The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่138 บุกดันเจี้ยน41 (ทางเลือกแห่งการตัดสินใจ)

              “ดูเหมือนว่าสัตว์ปีศาจตัวนี้จะเป็นประตูมิติที่ทำให้เราออกไปนอกดันเจี้ยนได้นะคะ..”

              เซซิเลียพยายามอธิบายข้อมูลที่ตัวเองเห็นผ่านอาร์ติเฟกซ์ให้สมาชิกกลุ่มได้ฟัง..ซึ่งข้อมูลที่ได้นับว่าน่าตกใจไม่น้อย

              “ประตูออกจากดันเจี้ยนมันไม่ได้มีแค่ที่ชั้นล่างสุดสินะ..” 

              เรเวลกล่าวพร้อมกับมองไปยังสัตว์ปีศาจทรงกลมสีดำสนิทซึ่งตอนนี้กำลังลอยอยู่เหนือพื้นพร้อมกับกลอกลูกตาสีขาวไปมา

              “ถ้างั้นจะออกไปต้องทำยังไงอะ…กำจัดมันงั้นหรอ?." เซเลน่าถาม

              “เอ๋!?..เดี๋ยวก่อนสิครับ..แล้วภารกิจที่สิ่งโตสีส้มตัวนั้นมอบให้พวกเราล่ะ???…จะทิ้งไปเเบบงั้นหรอ”

              “เห้ยทุกคน!…หลบเร็ว!!..มันโจมตีมาแล้ว!!!”

              ลำแสงสีรุ้งพุ่งออกมาจากลูกตาสีขาว

              เหล่าเด็กหนุ่มสาวทั้ง4คนรีบกระโดดถอยห่างออกจากกัน 

              เศษขนาดใหญ่ซึ่งหลุดออกมาจากกำแพงเนื่องจากการต่อสู้ที่แล้ว ปะทะถูกแสงสีรุ้งที่พุ่งมาทำให้มิติรอบๆบิดเบี้ยวแล้วสลายหายไปในทันที 

              เซเลน่ามองไปยังผลลัพธ์นั้น

              “ถูกวาร์ปไปงั้นหรอ..” 

              “ไม่ใช่..เมื่อกี้มันการกัดกร่อนของมิติ..ถ้าเราถูกการโจมตีเมื่อกี้เข้าไป..คิดว่าไม่รอดแน่..และไม่มีทางป้องกันได้ด้วย”

              “หา?…รู้ได้ยังไง..”

              “ที่เรเวลพูดเป็นเรื่องจริงครับ”

              ดูเหมือนเซเลน่าจะสงสัยว่าทำไมผู้ชาย2คนนี้ถึงได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเวทมนตร์มิติเยอะจัง…

              “เอาเป็นว่าช่างมันก่อนเถอะ..ตอนนี้ต้องรีบจัดการมันก่อน”

              เรเวลกล่าวจบแล้วถีบพื้นวิ่งเข้าไปด้านหน้า..พลางหลบแสงสีรุ้งที่ยิงเข้ามาเรื่อยๆ

              ‘ไฟเยอร์โบลต์’

              กระสุนสายฟ้าเพลิงพุ่งออกจากฝ่ามือปะทะกับทรงกลมสีดำทมิฬ แต่การโจมตีนั้นก็ทะลุผ่านไปแบบง่ายดาย

              ตามคาดจริงๆด้วย..เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้มันเคลือบร่างกายมันด้วยเกราะแห่งมิติรอบๆตัวทำให้การโจมตีทุกประเภทที่ผ่านเข้าตัวมันไร้ผล…ฉะนั้นการโจมตีเดียวที่จะจัดการได้

              แสงสีรุ้งพุ่งออกมาจากลูกตาสีขาว..เรเวลอาศัยแรงเฉื่อย..ม้วนตัวหลบเป็นครั้งสุดท้ายแล้วถีบพื้นพุ่งขึ้นไปเหนือศัตรูพร้อมกับร่ายสกิล

              ‘เวทไฟ-โรลลิ่งสเปียร์’

              มีแค่การโจมตีผ่านี้เท่านั้น..หอกสีขาวเงินบริสุทธิ์ผ่าแสกกลางลูกบอล

              ฉึก!..

              เกราะมิติถูกผ่าในทันที เกิดรอยบาดลึกเข้าไปในเนื้อจนเลือดพุ่ง

              ตอนนั้นเองมีลูกตาสีดำปรากฎขึ้นกลางดวงตาสีขาว

              ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมายังเด็กหนุ่มที่สร้างความเสียหายให้ตนทันที

              ตอนนั้นเองมิติรอบๆเกิดบิดเบี้ยวขึ้น..

              เด็กหนุ่มรู้ได้ทันทีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น…การโจมตีที่จะลบล้างสสารรอบๆตัวให้หายไปออกจากมิติในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการโจมตีที่ใช้ทำลายสกิลหุ่นจำลองของเซซิเลียนั่นเอง

              ถึงจะป้องกันไม่ได้..แต่นั่นมันใช่ปัญหา

              →สละ BC 2เกจ 

              →ใช้งาน Atlas Flame 

              เปลวเพลิงสีทองห่อหุ้มที่มือข้างขวาเกิดสถานะอมตะชั่วคราวทำให้หลบการโจมตีมิติกัดกร่อนได้และขณะอยู่กลางอากาศตอนนั้นเอง

              ‘เวทไฟ-คริมสันเฮลิกซ์’

              ขณะเด็กหนุ่มตวัดหอกสร้างพายุเปลวเพลิงรูปเกลียวดสปริงเป่าเกราะมิติของศัตรูอีกครั้งแล้วใช้หมัดขวาซึ่งตอนนี้มีเปลวเพลิงสีทองสถิตอยู่ชกเข้าไปในลูกตาสีขาวของศัตรูเต็มๆ 

              แพละ!       

              เดิมทีีสัตว์ปีศาจตัวนี้ไม่ได้เก่งเท่าไหร่นัก..แต่คงเป็นเพราะความสามารถทางเวทมนตร์มิติของมันทำให้ระดับเลเวลถูกประเมินสูงไปด้วย..และถ้าไม่เคยเห็นการโจมตีกัดกร่อนมิติรอบตัวที่ใช้ทำลายหุ่นจำลองนั่นมาก่อนคงทำให้หลายคนเสียท่าได้ง่ายๆแน่ๆ 

              นอกจากนี้หากไม่มีการโจมตีที่สามารถผ่ามิติได้และไม่มีสกิลซึ่งมีไอเฟรม(สถานะอมตะชั่วคราว) ต่อให้เลเวลสูงแค่ไหนก็คงไม่มีทางเอาชนะสัตว์ปีศาจตัวนี้ได้เลยถ้าหากเงื่อนไขไม่ครบต่อให้หลบการโจมตีได้ แต่ฆ่ามันไม่ได้ก็ไร้ความหมาย

              แต่ถ้าครบแล้วล่ะก็…คงจะเป็นอย่างที่เห็น

              อนุภาคแสงสีขาวบริสุทธ์รวมตัวที่ปลายหอกพร้อมกับเสียงระฆัง

              ชาร์จ3วินาทีคงพอ

              ‘เวทไฟ-โรลลิ่งสเปียร์’

              เรเวลตวัดหอกปล่อยคลื่นดาบสีรุ้งซึ่งผ่ามิติได้ออกไป

              ศัตรูซึ่งลอยเป็นเป้านิ่งอยู่แล้วถูกผ่าออกเป็น2ซีกคล้ายแตงโมในทันที

              ทั้งหมดนี้จบแบบง่ายดายเกินคาด…เล่นเอาหลายคนทึ่งเล็กน้อย..

              “ดูเหมือนจะไม่ต้องช่วยเลยแหะ..”

              เซเลน่าทำท่าทางห่อเหี่ยวเล็กน้อย..ที่ตัวเองไม่ได้มีบทด้วย

              “พวกเราช่วยไปก็ไร้ความหมาย..เพราะไม่มีใครที่จะมีการโจมตีที่ใช้กับเจ้าสิ่งนั้นได้ผล” เซซิเลียกล่าว

              “หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อล่ะครับเนี่ย”

              รูอันมองเรเวลที่ถอยห่างออกมาจากจุดที่ศัตรูถูกกำจัด

              ตอนนั้นเองเศษเสี้ยวของร่างกายที่แยกออกจากกันก็หลอมรวมกลายเป็นประตูมิติสีขาวขึ้น

              “ไอนี่คงเป็นทางออกตามที่เธอบอกสินะ..”

             เรเวลชี้ไปยังวงกลมสีขาวกลางอากาศที่บิดเบี้ยวนั่น..ซึ่งถ้าเคยเห็นคนใช้เวทมนตร์มิติมาก่อนก็คงดูออกว่าเป็นประตูมิติที่จะพาไปที่ไหนสักแห่งแน่ๆ

              “…”

              ทุกคนเงียบกริบทันที..

              ตอนนั้นเองเซเลน่าเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆแล้วชะโงกหัวออกไป

              ทิวทัศน์ที่ปรากฎด้านหน้า..คือทะเลทรายอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

              ‘นี่มันข้างนอกดันเจี้ยนจริงๆด้วย’

              เด็กสาวระงับความตื่นเต้นในใจไม่ไหว..ก่อนจะชะโงกหัวถอยกลับเข้าไปด้านใน

              “พวกนายจะเอายังไงต่อล่ะ..ดูเหมือนประตูมิตินี้จะเชื่อมกับทะเลทรายข้างนอกดันเจี้ยนจริงๆด้วย”

              เซเลน่าถามความเห็นของเพื่อนๆในกลุ่มที่ร่วมกันเสี่ยงตายมาตลอด

              "เอ่อ..คือ….”

              “คือว่า…”

              ทั้งรูอันและเซซิเลียดูลังเล..ทั้งเขาและเธอทั้งคู่กลอกตาไปมาดูเลิ่กลั่กเล็กน้อย…แล้วหันไปมองทางเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว

              “เอายังครับ..เรเวล..พวกเราจะกลับจากที่นี่เลยไหม?”

              “คือว่าฉันแล้วแต่คุณเลยค่ะ…”

              ทั้งคู่กล่าวด้วยน้ำเสียงปนรู้สึกผิด

              เด็กหนุ่มผมขาวในตอนนี้หลับตาลง..ทำหน้านิ่งด้วยท่าทางสงบ…แต่หารู้ไม่ในใจไม่ได้สงบเลย

              โอ้ยยยยยยยยยยยยยยย….อยากกลับบ้านจริงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

              ไม่ไหวแล้วกับไอดันเจี้ยนนี่…ติดมาหลายวัน…มีใครไม่อยากออกบ้างงงงงงงงงง

              “เห้ออ…”

              เรเวลถอนหายใจออกมา

             “ฉันอยากกลับก็จริง…แต่ฉันอยากรักษาสัญญากับสฟิงซ์ตัวนั้นมากกว่า…ถ้าหากไม่มีเขาพวกเราก็มาถึงชั้นนี้ไม่ได้..ฉะนั้นต่อให้ออกจากที่นี่ไปและกลับ รร.อัศวินเวทมนตร์ตอนนี้แล้วใช้ชีวิตตามปกติสุข…ฉันคงรู้สึกผิดอย่างมาก…

              อีกอย่าง..ชั้นล่างสุดก็มีทางออกเหมือนกัน..แค่ผ่านชั้นนี้ไปได้ก็ไม่มีสัตว์ปีศาจถือกำเนิดแล้ว…ฉะนั้นพวกเราแค่ไปถึงชั้นล่างสุด..เอาคริสตัลมหาเวทมนตร์ แล้วออกไปทางประตูวาปชั้นล่างก็ได้…ผลลัพธ์มันก็ไม่ต่างกัน..ถึงจะเสียเวลานิดหน่อย..แต่อย่างน้อยก็สบายใจกว่าแน่ๆถ้าเราไม่ผิดสัญญา” เรเวลกล่าว..

              “อือ..นั่นสินะคะ…”

              “นั่นสินะครับ”

              “เห้อ..ฉันเข้าใจละ…ตามใจนายก็แล้วกัน”

              เซเลน่าเดินกลับมารวมกลุ่มอีกครั้ง…เพื่อจะมุ่งหน้าไปยังบันไดชั้นถัดไป และตอนนั้นเองประตูมิติสีขาวก็ค่อยๆสลายหายไป

              พวกเขาทั้ง4หารู้ไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้..อาจทำให้ในอนาคตทั้งปาตี้ต้องพินาศเลยก็ได้…เพราะในดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่เป็นมนุษย์…

     

              ***

     

              “พวกเราใกล้ถึงแล้วสินะ..ฮิริวเต้..คาบิค่อน”

              ชายผมดำเดินเอามือไพล่หลังกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ…ท่ามกลางศพและกองเลือดของสัตว์ปีศาจมากมายนับไม่ถ้วน

              “อ่า…จะไปทางลัดกันเลยไหมไรอา”

              หญิงผิวสีแทนนามว่าฮิริวเต้พาดดาบง้าวยักษ์ไว้บนหัวไหล่พลางถามชายผมดำถึงการตัดสินใจต่อจากนี้..แต่ก็ถูกคนๆหนึ่งขัดขึ้นมาก่อน

              “ใจเย็นๆสิพวกเจ้า…อย่าลืมไปสิว่าเราจะต้องผ่านผู้พิทักษ์ก่อน..ไม่งั้นคงเจาะรูหนอนนี้ไม่ได้แน่ๆ…คิคิคิ”   

              สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีหัวเป็นแพะ..กล่าวออกมาพร้อมหัวเราะด้วยรอยยิ้มสยดสยอง   

              “ดันเจี้ยนที่มีแต่พวกมดปลวกนี่มันน่าเบื่อจริงๆเลย…ทำไมงานแค่นี้สมาชิกระดับล่างถึงได้ล้มเหลวกันเยอะจังนะ” ฮิริวเต้ถอนหายใจด้วยน้ำเสียงเซ็งแซ่แกมเบื่อหน่าย

              “ตอนนี้พวกเราแค่ทำภารกิจที่ท่านดิมาเรียมอบให้ ให้สำเร็จก่อนพอ…รอก่อนนะ..คริสตัลมหาเวทมนตร์แห่งความมืด..พวกฉันจะไปเอามาเดี๋ยวนี้แหละ…หึหึหึ”