยู่ในอาวุธชิ้นนั้น ดังนั้นกษัตริย์แต่ละรุ่นจะปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้นมาได้คนเดียวเท่านั้น หากคิดจะปลุกอีกครั้งต้องรอให้กษัตริย์องค์ก่อนหน้าตายตกไปเสียก่อน ซึ่งการปลุกพลังสายเลือดนี้จะทำให้กษัตริย์ผู้นั้นมีพลังบ่มเพาะในขอบเขตจักรพรรดิระดับเริ่มแรกทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมหาเสนาบดีและจอมปราชญ์ถึงได้ต้องเร่งวันสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ให้เร็วขึ้น
“อีกสามวันข้างหน้าให้ทุกคนเตรียมตัวเดินทางไปเมืองหลวงกับข้า” จอมปราชญ์เอ่ยคำสั่งของตนออกมา ซึ่งนายท่านทุกคนรวมไปถึงเฟิร์สที่อยู่ในห้องบันไดสีขาวล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
คำสั่งของจอมปราชญ์ทำให้เฟิร์สต้องหยุดชะงัก
คำสั่งนี้แม้จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับตัวเขา แต่กลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกแปลกๆ เหมือนมีอะไรมาทำให้คันยุบยิบในหัวใจ เมื่อเขาคิดว่าอีวาจะต้องพบกับ “รัชทายาทอินดิส” ซึ่งเป็นรักแรกของเธออีกครั้ง